

เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของนโยบายการเงินโลก
เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของนโยบายการเงินโลก

ในที่สุด ชื่อของ เควิน วอร์ช ก็ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อวุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรองเขาด้วยคะแนน 54 ต่อ 45 เสียง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนที่ 17 แทนที่ เจอโรม พาวเวลล์ ที่หมดวาระลง ชัยชนะครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดปิดฉากของยุคสมัยหนึ่ง และเปิดศักราชใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การลงมติครั้งนี้ถือเป็นการโหวตรับรองประธานเฟดที่แบ่งขั้วตามพรรคการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มีเพียงวุฒิสมาชิกเดโมแครตคนเดียวจากพรรคเพนซิลเวเนีย คือ จอห์น เฟตเทอร์แมน ที่ข้ามฝั่งมาโหวตเห็นชอบร่วมกับฝ่ายรีพับลิกัน นั่นบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสภาพอากาศทางการเมืองที่ล้อมรอบสถาบันการเงินที่สำคัญที่สุดในโลกแห่งนี้
ใครคือเควิน วอร์ช และเขาเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
วอร์ช อายุ 56 ปี ไม่ใช่หน้าใหม่ในโลกของธนาคารกลาง เขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการบริหารของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ แห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงปี 2549 ถึง 2554 และในช่วงนั้นเขาได้ผ่านบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเงินโลก นั่นคือวิกฤติซับไพรม์และการล่มสลายทางการเงินในปี 2551
ชายผู้นี้จบการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสำเร็จนิติศาสตร์บัณฑิตด้วยเกียรตินิยมจากคณะนิติศาสตร์ฮาร์วาร์ด ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานบนวอลล์สตรีทที่ Morgan Stanley ประสบการณ์ที่ผสมผสานระหว่างกฎหมาย การเงิน และนโยบายสาธารณะนี้เองที่หลอมหล่อให้เขากลายเป็นนักคิดที่ทรัมป์มองว่าเป็นคนที่ใช่สำหรับช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดนี้
เส้นทางที่ขรุขระสู่ตำแหน่ง: ดราม่าที่ไม่มีในหนังสือตำรา
กระบวนการรับรองตำแหน่งของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ไม่ได้ราบรื่นแต่อย่างใด ทรัมป์ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งจากพาวเวลล์ โดยมีผู้เข้าชิงกว่า 10 รายในช่วงหนึ่ง ก่อนที่วอร์ชจะเป็นผู้ชนะ
แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้มาจากฝ่ายเดโมแครต หากแต่มาจากภายในพรรครีพับลิกันเอง วุฒิสมาชิก ธอม ทิลลิส จากนอร์ทแคโรไลนา ปฏิเสธที่จะสนับสนุนการเสนอชื่อวอร์ช โดยเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมยุติการสอบสวนทางอาญาต่อพาวเวลล์ก่อน การสอบสวนนั้นเกี่ยวข้องกับคำให้การของพาวเวลล์ต่อรัฐสภาเรื่องค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์
ในที่สุด อัยการสูงสุดแห่ง DC จีนีน ปิร์โร ประกาศยุติคดีในเดือนเมษายน ซึ่งเปิดทางให้การลงมติดำเนินต่อไปได้ พาวเวลล์เองก็แสดงความไม่พอใจต่อ "วิธีการยุติคดีที่ไม่ได้ตอบสนองมาตรฐานที่เขาตั้งไว้" และประกาศว่าจะยังคงอยู่ในคณะกรรมการบริหารเฟดในฐานะกรรมการธรรมดาหลังจากพ้นตำแหน่งประธาน — ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง
มรดกที่พาวเวลล์ทิ้งไว้และสิ่งที่วอร์ชต้องสานต่อ
เจอโรม พาวเวลล์ บริหารเฟดมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านพายุหลายลูก ทั้งวิกฤติโควิด-19 ที่เขาตอบสนองด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงวงจรการขึ้นดอกเบี้ยที่รวดเร็วที่สุดในรอบหลายทศวรรษเพื่อสู้กับเงินเฟ้อหลังโควิด และการยืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันทางการเมืองจากทรัมป์ตลอดช่วงวาระที่สอง
แต่สิ่งที่พาวเวลล์ทิ้งไว้ไม่ใช่มรดกที่งดงาม: อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.8% ต่อปี ซึ่งสูงที่สุดในรอบเกือบสามปี คณะกรรมการนโยบายดอกเบี้ย FOMC แตกแยกในความเห็นอย่างที่ไม่เคยมีในรอบกว่าสามทศวรรษ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังผลักดันให้ความกดดันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น
"ผมจะเป็นผู้กระทำที่เป็นอิสระหากได้รับการรับรองเป็นประธานของธนาคารกลางสหรัฐ" — เควิน วอร์ช ในการพิจารณาของวุฒิสภา เมษายน 2569
นโยบายใหม่ที่วอร์ชวางไว้บนโต๊ะ
หากใครคาดหวังว่า เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ จะเดินตามรอยผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าแบบที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คงต้องผิดหวัง เพราะวอร์ชเสนอการเปลี่ยนแปลงหลายประการที่สั่นสะเทือนขนบธรรมเนียมของเฟด ดังนี้
- ลดจำนวนการประชุมนโยบาย จาก 8 ครั้งต่อปีเหลือเพียง 4 ครั้ง ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีที่ตลาดอ่านสัญญาณนโยบายการเงินไปอย่างสิ้นเชิง
- ลดการแถลงข่าว และลดการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางที่เฟดใช้มาหลายปี
- เร่งลดขนาดงบดุล ของเฟดที่ปัจจุบันยังคงอยู่ที่ระดับมหึมา 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ วอร์ชเชื่อว่าการถือสินทรัพย์ในระดับนี้บั่นทอนความเป็นอิสระของเฟดเสียเอง
- ประสานงานกับกระทรวงการคลัง ในการจัดการงบดุลมากขึ้น ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าอาจเป็นช่องทางให้รัฐบาลมีอิทธิพลเหนือนโยบายการเงินมากขึ้น
- ลดจำนวนพนักงาน ในสำนักงานใหญ่วอชิงตัน สะท้อนแนวคิด "ลดขนาดรัฐ" ที่ฝ่ายบริหารทรัมป์ผลักดัน
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตอำนาจของประธานเฟด ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติใดๆ
ประเด็นร้อน: วอร์ชจะอิสระจากทรัมป์ได้จริงหรือ
คำถามที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังถามคือ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ จะสามารถรักษาความเป็นอิสระจากทำเนียบขาวได้มากน้อยแค่ไหน ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสมาชิก เอลิซาเบธ วอร์เรน เรียกเขาว่า "หุ่นเชิด" ของทรัมป์ ซึ่งวอร์ชปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น
ทรัมป์เองก็ไม่ได้ปิดบังความคาดหวัง เขาเคยพูดติดตลกว่าจะฟ้องวอร์ชถ้าเขาไม่ลดดอกเบี้ย และในเดือนธันวาคม 2568 ก็ประกาศบนโซเชียลมีเดียว่าต้องการประธานเฟดที่ลดดอกเบี้ยเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับหลักเศรษฐศาสตร์มาตรฐานโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม มีจุดสำคัญที่ต้องจำไว้: ประธานเฟดมีเพียงหนึ่งเสียงใน 12 เสียงของคณะกรรมการ FOMC และที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งใดที่ประธานเฟดถูกโหวตแพ้ในประวัติศาสตร์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป โดยเฉพาะเมื่อ FOMC ชุดปัจจุบันมีสมาชิกหลายรายที่ส่งสัญญาณกังวลอย่างจริงจังเรื่องเงินเฟ้อ
สถานการณ์เศรษฐกิจที่วอร์ชต้องเผชิญ: ไม่มีทางออกที่ง่าย
การที่ เควิน วอร์ช รับตำแหน่งในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงแรงงานสหรัฐแสดงว่าค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น 3.8% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมากที่สุดในรอบเกือบสามปี ตัวเลขนี้ได้รับแรงหนุนอย่างมากจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก
ในการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดในเดือนเมษายน คณะกรรมการมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5-3.75% แต่มีสมาชิกสามรายที่ส่งสัญญาณว่าการเคลื่อนไหวครั้งถัดไปอาจเป็นการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ลด ข้อมูลนี้ทำให้ตลาดซึ่งเคยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในปีนี้เริ่มถอยหลังกลับ และปรับความคาดหมายมาที่การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี หรืออาจมีการขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อแย่ลง
วอร์ชนัดประชุม FOMC ครั้งแรกในฐานะประธานไว้วันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งทุกคนในตลาดการเงินโลกจะจับตามองอย่างใกล้ชิด
มองไปข้างหน้า: ยุคสมัยใหม่ของธนาคารกลางโลก
การขึ้นรับตำแหน่งของ เควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟดคนใหม่เป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนหน้าคนทำงาน มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและธนาคารกลาง ระหว่างการเมืองและนโยบายการเงิน ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงนี้จะแผ่ขยายออกไปเกินกว่าพรมแดนสหรัฐอเมริกา
สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงหลายเดือนแรกของวอร์ช คือการส่งสัญญาณนโยบายในการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน การตัดสินใจเรื่องงบดุลและจำนวนการประชุมในปีต่อๆ ไป และที่สำคัญที่สุด ความสามารถของเขาในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดโดยไม่ต้องพึ่งพาวาทศิลป์ทางการเมือง
พาวเวลล์ฝากคำพูดสุดท้ายไว้ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายว่า การสอบสวนที่เกิดขึ้นทำให้เขา "ไม่มีทางเลือก" นอกจากอยู่ต่อในคณะกรรมการเพื่อปกป้องความเป็นอิสระของสถาบัน นั่นหมายความว่าในการประชุม FOMC ทุกครั้ง วอร์ชจะนั่งอยู่ในห้องเดียวกับอดีตประธานที่เขาเข้ามาแทนที่ — ความพลิกผันที่ไม่มีในตำราธนาคารกลางใดในโลก
ในท้ายที่สุด ตลาดการเงินโลกกำลังถามคำถามเดียวกัน: เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ จะเป็น "เหยี่ยว" ที่เขาเคยเป็น หรือจะเป็น "นกพิราบ" ที่ทรัมป์ต้องการ? คำตอบนั้นจะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก — รวมถึงชีวิตของผู้คนในเมืองไทย — ในช่วงหลายปีต่อจากนี้
