KVB Logo
Home
Products
Trading
Insights
Campaigns
About Us
imgimg
Market Analysis

Hormuz Hangover คืออะไร และราคาน้ำมันจะลดเมื่อไร

Sirawit · 244.9K Views

Hormuz Hangover: ทำไมราคาพลังงานอาจไม่ลดแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิด

Hormuz Hangover

ท่ามกลางกระแสการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังคืบหน้า ทำเนียบขาวออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าราคาพลังงานจะ "ร่วงหนัก" ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง ทว่าในโลกของตลาดพลังงานจริงๆ นั้น ความจริงอาจโหดร้ายกว่าที่สัญญาไว้มาก นักวิเคราะห์ระดับโลกต่างออกมาเตือนถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า Hormuz Hangover — ภาวะ "เมาค้าง" ทางพลังงานที่อาจยืดเยื้อไปนานหลายไตรมาสหรือแม้กระทั่งหลายปี

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ด้วยปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแต่ละวัน เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 การปิดกั้นช่องแคบนี้อย่างแท้จริงได้ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ราคาน้ำมัน Brent ดีดตัวสูงเกิน 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ก่อนที่จะผันผวนขึ้นลงตามพัฒนาการทางการทูต ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ทะลุแนว 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

Hormuz Hangover คืออะไร และทำไมต้องกังวล

คำว่า Hormuz Hangover ถูกบัญญัติโดย Henrietta Treyz นักวิเคราะห์จาก AGF Investments เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้แล้ว แต่ตลาดพลังงานโลกก็ยังต้องใช้เวลานานมากในการฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ เปรียบเสมือนคนที่ดื่มหนักแล้วต้องใช้เวลาฟื้นจากอาการเมาค้างไปอีกนาน Treyz ระบุว่าระยะเวลาในการฟื้นตัวนี้ต้อง "วัดกันด้วยไตรมาสและปี" ไม่ใช่สัปดาห์หรือเดือน

บริษัทวิจัย Wolfe Research ให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่ากระบวนการสร้างสต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นมาใหม่จะยืดเยื้อ "ไปจนถึงปี 2027 อย่างแน่นอน" ขณะที่ MUFG ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่าการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันตะวันออกกลางสู่ระดับก่อนสงครามอาจไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงปี 2027

ปัญหาของ Hormuz Hangover ไม่ได้อยู่ที่การเปิดช่องแคบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเสียหายเชิงระบบที่เกิดขึ้นแล้วในระหว่างที่ช่องแคบถูกปิด ซึ่งรวมถึงหลายปัจจัยสำคัญ

  • ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน: แท่นขุดเจาะ ท่อส่งน้ำมัน และโรงกลั่นในภูมิภาคได้รับความเสียหายจากการสู้รบ
  • สต็อกน้ำมันที่หมดลง: S&P Global Energy ประมาณว่าน้ำมันกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรลได้ถูกดึงออกจากระบบหรือถูกขัดขวางตลอดช่วงสงคราม
  • เรือที่ติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย: มีเรือประมาณ 1,500 ลำที่ติดอยู่ในพื้นที่และต้องใช้เวลาในการจัดการ
  • ความต้องการที่พุ่งสูงในฤดูร้อน: ฤดูขับรถในช่วงฤดูร้อนของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้น ทำให้ความต้องการพลังงานสูงขึ้นในจังหวะที่แย่ที่สุด

ทำเนียบขาวสัญญาอะไร และตลาดเชื่อมากแค่ไหน

โฆษกทำเนียบขาว Taylor Rogers กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ "ดึงราคาน้ำมันและก๊าซลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีด้วยความรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ และเมื่อการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ปกติ ราคาพลังงานจะดิ่งลงอีกครั้ง" ทรัมป์เองได้กล่าวซ้ำหลายครั้งว่าราคาน้ำมันที่ปั๊มจะ "ร่วงหนักเหมือนหิน" เมื่อสงครามสิ้นสุด

กรอบข้อตกลงที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาดูเหมือนจะเป็นข้อตกลง "สลิม" หรือ "skinny deal" ที่รวมถึงการต่อการหยุดยิง 30-60 วัน การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันได้ โดยเลื่อนการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ออกไปก่อน นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าข้อตกลงรูปแบบนี้เป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาดในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม Capital Economics ให้ความเห็นว่าการที่ตลาดจะ rally ขึ้นหลังการเปิดช่องแคบนั้นจะมีขอบเขตจำกัด เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเซ็นสัญญาเพียงใบเดียว ราคาน้ำมัน Brent ณ ปัจจุบันยังคงวนอยู่ที่ระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังห่างไกลจากระดับก่อนสงครามมาก

คณิตศาสตร์ที่โหดร้าย: ทำไมดีลก็ไม่ช่วยได้ทันที

Robert McNally นักวิเคราะห์พลังงานที่ติดตามสถานการณ์ Hormuz Hangover อย่างใกล้ชิด กล่าวตรงไปตรงมาว่า "แม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ตลาดก็ถูกบีบอัดอยู่แล้วโดยที่ไม่มีใครเปลี่ยนได้ มันคือคณิตศาสตร์ที่โหดร้ายและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งดีลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้"

McNally ยังคาดว่าราคาน้ำมัน Brent จะกลับขึ้นไปที่ระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง และราคาน้ำมันในสหรัฐฯ อาจพุ่งไปใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 5.02 ดอลลาร์ต่อแกลลอนที่ทำไว้ในเดือนมิถุนายน 2022 ภาพของ Hormuz Hangover จึงชัดเจนขึ้นทุกวัน

"แม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ที่การหยุดยิงยังคงอยู่ มีการบรรลุข้อตกลง และช่องแคบเปิดใหม่ ความเสียหายต่อระบบพลังงานโลกก็เกิดขึ้นแล้ว" — CNN Business

IEA หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ เตือนว่าตลาดน้ำมันโลกอาจเข้าสู่ "โซนแดง" ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากสต็อกน้ำมันโลกกำลังลดลงในขณะที่ความต้องการในฤดูร้อนกำลังเพิ่มสูงขึ้น Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหาร IEA กล่าวว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาจะ "รู้สึกถึงความเจ็บปวดมากที่สุดจากวิกฤตนี้"

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเอเชีย

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบของ Hormuz Hangover นั้นรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง การที่ราคาน้ำมันดิบยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และอัตราเงินเฟ้อโดยรวม

ในประเทศไทย ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการประมง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เพิ่งฟื้นตัวจากโควิดก็ต้องเผชิญกับต้นทุนค่าบินที่สูงขึ้นตามราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน ภาวะ Hormuz Hangover จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของสหรัฐฯ หรือยุโรป แต่เป็นปัญหาของทุกคนบนโลกนี้

มาตรการฉุกเฉินของสหรัฐฯ ที่ยังไม่เพียงพอ

ในช่วงที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินหลายอย่างเพื่อพยุงตลาดพลังงาน ได้แก่ การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ การยกเว้นข้อจำกัดการขนส่งบางส่วน การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียและเวเนซุเอลาชั่วคราว และ IEA ได้ประกาศปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองโลก 400 ล้านบาร์เรลในการดำเนินการครั้งประวัติศาสตร์

แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงตลาดได้บ้าง แต่ผลกระทบยังคงจำกัด เพราะรากฐานของปัญหามาจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้เปิดเต็มรูปแบบ และแม้จะเปิดแล้ว ผลของ Hormuz Hangover ก็ยังจะตามมาอีกยาวนาน

สิ่งที่ต้องจับตาในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า

สำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามตลาดพลังงาน มีหลายปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วง Hormuz Hangover นี้

  1. ความคืบหน้าของข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน: โดยเฉพาะประเด็นพลังงานนิวเคลียร์และค่าผ่านทางช่องแคบ ซึ่งยังเป็นจุดที่ขัดแย้งกันอยู่
  2. ความเร็วในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน: การซ่อมแซมแท่นขุดเจาะและโรงกลั่นในภูมิภาคต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล
  3. การตัดสินใจของ OPEC+: กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะปรับนโยบายการผลิตอย่างไรเพื่อรับมือกับสถานการณ์
  4. อัตราเงินเฟ้อและการตอบสนองของธนาคารกลาง: ราคาพลังงานที่สูงจะกดดันธนาคารกลางทั่วโลกในการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ย
  5. การเมืองภายในของสหรัฐฯ: ราคาน้ำมันที่สูงกำลังกลายเป็นปัญหาทางการเมืองสำหรับทรัมป์ในช่วงที่ความนิยมต้องการการดูแล

บทสรุป: ความจริงที่ขมขื่นของ Hormuz Hangover

สุดท้ายแล้ว ความจริงที่โหดร้ายของ Hormuz Hangover คือแม้การทูตจะประสบความสำเร็จและช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้ ตลาดพลังงานโลกก็ไม่สามารถ "กดรีเซ็ต" กลับสู่สภาพก่อนสงครามได้ในทันที ระบบที่ซับซ้อนของการขนส่งน้ำมันโลก สต็อกพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานต้องการเวลาฟื้นฟูที่ยาวนาน

คำสัญญาของทำเนียบขาวอาจเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการได้ยินในระยะสั้น แต่สำหรับผู้ที่วางแผนทางการเงินหรือธุรกิจในระยะกลางถึงยาว การเตรียมพร้อมรับมือกับ Hormuz Hangover ที่อาจยืดเยื้อไปถึงปี 2027 น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่าการรอให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว

ในโลกของพลังงาน บาดแผลที่เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ มักต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย ช่องแคบฮอร์มุซอาจเปิดได้ในเร็วๆ นี้ แต่ร่องรอยของวิกฤตนี้จะยังคงอยู่ในกระเป๋าของผู้บริโภคทั่วโลกไปอีกนาน

Need Help?
Click Here