imgimg
Market Analysis

Apple มูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์

Sirawit · 127.3K Views

Apple ทะลุมูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อ "ความช้า" ด้าน AI กลายเป็นจุดแข็ง

Apple Store

เมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2026 หุ้นของ Apple (AAPL) ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 342.89 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.036 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนที่ราคาหุ้นจะย่อตัวลงมาปิดตลาดที่ราว 337-339 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าตลาดลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.96-4.99 ล้านล้านดอลลาร์ เหตุการณ์นี้ทำให้ Apple กลายเป็นเพียงบริษัทที่สองในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นที่แตะระดับมูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ ต่อจาก Nvidia ที่เคยทำสถิตินี้ไว้ก่อนหน้า

ที่น่าสนใจคือ ตามเกณฑ์ของบางสำนักข่าว การจะถือว่า Apple "ทะลุ" 5 ล้านล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการนั้น หุ้นจะต้องปิดตลาดเหนือระดับ 340.43 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าการแตะระดับดังกล่าวในวันที่ 28 กรกฎาคมยังถือเป็นเพียง "การแตะระหว่างวัน" ไม่ใช่การปิดตลาดเหนือระดับดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ว่าจะนับด้วยเกณฑ์ใด ตัวเลขนี้ก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ Apple ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังจับตาดูทิศทางของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างใกล้ชิด

เส้นทางจาก 4 ล้านล้าน สู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์ต้องจับตาเป็นพิเศษคือความเร็วของการเติบโตครั้งนี้ Apple เพิ่งทะลุมูลค่าตลาด 4 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025 นั่นหมายความว่าบริษัทใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีในการเพิ่มมูลค่าตลาดอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการก้าวกระโดดข้ามระดับล้านล้านดอลลาร์ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น ราคาหุ้น Apple ปรับตัวขึ้นราว 24% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นเกือบ 60% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนหลักจากยอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

การที่ Apple ก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่บริษัทเพิ่งแซงหน้า Nvidia ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้น Nvidia ครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลกมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และเป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์ที่ทะลุระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยทำสถิติสูงสุดที่ 5.7 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 แต่หลังจากนั้น Nvidia กลับสูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับต้นทุนมหาศาลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

ในวันเดียวกับที่ Apple มูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ หุ้น Nvidia กลับปรับตัวลดลงราว 5% ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดของ Nvidia ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.68-4.77 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่า Apple อย่างชัดเจน สะท้อนถึงความผันผวนของหุ้นกลุ่มชิป AI โดยรวมที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนก้อนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI

เมื่อ "การไม่รีบเดินหน้า AI" กลายเป็นจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อน

ประเด็นที่นักวิเคราะห์และสื่อการเงินหลายสำนักพูดถึงมากที่สุดในการที่ Apple มูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งนี้ คือการที่บริษัทเลือกเดินเกมแตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ ในกลุ่ม Magnificent Seven ในขณะที่ Amazon, Google และ Microsoft ต่างทุ่มงบลงทุนก้อนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเอง Apple กลับเลือกที่จะไม่แข่งขันในสนามนั้นโดยตรง

ตามข้อมูลจาก Dan Howley บรรณาธิการฝ่ายเทคโนโลยีของ Yahoo Finance ระบุว่า Amazon มีแผนใช้งบลงทุนราว 200,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Google ปรับเพิ่มงบลงทุนขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 195,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้สร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินสดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่ง และทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มกังวลเกี่ยวกับผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนดังกล่าว

"ผมไม่คิดว่าคนกำลังแห่เข้าซื้อหุ้น Apple เพราะเรื่อง AI แต่พวกเขาเข้าซื้อเพราะ Apple มีสัดส่วนการลงทุนด้าน AI ที่ต่ำ ในขณะที่บริษัทอย่าง Google, Meta, Microsoft และ Amazon กำลังทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ลงไปในเรื่องนี้" กล่าวโดยผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของ Yahoo Finance ในการวิเคราะห์สถานการณ์

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงมองว่า Apple สามารถ "ตัดความเสี่ยง" นี้ออกจากสมการได้ และเลือกที่จะพักเงินลงทุนไว้กับ Apple ในช่วงที่ตลาดยังไม่มั่นใจในผลตอบแทนของการลงทุน AI ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า Apple ไม่มีแผนด้าน AI เลย เพราะบริษัทระบุว่าจะดึงเงินสดในมือออกมาใช้มากขึ้นเพื่อลงทุนด้าน AI และขยายระบบนิเวศของตัวเองต่อไป เพียงแต่ในระดับที่ระมัดระวังกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

Apple ไม่ได้รอดพ้นผลกระทบจาก AI ทั้งหมด

แม้ Apple จะดูเหมือนได้รับการปกป้องจากความผันผวนของกระแส AI มากกว่าคู่แข่ง แต่บริษัทก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบทางอ้อมได้ทั้งหมด ในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา Apple จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่ม Mac และ iPad อันเป็นผลมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความต้องการชิปสำหรับ AI ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นนี้นำไปสู่คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์กำลังจับตาต่อไปว่า ผลกระทบจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้นจะลุกลามไปถึงสายผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone หรือไม่ โดยเฉพาะกับ iPhone รุ่นที่ 18 ที่คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกับ iPhone จอพับได้รุ่นแรกของบริษัท นักวิเคราะห์บางรายเริ่มออกมาเตือนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนอาจกลายเป็นความท้าทายสำหรับ Apple ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แม้ในภาพรวมบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งในแง่ของกระแสเงินสดก็ตาม

มองย้อนกลับไปในรอบเกือบสี่ปี Apple ไม่ใช่ผู้ชนะที่เร็วที่สุดในกลุ่มเทคยักษ์ใหญ่

หากมองย้อนกลับไปนับตั้งแต่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส AI ในตลาดหุ้นทั่วโลก จะพบว่า Apple ไม่ใช่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เลย ในช่วงเวลาดังกล่าว หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในกลุ่มราว 1,125% ตามมาด้วย Meta ที่เพิ่มขึ้นราว 386% และ Google ที่เพิ่มขึ้นราว 226% ขณะที่หุ้น Apple เพิ่มขึ้นเพียงราว 130% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่มนี้

ข้อมูลนี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ นั่นคือแม้ Apple จะเติบโตช้ากว่าคู่แข่งในช่วงที่กระแส AI กำลังร้อนแรงที่สุด แต่เมื่อความกังวลเรื่องต้นทุนและผลตอบแทนของการลงทุน AI เริ่มปรากฏชัดขึ้นในตลาด ความช้านั้นกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะ Apple ไม่มีภาระด้านงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ที่ต้องพิสูจน์ผลตอบแทนให้นักลงทุนเห็นในระยะสั้นเหมือนคู่แข่งรายอื่น

กลยุทธ์ AI ของ Apple ที่พึ่งพา Google แทนการสร้างโมเดลของตัวเอง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Apple สามารถควบคุมต้นทุนด้าน AI ได้ดีกว่าคู่แข่งคือการตัดสินใจไม่พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของตัวเองแบบเต็มรูปแบบ แต่เลือกทำข้อตกลงกับ Google เพื่อนำโมเดล Gemini มาใช้ขับเคลื่อน Siri เวอร์ชันปรับปรุงใหม่แทน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Apple เผชิญปัญหาความล่าช้าในการพัฒนา Apple Intelligence และ Siri เวอร์ชันใหม่มาตั้งแต่ปี 2024 จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงภายในบริษัท

การพึ่งพาเทคโนโลยีจากพันธมิตรภายนอกแทนการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด ช่วยให้ Apple หลีกเลี่ยงต้นทุนมหาศาลที่คู่แข่งต้องแบกรับ และเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่อธิบายได้ว่าทำไม Apple มูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในช่วงเวลาที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI โดยรวมกำลังเผชิญแรงเทขาย ทั้งนี้ Siri เวอร์ชันปรับปรุงใหม่มีกำหนดเปิดตัวในรูปแบบเบต้าพร้อมกับ iPhone จอพับได้รุ่นแรกและ iPhone 18 ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

การเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กรครั้งสำคัญ จาก Tim Cook สู่ John Ternus

มูลค่าตลาดที่ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Apple กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บริษัท โดย Tim Cook มีกำหนดส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารให้กับ John Ternus อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายนที่จะถึงนี้ การเปลี่ยนผ่านนี้หมายความว่า Ternus จะเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่บริษัทมีมูลค่าตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องให้พิสูจน์ผลงานด้าน AI ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่าการผสมผสานระหว่างมูลค่าตลาดที่สูงเป็นประวัติการณ์ วงจรผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะมาถึงอย่าง iPhone จอพับได้และ iPhone 18 รวมถึงผู้บริหารคนใหม่ ทำให้ช่วงเวลาหลายเดือนข้างหน้าถือเป็นหนึ่งในช่วงที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ Apple

จับตาผลประกอบการไตรมาส 3 ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ Apple มูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ คือการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปีงบการเงิน ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยหลังตลาดปิดในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2026 โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ระดับนี้

ผลประกอบการครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ตลาดจะได้เห็นผลกระทบทางการเงินที่ชัดเจนจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่เกี่ยวโยงกับความต้องการด้าน AI ทั่วโลก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ Apple ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการไปก่อนหน้านี้ นักลงทุนจึงจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทมากน้อยเพียงใด และจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหุ้นที่เพิ่งทะลุมูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ไปหรือไม่

ก้าวต่อไปในตลาดสมาร์ทโฮม ความพยายามขยายระบบนิเวศนอกเหนือจาก iPhone

นอกเหนือจากประเด็นด้าน AI และผลประกอบการแล้ว Apple ยังมีแผนขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอุปกรณ์สมาร์ทโฮมอย่างจริงจังมากขึ้น โดยมีรายงานว่าบริษัทกำลังเตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ฮับสมาร์ทโฮมที่ขับเคลื่อนด้วย Siri เวอร์ชันใหม่ พร้อมกับ Apple TV และ HomePod mini รุ่นปรับปรุง เพื่อแข่งขันโดยตรงกับผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมของ Google และ Amazon ที่ครองตลาดนี้มาอย่างยาวนาน

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ Apple จะเลือกไม่แข่งขันในสนามโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่โดยตรง แต่บริษัทก็ยังคงพยายามนำเทคโนโลยี AI มาผนวกเข้ากับสินค้าฮาร์ดแวร์ที่ตนเองถนัด เพื่อขยายระบบนิเวศให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม แทนที่จะเดินตามแนวทางของคู่แข่งที่เน้นการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่เป็นหลัก

บทสรุป เส้นทางข้างหน้าของ Apple หลังทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์

การที่ Apple มูลค่าตลาดทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสถิติใหม่ในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อกลยุทธ์ AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่โดยรวม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตลาดเคยให้รางวัลกับบริษัทที่ทุ่มเงินลงทุนด้าน AI มากที่สุด แต่เมื่อคำถามเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ความระมัดระวังของ Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองว่าน่าเชื่อถือมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ Apple ยังไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ทั้งประเด็นต้นทุนชิปหน่วยความจำที่อาจกระทบราคาสินค้าต่อไปในอนาคต การเปิดตัว iPhone 18 และ iPhone จอพับได้ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในตลาด รวมถึงการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูง ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกำหนดว่ามูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ของ Apple จะสามารถรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืนหรือเป็นเพียงจุดสูงสุดชั่วคราวเท่านั้น

Need Help?
Click Here