KVB Logo
Inicio
Productos
Comercio
Perspectivas
Campañas
Sobre nosotros
imgimg
Análisis de mercado
  • Análisis de mercado
  • Calendario económico
  • Noticia de última hora
  • Señales de IA

อัตราดอกเบี้ยโลกขาขึ้นยาว ผลพวงสงครามอิหร่าน

Sirawit · 34.7K Vistas

สงครามจบ แต่บิลเพิ่งมาส่ง: ทำไมอัตราดอกเบี้ยโลกจะแพงไปอีกหลายปี

ภาพอาคารธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) มุมกว้างยามเย็น

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะจบลงไปแล้วในทางการทหาร แต่สำหรับธนาคารกลางทั่วโลก เรื่องนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น รายงานล่าสุดจาก Bloomberg Economics ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2026 สรุปไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ผลพวงของสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนเส้นทางอัตราดอกเบี้ยโลกไปอย่างถาวร โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลักทั่วโลกไปจนถึงปี 2028 ขยับสูงขึ้นจากเดิมราวครึ่งเปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น

พูดให้เห็นภาพง่ายกว่านั้นคือ โลกที่เคยฝันถึงยุคดอกเบี้ยถูกหลังเงินเฟ้อรอบโควิดคลี่คลาย ตอนนี้ต้องตื่นมาเจอความจริงชุดใหม่ นั่นคือยุคที่เงินแพงขึ้น กู้ยากขึ้น และธนาคารกลางไม่มีพื้นที่ให้ใจดีอีกต่อไป บทความนี้จะพาไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมสงครามที่จบแล้วถึงยังกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกไปอีกหลายปี และเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรต่อกระเป๋าเงินของคนทั่วไป

จุดเริ่มต้น: ช่องแคบฮอร์มุซ กับช็อกพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปต้นเดือนมีนาคม 2026 หลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เตหะรานตอบโต้ด้วยไพ่ใบสุดท้ายที่ตลาดพลังงานกลัวที่สุด นั่นคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบราวหนึ่งในห้าของโลก พร้อมโจมตีโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศเพื่อนบ้าน ผลลัพธ์คือสิ่งที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เรียกว่า "การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก"

ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นทั่วโลกแทบจะทันที ยุโรปซึ่งเผชิญฤดูหนาวรุนแรงจนคลังก๊าซเหลือเพียงราว 30% ของความจุ เจอราคาก๊าซอ้างอิง Dutch TTF เกือบเท่าตัวทะลุ 60 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงภายในกลางเดือนมีนาคม หลายประเทศตั้งแต่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ไปจนถึงไนจีเรีย เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันและการแห่กักตุนจนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ภาพคิวรถจักรยานยนต์ยาวเหยียดหน้าปั๊มน้ำมันในกรุงฮานอยกลายเป็นภาพจำของวิกฤตที่หลายคนเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงานยุคทศวรรษ 1970

สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐพุ่งขึ้น 4% ในเดือนเดียวช่วงที่สงครามรุนแรงที่สุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 4.4% จากเดิมที่เคยมองไว้ 3.8% เมื่อเดือนมกราคม ขณะที่ OECD ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อสหรัฐปีนี้พุ่งเป็น 4.2% จาก 2.8% และเงินเฟ้ออังกฤษถูกคาดว่าจะทะลุ 5% สูงที่สุดในบรรดาประเทศยุโรป

Bloomberg Economics ชี้: อัตราดอกเบี้ยโลกขยับขึ้นทั้งกระดานยาวถึงปี 2028

หัวใจของรายงาน Bloomberg ชิ้นนี้อยู่ที่การประเมินธนาคารกลาง 23 แห่งซึ่งครอบคลุมราว 90% ของเศรษฐกิจโลก ข้อสรุปคือแม้การสู้รบจะยุติและราคาน้ำมันจะย่อลงจากจุดสูงสุดแล้ว แต่ความเสียหายต่อเสถียรภาพราคาได้เกิดขึ้นไปแล้ว และมันจะสะท้อนอยู่ในเส้นทางอัตราดอกเบี้ยโลกไปอีกอย่างน้อยสองถึงสามปี

เหตุผลสำคัญมีอย่างน้อยสามข้อ

  1. เงินเฟ้อคาดการณ์ขยับขึ้นแล้วลงยาก — เมื่อครัวเรือนและภาคธุรกิจเริ่มเชื่อว่าราคาจะแพงขึ้นต่อเนื่อง พฤติกรรมการตั้งราคาและการเรียกร้องค่าจ้างจะเปลี่ยนตาม นี่คือบทเรียนเจ็บปวดที่ธนาคารกลางเพิ่งผ่านมาหลังโควิด และไม่มีใครอยากพลาดซ้ำ
  2. ช็อกอุปทานพลังงานคลี่คลายช้ากว่าที่ตลาดคิด — โครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสียหายในอ่าวเปอร์เซียต้องใช้เวลาซ่อมแซม เบี้ยประกันความเสี่ยงในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสูง และการเติมคลังก๊าซของยุโรปก่อนฤดูหนาวหน้ายังเป็นเครื่องหมายคำถาม
  3. ธนาคารกลางเลือกที่จะ "ปลอดภัยไว้ก่อน" — หลังโดนวิจารณ์หนักว่าตอบสนองช้าในรอบเงินเฟ้อปี 2021–2022 คราวนี้ผู้กำหนดนโยบายเลือกคงดอกเบี้ยสูงนานกว่า แทนที่จะรีบลดแล้วเสี่ยงต้องกลับมาขึ้นใหม่

ผลลัพธ์เชิงตัวเลขคือคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกถึงปี 2028 สูงกว่าเส้นทางเดิมก่อนสงครามราว 50 จุดพื้นฐานหรือมากกว่า ฟังดูเหมือนน้อย แต่ในโลกการเงินที่หนี้ภาครัฐและเอกชนรวมกันหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์ ทุกครึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ค้างอยู่นานหลายปีหมายถึงต้นทุนดอกเบี้ยมหาศาลที่ใครสักคนต้องจ่าย

Fed ยุคเควิน วอร์ช: จากลุ้นลดดอกเบี้ย กลายเป็นลุ้นขึ้นดอกเบี้ย

ไม่มีที่ไหนที่การพลิกผันของทิศทางนโยบายชัดเจนเท่าธนาคารกลางสหรัฐ ย้อนไปต้นปี 2026 ตลาดยังมั่นใจว่า Fed จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกสองครั้งภายในสิ้นปี แต่หลังสงครามปะทุและราคาน้ำมันพุ่ง สถานการณ์กลับตาลปัตร เครื่องมือ FedWatch ของ CME เคยชี้ว่าโอกาสที่ Fed จะ "ขึ้น" ดอกเบี้ยภายในปีนี้ทะลุ 50% เป็นครั้งแรก ทั้งที่ Fed ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยเลยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023

รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในช่วงสงครามเผยว่าสมาชิก "หลายราย" มองว่าการขึ้นดอกเบี้ย "อาจเหมาะสม" หากเงินเฟ้อยังค้างเหนือเป้าหมาย 2% ขณะที่เสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าเส้นทางกลับสู่เป้าหมายเงินเฟ้อจะยาวนานขึ้นกว่าเดิม เจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งประธาน Fed พยายามลดอุณหภูมิด้วยการย้ำว่าสมาชิก "ส่วนใหญ่อย่างท่วมท้น" ยังไม่ได้คิดถึงการขึ้นดอกเบี้ย และยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของสงคราม แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหากเงินเฟ้อไม่ดีขึ้น "การลดดอกเบี้ยก็จะไม่เกิดขึ้น"

ออสตัน กูลส์บี ประธาน Fed สาขาชิคาโก กล่าวไว้ชัดเจนว่าเขา "มองเห็นสถานการณ์" ที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยได้ หากเงินเฟ้อ "หลุดออกจากการควบคุม"

มาถึงกลางปี 2026 ภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐยังยืนอยู่ที่กรอบ 3.5–3.75% และตามรายงานของ Bloomberg ตลาดเงินกลับมาเดิมพันว่าการเคลื่อนไหวครั้งถัดไปของ Fed มีแนวโน้มเป็นการ "ขึ้น" หนึ่งครั้งภายในปีนี้มากกว่าการลด นับเป็นการกลับทิศของความคาดหวังที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี และเป็นสัญญาณชัดว่าอัตราดอกเบี้ยโลกซึ่งอิงกับดอลลาร์เป็นแกนกลาง กำลังตั้งฐานใหม่ที่สูงกว่าเดิม

ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือแรงเสียดทานทางการเมือง ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันสงครามที่จุดชนวนเงินเฟ้อรอบนี้ด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำที่เรียกร้องดอกเบี้ยต่ำมาโดยตลอด ธนาคารกลางสหรัฐจึงติดอยู่ตรงกลางระหว่างแรงกดดันทางการเมืองกับพันธกิจคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสมการที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาทุกการประชุมจากนี้ไป

ECB และ BOJ: เมื่อคำว่า "ลดดอกเบี้ย" หายไปจากบทสนทนา

ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คือหนึ่งในผู้ที่เจ็บหนักที่สุด เพราะเศรษฐกิจยูโรโซนพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก ECB ประกาศเลื่อนแผนลดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 และหั่นคาดการณ์การเติบโต โดยเตือนว่าเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นอย่างเยอรมนีและอิตาลีเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคภายในสิ้นปี พร้อมกับความเสี่ยง stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง ที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคนี้กลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

จากธนาคารกลางที่เคยส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยยาวหรือทยอยลด ตอนนี้ตลาดสวอปกลับสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB อีกครั้งภายในเดือนกันยายน ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเพิ่งหลุดพ้นจากยุคดอกเบี้ยศูนย์มาไม่นาน ก็ถูกคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ภายในเดือนธันวาคม เพราะญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางอย่างหนัก ราคาพลังงานที่แพงขึ้นจึงกดดันทั้งเศรษฐกิจและค่าเงินเยนพร้อมกัน

ภาพรวมที่ Bloomberg Economics วาดออกมาจึงเป็นภาพของอัตราดอกเบี้ยโลกที่ขยับขึ้นพร้อมกันแทบทั้งกระดาน ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปเหมือนรอบก่อน แต่เพราะช็อกอุปทานที่ธนาคารกลางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนคุมเข้มไว้ก่อน

เศรษฐกิจโลกจ่ายราคาเท่าไหร่

ต้นทุนของยุคดอกเบี้ยสูงยาวกระจายไปทั่ว และไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม

  • สหรัฐ: IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2026 เหลือ 2.3% ขณะที่ Moody's ออกโรงเตือนว่าภาวะถดถอยเป็น "ภัยคุกคามที่จับต้องได้" หากราคาพลังงานค้างสูง
  • ยูโรโซน: คาดโตเพียง 1.1% ชะลอจาก 1.4% ในปี 2025 โดยเยอรมนีถูกหั่นคาดการณ์เหลือ 0.6% และสหภาพยุโรปปรับกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อกว้างถึง 2.6–4.4% ขึ้นกับความรุนแรงของสถานการณ์
  • ประเทศกำลังพัฒนา: กลุ่มที่เจ็บที่สุดคือประเทศรายได้น้อยที่นำเข้าพลังงานและมีหนี้สูง เพราะไม่มีพื้นที่ทางการคลังไว้อุ้มเศรษฐกิจ ขณะที่ต้นทุนกู้ยืมในตลาดโลกแพงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยโลกที่ตั้งฐานใหม่
  • ตลาดการเงิน: ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานรับข่าวสงคราม พร้อมแรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลก เพราะนักลงทุนต้องตีราคาโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นและเงินเฟ้อเหนียวขึ้นใหม่ทั้งหมด

แม้จะมีข่าวหยุดยิงและการสู้รบยุติลง แต่ดังที่ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF เขียนไว้ ความเสียหายบางส่วนได้เกิดขึ้นไปแล้ว และความเสี่ยงขาลงยังอยู่ในระดับสูง นี่คือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าต่อให้ราคาน้ำมันไหลลงต่อเนื่อง ธนาคารกลางก็จะไม่รีบกลับสู่โหมดผ่อนคลายง่ายๆ

บทเรียนจากทศวรรษ 1970 ที่ธนาคารกลางจำขึ้นใจ

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ ในเมื่อสงครามจบแล้ว ทำไมไม่ลดดอกเบี้ยกลับลงมาให้เศรษฐกิจหายใจ คำตอบซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ วิกฤตน้ำมันปี 1973 และ 1979 สอนบทเรียนราคาแพงว่า หากธนาคารกลางผ่อนคลายนโยบายเร็วเกินไปหลังช็อกพลังงาน เงินเฟ้อจะฝังรากลึกในระบบผ่านการคาดการณ์ของประชาชน จนสุดท้ายต้องใช้ยาแรงกว่าเดิมหลายเท่า อย่างที่พอล โวลค์เกอร์ต้องขึ้นดอกเบี้ยจนเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงต้นทศวรรษ 1980

ธนาคารกลางยุคปัจจุบันเพิ่งผ่านประสบการณ์คล้ายกันมาหมาดๆ ในปี 2021 เมื่อคำว่า "เงินเฟ้อชั่วคราว" กลายเป็นคำที่หลอกหลอนวงการมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเมื่อเจอช็อกพลังงานรอบใหม่จากสงครามอิหร่าน ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของผู้กำหนดนโยบายคือเลือกความน่าเชื่อถือไว้ก่อน ยอมให้เศรษฐกิจโตช้าลง ดีกว่าปล่อยให้การคาดการณ์เงินเฟ้อหลุดมืออีกครั้ง และนั่นคือกลไกที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยโลกจะค้างสูงนานกว่าที่ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนบอก

ความหมายต่อคนทั่วไปและนักลงทุน

สำหรับคนทั่วไป โลกที่ดอกเบี้ยตั้งฐานสูงขึ้นครึ่งเปอร์เซ็นต์เป็นเวลาหลายปีหมายถึงหลายอย่างพร้อมกัน ค่างวดสินเชื่อบ้านและสินเชื่อธุรกิจที่อิงดอกเบี้ยลอยตัวจะถูกลดช้ากว่าที่เคยหวัง ต้นทุนการรีไฟแนนซ์หนี้ของทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลทั่วโลกจะสูงขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ออมและนักลงทุนตราสารหนี้จะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ดีขึ้นในระยะยาว

สำหรับนักลงทุน โจทย์ใหญ่คือการปรับสมดุลพอร์ตรับยุคที่เงินเฟ้อเหนียวและดอกเบี้ยสูงนาน สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างหุ้นเติบโตและอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญแรงกดดันด้านการประเมินมูลค่า ส่วนสินทรัพย์ที่มักได้ประโยชน์ในภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทองคำและหุ้นกลุ่มพลังงาน กลับมาอยู่ในสายตานักลงทุนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน เพราะจังหวะและผลลัพธ์จริงยังขึ้นกับตัวแปรที่คาดเดายาก ตั้งแต่เสถียรภาพของข้อตกลงหยุดยิง ไปจนถึงการเมืองภายในสหรัฐเอง

บทสรุป: ราคาที่มองไม่เห็นของสงคราม

สงครามมีต้นทุนที่มองเห็นได้ชัด ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และงบประมาณทางทหาร แต่รายงานของ Bloomberg Economics ชิ้นนี้เตือนเราถึงต้นทุนอีกประเภทที่มองไม่เห็นแต่ทุกคนต้องจ่าย นั่นคืออัตราดอกเบี้ยโลกที่ตั้งฐานสูงขึ้นทั้งกระดานไปจนถึงปี 2028 เป็นอย่างน้อย ภาษีเงียบที่เก็บจากผู้กู้ทุกคนบนโลก ตั้งแต่รัฐบาลมหาอำนาจไปจนถึงครอบครัวที่ผ่อนบ้าน

สงครามของทรัมป์อาจจบลงในสนามรบ แต่ในห้องประชุมของธนาคารกลาง 23 แห่งทั่วโลก มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น และตราบใดที่เงินเฟ้อยังไม่กลับเข้าเป้า คำว่า "ลดดอกเบี้ย" จะยังเป็นคำที่ต้องรออีกนานกว่าที่ใครหลายคนคิด

¿Necesitas ayuda?
Haz clic aquí