KVB Logo
الرئيسية
المنتجات
التداول
الرؤى
الحملات
من نحن
imgimg
تحليل السوق
  • تحليل السوق
  • التقويم الاقتصادي
  • الأخبار العاجلة
  • إشارات الذكاء الاصطناعي

ศาลฎีกาสหรัฐฯ คุ้มครองความเป็นอิสระของเฟด

Sirawit · 95K المشاهدات

ศาลฎีกาสหรัฐฯ เปิดทางทรัมป์ปลดเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยืนกรานปกป้องความเป็นอิสระของเฟด

ภาพอาคารศาลฎีกาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

วันจันทร์ที่ผ่านมาถือเป็นวันที่มีความหมายต่อโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมาก เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยสองคดีพร้อมกัน ซึ่งทั้งสองคดีต่างพูดถึงคำถามเดียวกันคือ ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดผู้นำหน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางได้มากแค่ไหน แต่คำตอบที่ออกมากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ศาลเลือกที่จะวาง ความเป็นอิสระของเฟด ไว้ในจุดพิเศษ แยกออกจากหน่วยงานรัฐบาลกลางอื่น ๆ อย่างชัดเจน

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดทองคำ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด คำตัดสินครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองธรรมดา แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาทองคำ ค่าเงินดอลลาร์ และทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก

สองคดี หนึ่งคำถาม สองคำตอบ

ข้อเท็จจริงของทั้งสองคดีมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่ง ทั้งลิซ่า คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ และรีเบกกา สลอเตอร์ (Rebecca Slaughter) กรรมาธิการคณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) ต่างถูกประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลดออกจากตำแหน่งโดยอ้าง "เหตุอันสมควร" และทั้งคู่ต่างฟ้องร้องเพื่อรักษาตำแหน่งของตนไว้

แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้ามกัน คำตัดสินทั้งสองฉบับเขียนโดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ (John Roberts) ซึ่งได้ขีดเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างธนาคารกลางกับหน่วยงานรัฐบาลกลางอื่น ๆ โดยอ้างอิงจาก "สถานะทางประวัติศาสตร์และบทบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของเฟด" ผลที่ตามมาคือ ทรัมป์ได้รับอำนาจใหม่อย่างกว้างขวางในการปลดเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอิสระส่วนใหญ่ ยกเว้นผู้นำของธนาคารกลาง ซึ่งประธานาธิบดียังคงต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของศาลก่อน

เหตุใดเฟดจึงถูกมองว่าแตกต่าง

หัวใจสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การที่โรเบิร์ตส์เขียนไว้ว่า การยอมรับความพยายามของทรัมป์ในการปลดคุกโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อบ้าน จะเป็นการ "เปลี่ยนการคุ้มครองตำแหน่งแบบมีเหตุผลของเฟดให้กลายเป็นการจ้างงานตามอำเภอใจ" ซึ่งเป็นการตีความที่ก้าวกระโดดออกจากตัวบทกฎหมายที่สภาคองเกรสบัญญัติไว้ และขัดต่อประเพณีของชาติในการปกป้องความเป็นอิสระของเฟดจากการแทรกแซงทางการเมือง

โรเบิร์ตส์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งข้อเท็จจริงและภาพลักษณ์ของความเป็นอิสระนั้น "เป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างเฟด" ในขณะที่คดีของ FTC โรเบิร์ตส์เขียนในทิศทางตรงกันข้ามว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้ "อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานาธิบดี" และสรุปว่าบทบัญญัติเรื่องการปลดโดยมีเหตุผลของ FTC นั้นขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ

"การดำเนินงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ห่างจากกระบวนการทางการเมืองทั่วไปโดยเจตนา" โรเบิร์ตส์เขียนไว้ในคำวินิจฉัย

จุดจบของหลักการ Humphrey's Executor ที่ใช้มา 90 ปี

คำตัดสินในคดี FTC ถือเป็นการยุติบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีอายุเกือบ 90 ปี ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Humphrey's Executor อันมีที่มาจากคำตัดสินของศาลฎีกาในปี 1935 ที่ระบุว่าสภาคองเกรสมีอำนาจจำกัดสิทธิของประธานาธิบดีในการปลดเจ้าหน้าที่รัฐบางตำแหน่ง โรเบิร์ตส์เขียนว่ากรอบความคิดดังกล่าว "ไม่อาจทนต่อการพิสูจน์ของกาลเวลา" และสรุปว่าหากยังเหลือสิ่งใดของหลักการ Humphrey's อยู่ ศาลก็ขอยกเลิกทั้งหมด

การล้มหลักการนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถปลดผู้นำของหน่วยงานอิสระอื่น ๆ ได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องระบุเหตุผล ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการความปลอดภัยผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค คณะกรรมการโอกาสการจ้างงานที่เท่าเทียม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ และที่ทำการไปรษณีย์สหรัฐฯ

  • หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการล้มหลักการ Humphrey's Executor มีทั้งหน่วยงานกำกับดูแลผู้บริโภคและแรงงาน
  • เฟดเป็นข้อยกเว้นเดียวที่ยังคงได้รับการคุ้มครองตามคำวินิจฉัยนี้
  • คดีของคุกจะกลับไปสู่ศาลชั้นล่างเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไป

ปฏิกิริยาจากทำเนียบขาวและฝ่ายค้าน

ทรัมป์เรียกคำตัดสินในคดีสลอเตอร์ว่าเป็น "ชัยชนะครั้งใหญ่" ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา และระบุเพิ่มเติมว่าคำตัดสินนี้ "เพิ่มอำนาจประธานาธิบดีอย่างมากในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด" ส่วนคำตัดสินในคดีของคุก เขากลับมองว่าเป็นเพียงประเด็น "ขั้นตอนทางกฎหมาย" เท่านั้น และประกาศว่าจะ "ดำเนินการที่เหมาะสมโดยทันที" เพื่อปลดคุกออกจากตำแหน่งให้ได้

ฝั่งพรรคเดโมแครตออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วุฒิสมาชิกดิก เดอร์บิน จากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของคณะกรรมาธิการตุลาการวุฒิสภา เรียกคำตัดสินนี้ว่าเป็น "การดูหมิ่นหลักธรรมาภิบาลที่ดีและเป้าหมายของการมีหน่วยงานรัฐบาลกลางที่เป็นอิสระตั้งแต่แรก"

ในส่วนของบิล พัลเต ผู้อำนวยการสำนักงานการเงินที่อยู่อาศัยกลาง ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อต่อคุกตั้งแต่ต้น ยังคงยืนยันข้อกล่าวหาเดิมหลังคำตัดสินออกมา โดยโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าเขาเชื่อว่าคุกจะถูกตั้งข้อหาในที่สุด

คุกพูดอะไรหลังคำตัดสิน

ลิซ่า คุก ออกแถลงการณ์ระบุว่า เรื่องนี้ "ไม่เคยเกี่ยวกับเอกสารสินเชื่อบ้านที่ลงนามไว้หลายปีก่อนที่เธอจะมาเป็นผู้ว่าการเฟด" แต่เป็น "ความพยายามปลดเธอออกด้วยข้ออ้างที่สร้างขึ้นมา เพราะเธอปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง" เธอยังย้ำว่าคำตัดสินครั้งนี้ตอกย้ำหลักการที่หนุนการบริหารเศรษฐกิจอย่างมั่นคงมาหลายชั่วอายุคน นั่นคือเฟดต้องตัดสินใจเชิงนโยบายโดยอ้างอิงจากหลักฐานและดุลพินิจที่เป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

คำตัดสินไม่ได้ห้ามทรัมป์จากการปลดคุกในอนาคตโดยสิ้นเชิง แต่ระบุว่าเธอมีสิทธิ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาก่อน และกระบวนการปลดต้องผ่านการตรวจสอบของศาล นั่นหมายความว่าคุกจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปในระหว่างที่คดีฟ้องร้องของเธอดำเนินไปในศาลชั้นล่าง ซึ่งอาจใช้เวลานานพอสมควร

เสียงสนับสนุนจากธนาคารกลางสาขาภูมิภาค

นีล แคชแครี (Neel Kashkari) ประธานธนาคารกลางสาขามินนีแอโพลิส แสดงความเห็นต่อสาธารณะว่า ศาลฎีกาได้แยกเฟดออกจากหน่วยงานอิสระอื่น ๆ อย่างชัดเจน โดยให้เหตุผลว่านโยบายการเงินมีประวัติศาสตร์เฉพาะตัวในสหรัฐฯ และควรได้รับการรักษาให้เป็นอิสระจากกระบวนการทางการเมือง เขายังกล่าวเสริมว่าข้อเท็จจริงที่ศาลแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ศาลจะพยายามอย่างเต็มที่ภายในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาความเป็นอิสระของเฟดเอาไว้

แคชแครียังกล่าวถึงคุกในฐานะเพื่อนร่วมงานและเพื่อนส่วนตัว โดยชื่นชมที่เธอยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) แม้จะต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับนักลงทุน

ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของเฟดไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายหรือการเมืองภายในสหรัฐฯ แต่เป็นเสาหลักที่ตลาดการเงินทั่วโลกใช้อ้างอิงความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินสหรัฐฯ หากตลาดเริ่มมองว่าการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยอาจถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือเหตุผลที่อดีตประธานเฟดเกือบทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นอดีตประธานเจอโรม พาวเวลล์เพียงคนเดียว รวมถึงอดีตรัฐมนตรีคลังและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำจากทั้งสองพรรค ได้ร่วมลงนามในเอกสารยื่นต่อศาลฎีกาเพื่อเรียกร้องไม่ให้ศาลแตะต้องความเป็นอิสระของเฟด

สำหรับตลาดทองคำ ซึ่งมักถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ความเชื่อมั่นต่อนโยบายการเงินสั่นคลอน คำตัดสินที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดอาจช่วยลดแรงกดดันด้านความเสี่ยงทางการเมืองในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนที่ยังค้างคาเกี่ยวกับชะตากรรมของคุกในศาลชั้นล่างก็ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามต่อไป

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมของทรัมป์เคยเปิดการสอบสวนทางอาญาต่อเจอโรม พาวเวลล์ อดีตประธานเฟด ในประเด็นค่าใช้จ่ายเกินงบประมาณของการปรับปรุงอาคารเฟดสองแห่ง แต่ภายหลังกระทรวงได้ยกเลิกการสอบสวนดังกล่าว หลังวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันคนหนึ่งขู่ว่าจะขัดขวางผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งแทน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นรูปแบบความตึงเครียดระหว่างทำเนียบขาวกับเฟดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ในระยะถัดไป คดีของคุกจะกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาลชั้นล่าง ซึ่งจะเป็นจุดชี้ขาดว่าข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ หากศาลชั้นล่างเห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอ คุกก็จะสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนครบวาระ แต่หากศาลเห็นต่าง ทรัมป์ก็อาจมีโอกาสปลดเธอออกได้ในที่สุด ซึ่งจะเป็นการทดสอบครั้งสำคัญต่อหลักการที่ศาลฎีกาเพิ่งวางไว้

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า แม้อำนาจประธานาธิบดีเหนือหน่วยงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่จะขยายตัวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ความเป็นอิสระของเฟดยังคงได้รับการมองว่าเป็นข้อยกเว้นพิเศษที่จำเป็นต่อเสถียรภาพของระบบการเงินสหรัฐฯ และของโลก

تحتاج إلى مساعدة؟
اضغط هنا