KVB Logo
होम
उत्पाद
ट्रेडिंग
अंतर्दृष्टि
अभियान
हमारे बारे में
imgimg
बाजार विश्लेषण
  • बाजार विश्लेषण
  • आर्थिक कैलेंडर
  • समाचार फ्लैश
  • एआई सिग्नल

น้ำมันพุ่ง 5% อิหร่านโจมตีเรือฮอร์มุซ สหรัฐฯตัดใบอนุญาต

Sirawit · 17.8K दृश्य

ราคาน้ำมันพุ่งแรง อิหร่านโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตขายน้ำมันอิหร่านทันที

เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

สงครามที่หลายฝ่ายหวังว่ากำลังจะจบ กลับส่งสัญญาณว่ายังไม่จบง่าย ๆ เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2026 เรือพาณิชย์ถึง 3 ลำถูกโจมตีด้วยโพรเจกไทล์ขณะแล่นผ่านหรืออยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก นับเป็นการโจมตีเรือมากที่สุดในวันเดียวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนตามข้อมูลขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ของสหประชาชาติ และภายในไม่กี่ชั่วโมง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็ตอบโต้ด้วยมาตรการที่แรงไม่แพ้กัน นั่นคือการเพิกถอนใบอนุญาต (General License) ที่เคยเปิดทางให้อิหร่านขายน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญข้อหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ยุติสงครามที่สองประเทศเพิ่งลงนามกันเมื่อเดือนที่แล้ว

ตลาดน้ำมันตอบสนองแบบไม่ต้องรอใครสั่ง ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 5.6% แตะระดับ $76.04 ต่อบาร์เรลในการซื้อขายหลังปิดตลาด ขณะที่ WTI ของสหรัฐฯ กระโดดขึ้น 5.4% แตะ $72.25 ต่อบาร์เรล คำถามใหญ่ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญในเช้าวันรุ่งขึ้นคือ ข้อตกลงสันติภาพที่เปราะบางอยู่แล้วฉบับนี้ จะรอดไปถึงโต๊ะเจรจารอบถัดไปหรือไม่ และถ้าไม่รอด ราคาน้ำมันที่เคยทะลุ $100 ต่อบาร์เรลเมื่อต้นฤดูร้อนจะกลับมาหลอกหลอนเศรษฐกิจโลกอีกครั้งหรือเปล่า

เกิดอะไรขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ: เรือ 3 ลำถูกโจมตีใน 24 ชั่วโมง

ตามรายงานของหน่วยงานการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) และเครือข่ายข้อมูลทางทะเลนานาชาติ เรือทั้ง 3 ลำถูกโจมตีขณะเดินเรืออยู่ในหรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ประกอบด้วย

  • เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) "Al Rekayyat" ของกาตาร์ ถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่องด้านซ้ายขณะแล่นลงใต้ผ่านช่องแคบใกล้เมือง Limah ของโอมาน แหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลระบุกับ Reuters ว่าเรือลำนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิด
  • เรือบรรทุกน้ำมัน "Wedyan" ของซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบ ซึ่งรัฐบาลริยาดออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านอย่างเป็นทางการ
  • เรือบรรทุกน้ำมันลำที่สาม ถูกโพรเจกไทล์ไม่ทราบชนิดโจมตีด้านซ้ายของตัวเรือขณะกำลังออกจากช่องแคบบริเวณพรมแดนโอมาน-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาดว่าได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้าง

จุดที่น่าสังเกตคือตำแหน่งการโจมตีทั้งหมดเกิดขึ้นนอกชายฝั่งโอมานหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเรือเหล่านี้กำลังใช้ "เส้นทางตอนใต้" เลียบชายฝั่งโอมานที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ความคุ้มครอง แทนที่จะใช้เส้นทางตอนเหนือที่อิหร่านประกาศให้เรือทุกลำต้องลงทะเบียนกับเตหะรานก่อนผ่าน อิหร่านไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ แต่สถานีโทรทัศน์ของรัฐรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวนิรนามว่าเรืออย่างน้อยหนึ่งลำ "เพิกเฉยต่อคำเตือน" ของกองกำลังอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่าข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าอิหร่านยิงโดรนและขีปนาวุธอย่างน้อย 5 ลูกใส่เรือทั้งสามลำ

สหรัฐฯ ตอบโต้ทันควัน: เพิกถอน General License ขายน้ำมันอิหร่าน

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนใบอนุญาตทั่วไปที่ออกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งเคยยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรและอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีในตลาดโลกได้จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม ใบอนุญาตฉบับนี้ถือเป็นสัมปทานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่วอชิงตันมอบให้เตหะรานภายใต้ MOU 14 ข้อ และเคยถูกฝ่ายวิจารณ์ในสหรัฐฯ โจมตีว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้อิหร่านมากเกินไป

"ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลยืนยันมาตลอด MOU ที่มีผลบังคับกับอิหร่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลการปฏิบัติล้วน ๆ อิหร่านจะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อแสดงพฤติกรรมที่ดีเท่านั้น การกระทำของอิหร่านในช่องแคบเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง และจะต้องเผชิญผลที่ตามมา" — เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวกับสื่อมวลชน

กระทรวงการคลังให้เวลาอิหร่าน "ปิดธุรกรรม" (wind-down) ที่ค้างอยู่ภายใต้ใบอนุญาตเดิมจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม เท่านั้น หมายความว่าภายในเวลาเพียง 10 วัน รายได้จากการส่งออกน้ำมันซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี จะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกอีกครั้ง และในเย็นวันเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังประกาศเริ่ม "ปฏิบัติการโจมตีทางทหารอย่างหนักหน่วงเป็นชุด" ต่อเป้าหมายในอิหร่านเพื่อตอบโต้การโจมตีเรือพาณิชย์ทั้งสามลำอีกด้วย

ตลาดพลังงานและตลาดเงินตอบสนอง: น้ำมันพุ่ง บอนด์ยีลด์ขยับ

ในการซื้อขายช่วงตลาดปกติ Brent ปิดบวกราว 3% ที่ $74.16 ต่อบาร์เรล และ WTI บวก 2.8% ที่ประมาณ $70.44 แต่หลังข่าวการเพิกถอนใบอนุญาตออกมา ราคายิ่งเร่งตัวขึ้นในการซื้อขายนอกเวลาทำการ โดย Brent พุ่งแตะ $76.04 (+5.6%) และ WTI แตะ $72.25 (+5.4%) สะท้อนว่าตลาดกำลังตีราคาความเสี่ยงสองชั้นพร้อมกัน คือความเสี่ยงด้านอุปทานจากการที่น้ำมันอิหร่านจะหายไปจากตลาด และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์จากการที่เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอันตรายอีกครั้ง

แรงสั่นสะเทือนไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้นจาก 4.48% เป็น 4.51% เพราะนักลงทุนกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเติมเชื้อไฟให้เงินเฟ้อ ซึ่งเป็นแผลเก่าที่ยังไม่หายสนิทหลังจากราคาน้ำมันเคยทะลุ $100 ต่อบาร์เรลไปแล้วเมื่อต้นฤดูร้อนจากผลของสงคราม ความกังวลลึก ๆ ของตลาดคือ หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางทั่วโลกอาจถูกบีบให้ต้องกลับไปพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกเปราะบางจากภาระสงครามอยู่แล้ว

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดคอขวดที่ค้ำคอเศรษฐกิจโลก

เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมการโจมตีเรือไม่กี่ลำถึงเขย่าตลาดโลกได้ขนาดนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าช่องแคบฮอร์มุซคือทางน้ำแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน ที่รองรับการขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลวปริมาณมหาศาลจากกาตาร์ในแต่ละวัน ไม่มีจุดคอขวดด้านพลังงานแห่งไหนในโลกที่สำคัญเท่าช่องแคบฮอร์มุซอีกแล้ว การหยุดชะงักที่ยืดเยื้อเพียงไม่กี่สัปดาห์สามารถดันต้นทุนพลังงานทั่วโลก กดดันผู้บริโภค และซ้ำเติมรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่แบกรับราคาเชื้อเพลิงแพงอยู่แล้ว

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่าช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรืออย่างน้อย 108 ลำแล่นผ่านช่องแคบด้วยเส้นทางต่าง ๆ สะท้อนว่าการเดินเรือกำลังทยอยฟื้นตัวหลัง MOU มีผลบังคับ แต่การโจมตีระลอกล่าสุดกำลังขู่ว่าจะบีบการจราจรทางน้ำให้ตีบตันอีกครั้ง ในจังหวะที่ทั้งโลกหวังว่าการเดินเรือจะกลับสู่ภาวะปกติพอดี

เกม "ค่าผ่านทาง" ของเตหะราน: เส้นทางเหนือ vs เส้นทางใต้

หัวใจของความขัดแย้งรอบนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีเรือ แต่คือคำถามว่า ใครคือผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซตัวจริง ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว อิหร่านสัญญาว่าจะให้เรือผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน แต่ในทางปฏิบัติ เตหะรานยืนกรานว่าเรือทุกลำต้องใช้เส้นทางตอนเหนือที่ตนควบคุมและต้องลงทะเบียนกับอิหร่านก่อน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าในอนาคตต้องการวางระบบเก็บค่าผ่านทางแบบถาวร ซึ่งจะพลิกสมดุลอำนาจในภูมิภาคที่สหรัฐฯ ทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันความมั่นคงมาหลายทศวรรษ

ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรเปิด "เส้นทางตอนใต้" เลียบชายฝั่งโอมานที่มีกองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกัน โดยศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ยืนยันกับผู้ประกอบการเดินเรือว่าเส้นทางอ้อมโอมานได้รับการขยายและเปิดให้เรือทุกลำใช้ได้ ผลลัพธ์คือเรือที่เลือกใช้เส้นทางใต้กลายเป็นเป้าโจมตีของอิหร่าน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามเรือ Windward ชี้ว่าหลังการโจมตี เรือหลายลำที่เคยใช้เส้นทางใต้เริ่มหันหัวเรือกลับไปทางฝั่งอิหร่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าของโดรน นี่คือภาพสะท้อนว่ากลยุทธ์กดดันของเตหะรานกำลังได้ผลในระดับหนึ่ง

Gregory Brew นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอิหร่านและน้ำมันจาก Eurasia Group ประเมินว่าอิหร่านอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบังคับใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบได้จริง เพราะอำนาจต่อรองที่แท้จริงของเตหะรานไปไม่ถึงจุดนั้น แต่การโจมตีแบบประปรายเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะฉีดความไม่แน่นอนเข้าสู่ระบบ และช่วยให้อิหร่านรักษาสถานะต่อรองที่เคยมีในช่วงสงครามเอาไว้ได้

MOU ที่เปราะบาง: ต่างฝ่ายต่างชี้นิ้วว่าอีกฝ่าย "ละเมิด"

บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน เกิดขึ้นเพื่อหยุดยั้งสงครามที่ปะทุตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วดินแดนอิหร่าน สงครามเกือบ 4 เดือนนี้คร่าชีวิตผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ตั้งแต่วันแรกของสงคราม และในสัปดาห์นี้เองที่ประชาชนหลายแสนคนยังคงหลั่งไหลร่วมพิธีศพของเขาในเมืองกอม ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของเขา ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ท่ามกลางรายงานว่าได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งเดียวกัน

หลังสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนใบอนุญาต กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้ทันทีว่าการกระทำนี้ละเมิดข้อ 10 ของ MOU ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะอนุญาตการส่งออกน้ำมันอิหร่าน พร้อมประกาศจะ "ดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติ" ด้าน Kazem Gharibabadi รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศอิหร่าน เรียกการเพิกถอนครั้งนี้ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างโจ่งแจ้ง และชี้ว่าการโจมตีตอบโต้ทางทหารของสหรัฐฯ ก็เป็นการละเมิดร้ายแรงเช่นกัน ขณะที่นักการทูตระดับสูงของอิหร่านขู่ว่าจะไม่กลับสู่โต๊ะเจรจาหากสหรัฐฯ ยังคงข่มขู่ต่อไป

ฝั่งประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณแข็งกร้าวจากทำเนียบขาวตั้งแต่วันจันทร์ว่าอิหร่านต้องเลือกระหว่างการทำข้อตกลง หรือสหรัฐฯ จะ "จัดการให้จบ" พร้อมย้ำว่าตนไม่อยากให้ประชาชนอิหร่าน 91 ล้านคนต้องเดือดร้อน แต่สหรัฐฯ มีศักยภาพทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่านได้ภายในเวลาอันสั้น วาทกรรมลักษณะนี้สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเดินเกมกดดันสุดขั้วบนข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนเส้นด้าย

กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย: คนกลางที่กลายเป็นเหยื่อ

สิ่งที่ทำให้การโจมตีรอบนี้อันตรายเป็นพิเศษในเชิงการทูต คือหนึ่งในเรือที่ถูกโจมตีเป็นเรือ LNG ของกาตาร์ ประเทศที่ทำหน้าที่คนกลางสำคัญในการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบนี้ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เรียกตัวรองเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบทันที และออกแถลงการณ์ประณามว่าการโจมตีเรือ Al Rekayyat เป็นการละเมิดความปลอดภัยการเดินเรือระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานโลก และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยประกาศให้อิหร่านรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างเต็มที่

ซาอุดีอาระเบียก็ออกมาประณามการโจมตีเรือ Wedyan ของตนเช่นกัน นักวิเคราะห์มองว่าการที่อิหร่านเลือกโจมตีเรือของชาติอาหรับในอ่าว เป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ผลิตน้ำมันกลุ่มรัฐอ่าวว่าอย่าส่งน้ำมันผ่านเส้นทางที่ไม่ได้ประสานกับเตหะราน ซึ่งเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพของเส้นทางตอนใต้อย่างจงใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำร้ายผลประโยชน์ของกาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางเจรจา อาจกลายเป็นการเผาสะพานทางการทูตของอิหร่านเอง

นัยต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และพอร์ตการลงทุน

สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญคือเหตุการณ์นี้จะลุกลามแค่ไหน ในระยะสั้น ตลาดกำลังจับตาสามตัวแปรหลัก หนึ่งคือราคาน้ำมันว่าจะยืนเหนือ $75-80 ได้นานเพียงใด สองคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ไต่ระดับขึ้นตามความกังวลเงินเฟ้อ และสามคือท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกที่อาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

Holger Schmieding หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Berenberg ให้มุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังว่า แม้สถานการณ์รอบช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่นิ่ง แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการจำกัดวงความขัดแย้ง เพราะอิหร่านเองก็ต้องพึ่งรายได้จากน้ำมันเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากมาตรการคว่ำบาตรมาหลายปี ขณะที่สหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันแพงซ้ำเติมเงินเฟ้อในประเทศ ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้คือเหตุผลที่หลายฝ่ายยังเชื่อว่าการเจรจาจะไม่ล่มถาวร

  1. สถานการณ์ดีขึ้น: อิหร่านหยุดโจมตีเรือ สหรัฐฯ คืนใบอนุญาตขายน้ำมันเป็นแรงจูงใจ การเจรจาเดินหน้าสู่ข้อตกลงถาวร ราคาน้ำมันย่อลงต่ำกว่า $70
  2. สถานการณ์ยืดเยื้อ: การโจมตีประปรายดำเนินต่อไป ใบอนุญาตไม่ถูกคืน เบี้ยประกันความเสี่ยง (risk premium) ราว $5-10 ฝังอยู่ในราคาน้ำมันต่อเนื่อง
  3. สถานการณ์เลวร้าย: MOU ล่มอย่างเป็นทางการ สงครามกลับมาเต็มรูปแบบ ช่องแคบฮอร์มุซปิดอีกครั้ง และราคาน้ำมันมีโอกาสกลับไปทดสอบ $100 ต่อบาร์เรลเหมือนต้นฤดูร้อน

บทสรุป: สันติภาพที่แขวนอยู่บนน่านน้ำแคบ ๆ

เหตุการณ์วันอังคารตอกย้ำความจริงข้อหนึ่งที่ตลาดโลกรู้ดีแต่ไม่อยากยอมรับ นั่นคือตราบใดที่คำถามเรื่อง "ใครควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ" ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็จะเป็นเพียงการหยุดพักชั่วคราวเท่านั้น การเพิกถอนใบอนุญาตขายน้ำมันคือไพ่กดดันที่แรงที่สุดใบหนึ่งที่วอชิงตันถืออยู่ ขณะที่การโจมตีเรือคือไพ่ที่เตหะรานใช้ย้ำเตือนว่าตนยังกุมจุดคอขวดพลังงานโลกไว้ในมือ

เส้นตาย 17 กรกฎาคมกำลังใกล้เข้ามา และทุกการเคลื่อนไหวในน่านน้ำแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมานจากนี้ไป จะสะเทือนถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม อัตราเงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย และพอร์ตการลงทุนของผู้คนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นชื่อที่นักลงทุนทุกคนต้องจดจำและติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์ต่อจากนี้

सहायता की आवश्यकता है?
यहाँ क्लिक करें