KVB Logo
होम
उत्पाद
ट्रेडिंग
अंतर्दृष्टि
अभियान
हमारे बारे में
imgimg
बाजार विश्लेषण
  • बाजार विश्लेषण
  • आर्थिक कैलेंडर
  • समाचार फ्लैश
  • एआई सिग्नल

รายงานการจ้างงานสหรัฐฯ มิถุนายน 2026 ทรุดกว่าคาด

Sirawit · 51.7K दृश्य

รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายนอ่อนแรงกว่าคาด เฟดยังคงโฟกัสเงินเฟ้อ เปิดช่องขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปี

ภาพบรรยากาศสำนักงานจัดหางาน หรือผู้คนต่อแถวสัมภาษณ์งานในสหรัฐฯ

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน 2026 ที่สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics หรือ BLS) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินทั่วโลกไม่น้อย เมื่อตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 115,000 ตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญ และยังต่ำกว่าตัวเลขเดือนพฤษภาคมที่ถูกปรับทบทวนลงเหลือ 129,000 ตำแหน่งอีกด้วย

รายงานฉบับนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นข้อมูลตลาดแรงงานชุดแรกที่ออกมาหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% แต่กลับส่งสัญญาณเชิงแข็งกร้าว (hawkish) ผ่าน dot plot ที่แสดงให้เห็นว่ากรรมการส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในปีนี้ มากกว่าที่จะปรับลด

ตัวเลขที่ดูดีบนพื้นผิว แต่ซ่อนปัญหาไว้ข้างใต้

สิ่งที่ทำให้รายงานฉบับนี้ซับซ้อนกว่าปกติคือ ในขณะที่ตัวเลขการจ้างงานใหม่ทรุดตัวลง อัตราการว่างงานกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.3% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า การลดลงของอัตราว่างงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่มีคนหางานทำได้มากขึ้น แต่เกิดจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (labor force participation rate) ที่ลดลงถึง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 61.5% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021

ข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือน (household survey) ยังเผยให้เห็นภาพที่น่ากังวลกว่านั้น เมื่อพบว่ามีจำนวนผู้ที่รายงานว่ามีงานทำลดลงถึง 507,000 คน ในเดือนเดียว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้คนจำนวนมากกำลัง "หายไป" จากตลาดแรงงานมากกว่าที่จะหางานใหม่ได้ นักวิเคราะห์บางรายจึงมองว่าอัตราการว่างงานที่ลดลงในครั้งนี้เป็นภาพลวงตาที่บดบังความอ่อนแอที่แท้จริงของตลาดแรงงานเอาไว้

ตัวเลขจ้างงานที่ชะลอตัวลงนี้ท้าทายเรื่องเล่าเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ในทางกลับกันก็ตอกย้ำมุมมองว่าเฟดไม่จำเป็นต้องรีบเร่งคุมเข้มนโยบายการเงิน

นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานของเดือนก่อนหน้ายังถูกปรับทบทวนลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเดือนเมษายนถูกปรับลดจาก 179,000 ตำแหน่งเหลือ 148,000 ตำแหน่ง และเดือนพฤษภาคมถูกปรับลดจาก 172,000 ตำแหน่งเหลือ 129,000 ตำแหน่ง รวมสองเดือนถูกปรับลดลงถึง 74,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในช่วงก่อนหน้านี้อาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ตัวเลขเบื้องต้นเคยรายงานไว้

เจาะลึกรายอุตสาหกรรม: ใครได้ ใครเสีย

เมื่อพิจารณาการจ้างงานแยกตามภาคอุตสาหกรรม จะเห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจน อุตสาหกรรมที่ยังคงมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่:

  • ภาคบริการวิชาชีพและธุรกิจ (Professional and business services) เพิ่มขึ้น 36,000 ตำแหน่ง เป็นภาคที่นำการเติบโตในเดือนนี้
  • ภาคสวัสดิการสังคม (Social assistance) เพิ่มขึ้น 25,000 ตำแหน่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ราว 16,000 ตำแหน่งต่อเดือน
  • ภาคสาธารณสุข (Health care) เพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง แม้จะยังคงเป็นภาคที่จ้างงานต่อเนื่อง แต่ก็ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ราว 38,000 ตำแหน่งต่อเดือน

ในทางตรงกันข้าม ภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ภาคการพักผ่อนและบริการนักท่องเที่ยว (Leisure and hospitality) ซึ่งสูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 61,000 ตำแหน่งในเดือนเดียว ถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี BLS ระบุว่าสาเหตุมาจากการจ้างงานตามฤดูกาลที่อ่อนแอกว่าปกติ ส่วนภาคการผลิต ค้าปลีก ขนส่ง การเงิน และภาครัฐ แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในเดือนนี้

ด้านค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงของลูกจ้างภาคเอกชนนอกภาคเกษตรปรับขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.3% มาอยู่ที่ 37.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อเทียบรายปีค่าจ้างปรับขึ้น 3.5% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ทำให้เฟดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างในระดับนี้ยังคงสูงกว่าที่จำเป็นต่อการดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%

ปฏิกิริยาของเฟดและ Kevin Warsh ท่ามกลางแรงกดดันสองด้าน

สถานการณ์ปัจจุบันวางอยู่บนโต๊ะของประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ผู้เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า Warsh จะมีแนวทางที่ผ่อนคลาย (dovish) มากกว่าอดีตประธานเฟด แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าเขาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวกว่าที่คาดไว้ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่านที่ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า

ในการปรากฏตัวที่เวทีธนาคารกลางที่ Sintra เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Warsh ยังคงย้ำจุดยืนเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2% เป็นสำคัญ พร้อมระบุว่าภาพรวมตลาดแรงงานยัง "ทรงตัว" (steady) แม้ตัวเลขล่าสุดที่ออกมาอาจทำให้มุมมองดังกล่าวต้องถูกทบทวนใหม่ ที่สำคัญคือ Warsh ยังคงปฏิเสธที่จะให้ "forward guidance" หรือสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างชัดเจน โดยย้ำหลายครั้งนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งว่าเขาจะไม่ผูกมัดตัวเองไว้กับแนวทางนโยบายใดนโยบายหนึ่งล่วงหน้า

ตลาดการเงินตอบสนองอย่างไร

ปฏิกิริยาของตลาดหลังการเปิดเผยตัวเลขค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากแม้ตัวเลขจะออกมาแย่กว่าคาด แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับปรับตัวขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นราว 246 จุด หรือประมาณ 0.5% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.4% ส่วนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยถูกเทขายก่อนหน้านี้ก็ดีดตัวกลับขึ้นมาเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนตรรกะที่ว่าตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อเฟดในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง

ในตลาดโภคภัณฑ์ ราคาทองคำ พุ่งขึ้นแรงกว่า 1.5% แตะระดับประมาณ 4,124 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ สะท้อนความคาดหวังว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายกว่าเดิม ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง 0.7% มาอยู่ที่ระดับ 100.36 ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งลดลงมากจากระดับกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน อันเป็นผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านที่เริ่มคลี่คลายลง

ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟดมากที่สุด ก็ปรับตัวลดลงเช่นกันหลังการเปิดเผยตัวเลข สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดตราสารหนี้เริ่มลดคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ลง

ตลาดปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยอย่างไร

ก่อนการเปิดเผยตัวเลขจ้างงาน เครื่องมือ CME FedWatch เคยประเมินความน่าจะเป็นที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนไว้ที่ราว 65% แต่หลังจากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด ความน่าจะเป็นดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50-53% ขณะเดียวกัน ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 29 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียงราว 22% เท่านั้น จากเดิมที่หลายฝ่ายเริ่มมองว่าเฟดอาจขยับเร็วกว่าที่คาด

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงเชื่อว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง เพียงแต่อาจถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงปลายปี โดยเฉพาะการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core PCE) ยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 12 เดือน ทำให้การตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยในระยะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ไม่น้อย

สัญญาณเตือนที่ซ่อนอยู่: การว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น

อีกหนึ่งประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์เริ่มจับตาคือจำนวนผู้ว่างงานระยะยาว (ผู้ที่ว่างงานตั้งแต่ 27 สัปดาห์ขึ้นไป) ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 286,000 คนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แม้ตัวเลขนี้จะยังไม่ถึงระดับที่น่าตื่นตระหนก แต่ก็สะท้อนว่าผู้ที่ตกงานในช่วงนี้กำลังใช้เวลานานขึ้นในการหางานใหม่

ในทางกลับกัน ตัวชี้วัดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยอย่าง Sahm Rule ซึ่งเป็นที่จับตาอย่างกว้างขวาง ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างปลอดภัยที่ 0.07 จุดเปอร์เซ็นต์ ณ วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งยังห่างไกลจากเกณฑ์ 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ที่มักถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนภาวะถดถอย ประกอบกับตำแหน่งงานว่างที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 7.59 ล้านตำแหน่ง และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ลดลงมาอยู่ที่ 215,000 ราย ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 220,000 ราย ทำให้ภาพรวมยังคงบ่งชี้ไปในทิศทางของการชะลอตัวมากกว่าการเข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ข้อมูลชุดต่อไปที่จะมีนัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ได้แก่:

  1. รายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าความอ่อนแอของตลาดแรงงานในเดือนมิถุนายนเป็นเพียงความผันผวนชั่วคราวหรือเป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่อง
  2. ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ฉบับถัดไป ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด
  3. การประชุม FOMC วันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า Kevin Warsh และคณะกรรมการจะตัดสินใจอย่างไรท่ามกลางข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างตลาดแรงงานที่อ่อนแรงกับเงินเฟ้อที่ยังคงตึงตัว

หากรายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมออกมาอ่อนแออีกครั้ง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เฟดภายใต้การนำของ Warsh เริ่มพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยได้ในที่สุด แต่หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เฟดก็มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน และปล่อยให้ตลาดแรงงานต้องแบกรับภาระของนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่อย่างชัดเจน นั่นคือการต้องเลือกระหว่างการปกป้องเสถียรภาพของตลาดแรงงานที่เริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแรง กับการควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่องนานถึงห้าปี ซึ่งไม่ว่าเฟดจะเลือกทางใด ก็ล้วนมีต้นทุนที่ต้องแลกมาทั้งสิ้น

सहायता की आवश्यकता है?
यहाँ क्लिक करें