imgimg
बाजार विश्लेषण

ทรัมป์เปิดภาษีใหม่ กระทบนำเข้าสหรัฐฯ 99.4%

Sirawit · 134.9K दृश्य

ทรัมป์เปิดฉากภาษีนำเข้ารอบใหม่ ครอบคลุม 99.4% ของสินค้านำเข้าสหรัฐฯ

ท่าเรือคอนเทนเนอร์สหรัฐฯ ภายใต้มาตรการภาษี Section 301

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษี Section 301 ชุดใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยจะเข้ามาแทนที่ภาษี "global tariffs" อัตรา 10% ที่กำลังจะหมดอายุลงในเวลาเที่ยงคืน มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่เวลา 00:01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของวันศุกร์ และครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด 60 ประเทศของสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของประเทศ

ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดของมาตรการที่ถือว่าใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การค้าของสหรัฐฯ และเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามการค้าที่ทรัมป์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้รอบนี้แตกต่างจากภาษีชุดก่อนๆ คือเหตุผลที่ฝ่ายบริหารหยิบยกขึ้นมาอ้างอิง นั่นคือประเด็นแรงงานบังคับ ไม่ใช่การขาดดุลการค้าแบบที่เคยใช้เป็นข้ออ้างหลักในอดีต

เกิดอะไรขึ้นกับภาษี Section 301 รอบนี้

เอกสารข้อเท็จจริงที่เผยแพร่โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า คำสั่งฉบับนี้จะบังคับใช้กับคู่ค้ารายใหญ่ 60 ประเทศ และครอบคลุมสัดส่วนการนำเข้าถึง 99.4% ของสหรัฐฯ โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นอำนาจที่ทั้งทรัมป์และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยใช้มาก่อน เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีได้กว้างขวาง หากทีมงานเห็นว่าการค้าของสหรัฐฯ ถูกจำกัดอย่างไม่เป็นธรรม

มาตรการนี้เป็นผลจากการสอบสวนที่ใช้เวลาหลายเดือน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝ่ายบริหารเรียกมันว่า "ปฏิบัติการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยทำมา" พร้อมกับพยายามลดทอนข้อสังเกตที่ว่ามาตรการนี้เป็นเพียงการหาทางทดแทนภาษีเดิมที่กำลังจะหมดอายุ เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในช่วงเวลานี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีที่มีความแน่นอนจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจมากกว่า

อัตราภาษีใหม่: ใครโดนเท่าไหร่

ตามประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาลกลาง (Federal Register) อัตราภาษี Section 301 รอบนี้แบ่งออกเป็นสองระดับหลัก ได้แก่

  • อัตรา 12.5% สำหรับคู่ค้าตั้งแต่จีน ออสเตรเลีย ไปจนถึงอียิปต์
  • อัตรา 10% สำหรับเศรษฐกิจอื่นๆ รวมถึงสหภาพยุโรป อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

ประเทศที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ยังรวมถึงอาร์เจนตินา บังกลาเทศ สหราชอาณาจักร กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย จอร์แดน มาเลเซีย ปากีสถาน ศรีลังกา และตรินิแดดและโตเบโก ขณะที่สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ต้องเผชิญอัตราภาษีในช่วง 10-12.5% เช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการปรับลดอัตราภาษี Section 301 จากเดิมที่เคยอยู่ในกลุ่ม 12.5% ลงมาอยู่ที่ 10% เนื่องจากทำเนียบขาวมองว่าอินเดียได้แสดงท่าทีเชิงบวกในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ สะท้อนว่ามาตรการนี้ไม่ได้ตายตัว แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามพฤติกรรมของแต่ละประเทศ

เหตุผลเบื้องหลัง: ปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานโลก

ภาษี Section 301 รอบนี้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้กรอบการสอบสวนที่มุ่งเป้าไปที่ประเด็นแรงงานบังคับโดยเฉพาะ โดยสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างจริงจังมาเกือบศตวรรษ ขณะที่คู่ค้ารายใหญ่จำนวนมากยังไม่มีมาตรการที่เข้มงวดเทียบเท่า

ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าการพึ่งพาการโน้มน้าวทางศีลธรรมมาหลายสิบปีไม่สามารถขจัดปัญหาแรงงานบังคับออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้ จึงถึงเวลาที่จะใช้เครื่องมือทางการค้าเข้ามาสร้างแรงกดดันแทน ฝ่ายบริหารมองว่าประเทศที่ไม่มีมาตรการควบคุมแรงงานบังคับที่เข้มงวดเพียงพอกำลังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าประเภทนี้อย่างเคร่งครัด

"นโยบายของเรายังคงเหมือนเดิม อำนาจทางกฎหมายที่รัฐบาลนี้ใช้เปลี่ยนไป แต่กลยุทธ์การค้าไม่ได้เปลี่ยน" ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวต่อสภาคองเกรส

ข้อยกเว้นสำคัญที่ต้องรู้

แม้ภาษี Section 301 รอบนี้จะครอบคลุมสินค้านำเข้าในสัดส่วนที่สูงมาก แต่ USTR ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้จำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากเกินไป โดยเอกสารประกาศอย่างเป็นทางการมีความยาวหลายร้อยหน้าที่ระบุรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น

สินค้าที่ไม่ต้องเผชิญกับภาษีใหม่นี้ครอบคลุมทั้งสินค้ามูลค่าสูงอย่างน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงสินค้ามูลค่าน้อยกว่าที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ เช่น ไม้ก๊อกจากยุโรป นอกจากนี้ สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าหรืออำนาจภาษีอื่นอยู่แล้วก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน

ประเด็นที่สำคัญอีกจุดหนึ่งคือ สินค้าที่ถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรการความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม จะไม่ถูกซ้อนภาษี Section 301 เพิ่มเข้าไปอีกชั้น เช่นเดียวกับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีภายใต้ข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งจะยังคงปลอดภาษีในสัดส่วนส่วนใหญ่ต่อไป

บริบททางกฎหมาย: ทำไมต้องเปลี่ยนจากมาตรา 122 มาเป็นมาตรา 301

ภาษีชุดใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่ภาษีอัตรา 10% ที่ทรัมป์เคยประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ภายใต้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะหมดอายุภายใน 150 วัน ภาษีชุดเดิมนี้ถูกประกาศใช้หลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกภาษีแบบเหมารวม (blanket tariffs) ที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ฝ่ายบริหารต้องหาอำนาจทางกฎหมายใหม่มารองรับนโยบายภาษีของตน

การเปลี่ยนมาใช้ภาษี Section 301 ซึ่งไม่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาแบบเดียวกับมาตรา 122 ถูกมองว่าเป็นความพยายามของทรัมป์ที่จะทำให้มาตรการภาษีเหล่านี้กลายเป็นการถาวรมากขึ้น และเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบายภาษีในช่วงที่เหลือของวาระการดำรงตำแหน่ง โดยทิศทางของการประกาศครั้งนี้สอดคล้องกับผลการสอบสวนเบื้องต้นที่ฝ่ายบริหารเคยรายงานไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งเสนอแนะอัตราภาษีในลักษณะเดียวกัน คือ 10% สำหรับบางประเทศ และ 12.5% สำหรับประเทศอื่นๆ

ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ

สำหรับผู้นำเข้าสินค้าจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอาจไม่ได้สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทันที เนื่องจากอัตราภาษี Section 301 ชุดใหม่ใกล้เคียงกับอัตราภาษีเดิมที่กำลังจะหมดอายุ ข้อมูลล่าสุดจาก Yale Budget Lab ระบุว่าอัตราภาษีที่แท้จริงโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 11.8% และคาดว่าภาษีชุดใหม่นี้จะดันตัวเลขดังกล่าวขึ้นไปอีกราวหนึ่งถึงสองจุดเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ให้ความเห็นว่าการประกาศภาษี Section 301 รอบนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของนโยบายภาษีของทรัมป์ เพราะยังมีการสอบสวนอีกชุดหนึ่งที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง" ครอบคลุมสินค้าจากจีน สหภาพยุโรป และคู่ค้าอีก 16 ประเทศ โดยคาดว่าการสอบสวนดังกล่าวจะได้ข้อสรุปภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และอาจนำไปสู่ภาษีเพิ่มเติมที่ผลักดันอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ ให้กลับไปใกล้เคียงกับระดับก่อนที่ศาลสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยยกเลิกภาษีเหมารวมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝ่ายบริหารที่บรรยายสรุปให้สื่อมวลชนฟังยังระบุด้วยว่า ทรัมป์มีความตั้งใจที่จะเร่งใช้มาตรการภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง โดยอ้างคำพูดของทรัมป์ที่ว่าเขาเหลือเวลาอีกเพียงสองปีครึ่งเท่านั้นในการจัดการกับแนวปฏิบัติทางการค้าที่เขามองว่าไม่เป็นธรรม

สัปดาห์ที่วุ่นวายของนโยบายการค้าสหรัฐฯ

การประกาศภาษี Section 301 รอบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัปดาห์ที่มีความเคลื่อนไหวด้านนโยบายการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ทรัมป์ยังได้ขู่จะเก็บภาษีสูงถึง 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ รวมถึงรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังมีการขู่เก็บภาษีสูงถึง 100% กับยาสามัญ (generic drugs) ที่จะเริ่มมีผลในปี 2028 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังคงเดินหน้าใช้เครื่องมือภาษีเป็นกลไกหลักในการต่อรองทางการค้ากับหลายประเทศพร้อมกัน

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ตอกย้ำแนวทางที่ทรัมป์ยึดถือมาตลอด นั่นคือการมองว่าปัญหาการค้าเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แม้ว่าเครื่องมือทางกฎหมายที่นำมาใช้จะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทางศาลก็ตาม

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป

แม้ภาษี Section 301 รอบนี้จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่นักลงทุนและภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาษีเพิ่มเติมกับจีน สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ อีก 16 ประเทศ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาว่าประเทศคู่ค้าต่างๆ จะตอบสนองต่อมาตรการนี้อย่างไร ทั้งในแง่ของการเจรจาต่อรอง การปรับปรุงกฎหมายแรงงานภายในประเทศ หรือการตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้าของตนเอง

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก ภาษี Section 301 ชุดนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวโน้มการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การกีดกันทางการค้ามากขึ้น โดยมีเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานเข้ามาเป็นเครื่องมือทางนโยบายควบคู่ไปกับประเด็นเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าโลกในระยะยาว รวมถึงต้นทุนสินค้านำเข้าที่ผู้บริโภคในหลายประเทศอาจต้องแบกรับเพิ่มขึ้น

สรุป

การประกาศภาษี Section 301 ครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบายการค้าในยุคทรัมป์ ด้วยขนาดที่ครอบคลุมคู่ค้าถึง 60 ประเทศ และสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 99.4% มาตรการนี้ไม่เพียงแต่มาแทนที่ภาษีชุดเดิมที่หมดอายุลง แต่ยังวางรากฐานให้มาตรา 301 กลายเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต ท่ามกลางการสอบสวนเพิ่มเติมที่ยังดำเนินอยู่และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป

सहायता की आवश्यकता है?
यहाँ क्लिक करें