imgimg
تحليل السوق

ราคาทองคำพุ่งสูงสุดรอบ 2 เดือน ตลาดจับตาเฟด-อิหร่าน

Sirawit · 52K مشاهدات

ราคาทองคำพุ่งสูงสุดในรอบสองเดือน ตลาดจับตาเฟดและอิหร่าน

แท่งทองคำในห้องนิรภัยสะท้อนราคาทองคำพุ่งสูง

ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคม (GC=F) เปิดตลาดที่ระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับเปิดตลาดสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ก่อนที่ราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 4,335 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเช้าวันอังคารที่ 11 สิงหาคม ท่ามกลางแรงกดดันจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น

การเคลื่อนไหวของราคาทองคำพุ่งสูงในรอบนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยที่ทับซ้อนกันหลายด้าน ทั้งตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนสถาบันในจีน บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดทองคำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีปัจจัยใดบ้างที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้

ไทม์ไลน์ราคาทองคำพุ่งสูงในรอบสัปดาห์

ย้อนกลับไปในวันพุธที่ 5 สิงหาคม สัญญาทองคำล่วงหน้าเดือนธันวาคมเปิดตลาดที่ 4,133.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 0.5% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า ก่อนที่ราคาจะดีดตัวขึ้นมาที่ 4,245.80 ดอลลาร์ในช่วงเช้า หลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในวันเดียวกันนั้น

วันถัดมาคือวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม ราคาทองคำเปิดตลาดที่ 4,307 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 4% จากราคาเปิดของวันก่อน ซึ่งเป็นการเปิดตลาดเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ปัจจัยหนุนมาจากความคืบหน้าของการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

ความร้อนแรงของราคาทองคำพุ่งสูงดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมจะออกมาน่าผิดหวัง โดยสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่ามีการสูญเสียตำแหน่งงาน 23,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ซึ่งพลาดเป้าจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 80,000 ตำแหน่ง ตัวเลขที่อ่อนแอนี้ส่งผลให้สัญญาทองคำเปิดตลาดที่ 4,298.30 ดอลลาร์ และดีดตัวขึ้นไปแตะ 4,411.70 ดอลลาร์ในช่วงสาย

เมื่อเข้าสู่วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม ราคาทองคำพุ่งสูงต่อเนื่องจนเปิดตลาดที่ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ก่อนที่จะย่อตัวลงมาปิดตลาดที่ 4,325.40 ดอลลาร์ตามข้อมูลจากตลาดซื้อขายทองคำอิเล็กทรอนิกส์ Kitco ซึ่งลดลง 11.6 ดอลลาร์ หรือประมาณ 0.45% จากรอบก่อนหน้า และล่าสุดในเช้าวันอังคารที่ 11 สิงหาคม ราคาทองคำในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในกรอบ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่นักลงทุนรอดูตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

เฟดและตัวเลขจ้างงาน ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูง

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังการที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นในรอบนี้คือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ตัวเลขการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ยมักได้รับแรงหนุนเมื่อความคาดหวังต่อดอกเบี้ยขาขึ้นลดลง เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำจะลดลงตามไปด้วย นักลงทุนในตลาดจึงจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ โดยเฉพาะรายงานเงินเฟ้อสองฉบับสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ได้แก่ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ในวันพุธ และดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI ในวันพฤหัสบดี

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าดัชนี CPI เดือนกรกฎาคมจะเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 3.5% ในเดือนมิถุนายน

ตัวเลขเงินเฟ้อทั้งสองชุดนี้จะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินไปในทิศทางใดในการประชุมเดือนกันยายน และจะเป็นตัวกำหนดว่าราคาทองคำพุ่งสูงในรอบนี้จะมีแรงส่งต่อเนื่องหรือไม่ นักวิเคราะห์อาวุโสจากบาร์ชาร์ทดอทคอมมองว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในสัปดาห์นี้ แม้ตลาดจะยังคงผันผวนสูง

ช่องแคบฮอร์มุซ ตัวแปรภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาด

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการที่ราคาทองคำพุ่งสูงในช่วงต้นเดือนสิงหาคมคือสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีสัญญาณเชิงบวกหลายประการเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจา รวมถึงการที่อิหร่านหารือข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซโดยตรงกับโอมาน และการอนุญาตให้บางประเทศในยุโรปเข้าไปช่วยเคลียร์ทุ่นระเบิดในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงคลุมเครือ โดยล่าสุดฝ่ายอิหร่านระบุว่าการเจรจากับโอมานใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว แต่ปฏิเสธว่ามีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ ตามที่ฝ่ายวอชิงตันกล่าวอ้างว่าข้อตกลงใกล้จะเกิดขึ้น ความไม่ลงรอยกันในรายละเอียดนี้ทำให้ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอนต่อทิศทางของราคาพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องมาสู่ตลาดทองคำ

ความเชื่อมโยงระหว่างราคาพลังงานกับราคาทองคำพุ่งสูงในรอบนี้จึงมีลักษณะเป็นดาบสองคม กล่าวคือ หากราคาน้ำมันปรับตัวลงจากการคลี่คลายสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำลงไปด้วย ทำให้ตลาดต้องติดตามพัฒนาการของการเจรจาอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์ต่อจากนี้

แรงซื้อจากจีนและธนาคารกลางหนุนราคาทองคำพุ่งสูง

นอกเหนือจากปัจจัยด้านนโยบายการเงินและภูมิรัฐศาสตร์แล้ว แรงซื้อสะสมจากนักลงทุนสถาบันในจีนก็เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันชำระราคาระบุว่านักลงทุนสถาบันในจีนยังคงเพิ่มสถานะซื้อในสินทรัพย์อ้างอิงทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในประเทศ ประกอบกับสัญญาณความแข็งแกร่งในตลาดทองคำจริงที่ได้รับแรงหนุนจากธนาคารกลางในช่วงที่ผ่านมา

ในภาพรวมของปี 2026 ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดทองคำ ต่อเนื่องจากแนวโน้มการสะสมทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่เริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ย้อนดูจุดสูงสุดเดือนมกราคม และการปรับฐานครั้งใหญ่

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าราคาทองคำพุ่งสูงในรอบนี้อยู่ตรงจุดใดของวัฏจักรราคา จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูสถิติสูงสุดที่เคยเกิดขึ้น ราคาทองคำเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมกราคม 2026 โดยพุ่งทะลุระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยสะสมหลายด้าน ทั้งการซื้อทองคำจำนวนมากของธนาคารกลางทั่วโลก ความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน

อย่างไรก็ตาม หลังจากทำจุดสูงสุดในเดือนมกราคม ราคาทองคำได้ปรับฐานลงมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นการปรับฐานรายไตรมาสที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 ก่อนที่จะกลับมาทรงตัวเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ การที่ราคาทองคำพุ่งสูงกลับมาแตะระดับ 4,400 ดอลลาร์อีกครั้งจึงถือเป็นการฟื้นตัวบางส่วนจากจุดต่ำสุดของการปรับฐาน มากกว่าจะเป็นการทำสถิติใหม่

สถาบันการเงินปรับลดเป้าราคาทองคำปลายปี

ความผันผวนของตลาดทองคำในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 ทำให้สถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่งต้องทบทวนและปรับลดเป้าหมายราคาทองคำปลายปีลงจากที่เคยประเมินไว้สูงมากในช่วงต้นปี

  • โกลด์แมน แซคส์ ปรับลดเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2026 ลงมาที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 5,400 ดอลลาร์ พร้อมทั้งเลื่อนคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดออกไปเป็นปี 2027
  • เจพีมอร์แกน ปรับประมาณการราคาเฉลี่ยไตรมาสสามลงมาที่ 4,300 ดอลลาร์ และไตรมาสสี่ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แทนที่แนวโน้มเดิมซึ่งเคยมองไปถึง 6,000 ดอลลาร์
  • เอชเอสบีซี ก็ได้ทบทวนตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำสำหรับปี 2026 ลงเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับทิศทางการปรับลดเป้าของสถาบันการเงินรายอื่น

การปรับลดเป้าหมายราคาพร้อมกันของสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังประเมินใหม่ว่าเฟดอาจไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้กรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำพุ่งสูงในรอบถัดไปอาจไม่หวือหวาเท่ากับช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026

ความต้องการทองคำจริงในตลาดโลก

รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสสองปี 2026 จากสภาทองคำโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ระบุถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดทองคำจริงที่มีบทบาทชี้วัดสำคัญของโลก โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักลงทุนในกองทุน ETF ทองคำของอินเดียมีการไถ่ถอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากผู้ถือหน่วยลงทุนทำกำไรหลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงจากปัจจัยด้านภาษีนำเข้า ก่อนที่กระแสเงินจะไหลกลับเข้ามาอีกครั้งในเดือนมิถุนายน

ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำจริงในภาคเครื่องประดับ ทองคำแท่ง และเหรียญทองคำในอินเดียก็ชะลอตัวลงในช่วงเดียวกัน จากภาระภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นและระดับราคาทองคำในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ส่วนความต้องการทองคำดิจิทัลก็ชะลอตัวลงเช่นกัน แม้จะยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

ข้อมูลจากตลาดเอเชียอื่น ๆ ก็สะท้อนภาพความร้อนแรงของราคาทองคำพุ่งสูงในลักษณะเดียวกัน โดยราคาทองคำแท่งและทองรูปพรรณในตลาดเวียดนามปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องไปกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสูง

สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้

จากภาพรวมทั้งหมด ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของราคาทองคำพุ่งสูงในระยะถัดไปสามารถสรุปได้เป็นสามประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้ง CPI และ PPI ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนกันยายน ประเด็นที่สองคือความคืบหน้าของการเจรจาในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และประเด็นที่สามคือแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนสถาบันและธนาคารกลาง โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงหนุนราคาทองคำในระยะยาว

  1. ติดตามตัวเลข CPI วันพุธ และ PPI วันพฤหัสบดีนี้อย่างใกล้ชิด
  2. จับตาพัฒนาการการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
  3. ติดตามท่าทีของเฟดในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึง
  4. สังเกตแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนสถาบันในจีนและอินเดีย

โดยสรุป การที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นมาแตะระดับ 4,300-4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 เป็นผลจากการผสมผสานของปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนกัน แม้ราคาจะยังห่างไกลจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ทิศทางของตลาดทองคำในระยะถัดไปยังคงขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญอย่างนโยบายการเงินของเฟดและเสถียรภาพในตะวันออกกลางเป็นหลัก นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุนในช่วงนี้

هل تحتاج إلى مساعدة؟
انقر هنا