imgimg
बाजार विश्लेषण

Universal High Income: มัสก์กลับลำจาก DOGE

Sirawit · 124.7K दृश्य

Universal High Income: เมื่ออีลอน มัสก์ พลิกจากมือปราบงบประมาณ สู่ผู้เสนอให้รัฐแจกเช็คเงินสด

หุ่นยนต์อัตโนมัติในโรงงาน สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจยุค AI

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Zanny Minton Beddoes บรรณาธิการบริหารของ The Economist ซึ่งถ่ายทำที่โรงงาน Gigafactory ของ Tesla ในรัฐเท็กซัส อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tesla (NASDAQ: TSLA) ได้เสนอแนวคิดที่ฟังดูขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของเขาเมื่อปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง เขากล่าวว่า "ผมคิดว่ากระทรวงการคลังควรจะออกเช็คให้ประชาชนไปเลย" คำพูดนี้เป็นแกนหลักของแนวคิดที่เขาเรียกว่า Universal High Income ซึ่งเป็นการมองอนาคตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในแบบที่แตกต่างไปจากจุดยืนของเขาในช่วงต้นปี 2025 อย่างสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 มัสก์เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงาน Department of Government Efficiency หรือที่รู้จักกันในชื่อ DOGE โดยมีพันธกิจชัดเจนคือการตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น เป้าหมายเริ่มต้นของ DOGE นั้นทะเยอทะยานถึงขั้นตั้งเป้าตัดงบประมาณให้ได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะถูกปรับลดลงเหลือ 150,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา แต่เมื่อมัสก์ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 หลังทำงานได้เพียงราวสี่เดือน ตัวเลขความสำเร็จที่ DOGE ประกาศไว้กลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

DOGE ตัดงบไม่สำเร็จตามเป้า ตัวเลขที่แท้จริงเป็นอย่างไร

DOGE เคยอ้างว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 214,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านการลดจำนวนพนักงานภาครัฐและการยกเลิกสัญญาเช่าสำนักงานจำนวนมาก แต่เมื่อนักวิเคราะห์อิสระเข้าไปตรวจสอบตัวเลขเหล่านี้อย่างละเอียด กลับพบว่าหลายรายการถูกนับซ้ำ บางส่วนเป็นการประหยัดชั่วคราวเท่านั้น และบางส่วนไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้เลย สำหรับปีงบประมาณ 2026 มีเพียงประมาณ 5,020 ล้านดอลลาร์เท่านั้นที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้อย่างเป็นอิสระ ซึ่งถือว่าห่างไกลจากเป้าหมายเดิมอย่างมาก

ภาพรวมของรายจ่ายภาครัฐในระดับมหภาคยิ่งสะท้อนความล้มเหลวของภารกิจนี้ชัดเจนขึ้นไปอีก เพราะในช่วงเวลาที่มัสก์ดำรงตำแหน่ง รายจ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กลับเพิ่มขึ้นจากราว 7.135 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 7.558 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 6% เหตุผลสำคัญคือรายจ่ายส่วนใหญ่ของรัฐบาลกลางเป็นรายจ่ายภาคบังคับตามกฎหมาย เช่น สวัสดิการและประกันสังคม ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา ไม่ใช่สิ่งที่ DOGE จะสามารถตัดสินใจฝ่ายเดียวได้ แม้ DOGE จะสร้างสถิติการลดจำนวนพนักงานภาครัฐครั้งใหญ่ที่สุดในยามสงบก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถโน้มเส้นกราฟรายจ่ายของประเทศให้ลดลงได้จริง จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2025 หน่วยงาน DOGE ก็ถูกยุบไปโดยปริยาย โดยภารกิจที่เหลือถูกโอนไปให้สำนักงานบริหารงานบุคคล หรือ Office of Personnel Management ดูแลต่อ

ความล้มเหลวเชิงตัวเลขนี้เองที่ทำให้การเปลี่ยนจุดยืนของมัสก์มาสู่แนวคิด Universal High Income ดูน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะแทนที่จะยังคงยึดมั่นในแนวทางการตัดลดรายจ่ายแบบเดิม เขากลับเปลี่ยนกรอบความคิดไปสู่การมองว่ารัฐควรจ่ายเงินให้ประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

นิยาม Universal High Income ต่างจาก Universal Basic Income อย่างไร

สิ่งที่มัสก์เน้นย้ำในบทสัมภาษณ์คือ แนวคิด Universal High Income ของเขาไม่ใช่สิ่งเดียวกับ Universal Basic Income ที่หลายฝ่ายเคยพูดถึงมาก่อนหน้านี้ เพราะ Universal Basic Income มักถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงเส้นเงินขั้นต่ำสำหรับการดำรงชีพ ในขณะที่ Universal High Income ตามคำนิยามของมัสก์ หมายถึงระดับรายได้ที่สูงกว่านั้นมาก โดยมีที่มาจากความอุดมสมบูรณ์ที่เขาเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์จะสร้างขึ้นให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

มัสก์อธิบายเหตุผลเชิงเทคโนโลยีเบื้องหลังแนวคิดนี้ว่า "งานจะกลายเป็นทางเลือก ไม่ใช่ความจำเป็น" เพราะปัญญาประดิษฐ์ "จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในทุกตำแหน่งงาน" เขามองว่าเมื่อถึงจุดนั้น มนุษย์จะยังคงทำงานได้หากต้องการ แต่จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับการเล่นหมากรุกกับคอมพิวเตอร์ที่เก่งกว่า นั่นคือทำเพื่อความเพลิดเพลินหรือความหมายในชีวิต มากกว่าทำเพื่อความอยู่รอด แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมัสก์ เพราะย้อนไปในการประชุม Viva Technology ที่กรุงปารีสเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาเคยกล่าวไว้แล้วว่ามีโอกาสราว 80% ที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์จะทำให้มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป และระบบ Universal High Income จะเข้ามาทำหน้าที่รองรับผลกระทบนั้น

เหตุผลเบื้องหลัง เงินฝืดไม่ใช่เงินเฟ้อ ตามมุมมองของมัสก์

ประเด็นที่ทำให้แนวคิด Universal High Income ของมัสก์ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือคำถามพื้นฐานที่ Beddoes ยิงใส่เขาตรงๆ ในบทสัมภาษณ์ว่า "แล้วรายได้จะมาจากไหน ถ้าคุณแค่ออกเช็คแจกไปเรื่อยๆ คุณจะเจอปัญหาเงินเฟ้อแน่นอน" ต่อคำถามนี้ มัสก์ยืนยันว่าเงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับจะเป็นเงินฝืดต่างหาก เขาอธิบายว่าเงินเฟ้อคือ "อัตราส่วนระหว่างปริมาณเงินกับปริมาณสินค้าและบริการ" ดังนั้นหากปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เช่น เพิ่มขึ้นถึง 1,000% การเพิ่มปริมาณเงินในระบบก็จะไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ตราบใดที่อัตราการสร้างเงินยังต่ำกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของสินค้าและบริการ ซึ่งในกรณีนั้นเขามองว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงกลับจะเป็นภาวะเงินฝืด ไม่ใช่เงินเฟ้อตามที่หลายคนกังวล

มัสก์ยังระบุเพิ่มเติมว่าสิ่งที่เขาหมายถึงไม่ใช่การพิมพ์เงินในความหมายดั้งเดิม แต่เป็นการ "เปลี่ยนตัวเลขในฐานข้อมูล" ซึ่งเป็นมุมมองที่สะท้อนแนวคิดของเขาเกี่ยวกับระบบการเงินยุคดิจิทัลที่ไม่ได้ยึดโยงกับการพิมพ์ธนบัตรจริงอีกต่อไป

ข้อมูลเศรษฐกิจปัจจุบันขัดแย้งกับคำทำนายของมัสก์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำคำทำนายเรื่องเงินฝืดของมัสก์มาเทียบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน จะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ปริมาณเงิน M2 ของสหรัฐฯ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 อยู่ที่ระดับ 23.05 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90.9 เมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต นั่นหมายความว่าปริมาณเงินในระบบสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้ว แม้จะยังไม่มีการแจกเช็คตามแนวคิด Universal High Income เลยก็ตาม

ในขณะเดียวกัน อัตราการออมส่วนบุคคลของชาวอเมริกันกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 6.2% ในไตรมาสแรกของปี 2024 เหลือเพียง 3.9% ในไตรมาสแรกของปี 2026 สะท้อนว่าครัวเรือนอเมริกันกำลังพึ่งพาเงินออมน้อยลงและอาจมีภาระค่าใช้จ่ายที่กดดันมากขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเองก็อยู่ในระดับต่ำที่ 44.8 ในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 60 ที่มักถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่วนบัญชี Treasury General Account ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่จะต้องใช้หากมีการดำเนินนโยบายแจกเช็คในลักษณะที่มัสก์เสนอ ปิดสถานะล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 877,201 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขเหล่านี้เมื่อนำมาประกอบกันแล้ว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่าแนวคิด Universal High Income ของมัสก์ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างทฤษฎีกับความเป็นจริงเชิงตัวเลข โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าหากรัฐบาลต้องออกเช็คให้ประชาชนในระดับที่มัสก์เรียกว่า "สูง" ไม่ใช่แค่ "ขั้นพื้นฐาน" แหล่งเงินและกลไกการควบคุมไม่ให้เกิดเงินเฟ้อจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ในเมื่อปริมาณเงิน M2 ที่สูงอยู่แล้วในปัจจุบันยังไม่ได้แปลงเป็นภาวะเงินฝืดตามที่มัสก์คาดการณ์ไว้แต่อย่างใด

มัสก์พูดถึงภาระภาษีของตัวเอง

ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน มัสก์ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับระบบการกระจายรายได้ โดยระบุว่าปัจจุบันเขาเสียภาษีในอัตราประมาณ 45% และเมื่อเขาเสียชีวิตในอนาคต ทรัพย์สินของเขาจะต้องเสียภาษีมรดกอีกประมาณ 45% ซึ่งหมายความว่าสุดท้ายแล้วเขาจะเหลือทรัพย์สินเพียง "หนึ่งในสี่ของสิ่งที่มีอยู่" เท่านั้น เขายังกล่าวอ้างว่าตนเองได้สร้างสถิติเป็นบุคคลที่จ่ายภาษีมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และคาดการณ์ว่าตนเองจะจ่ายภาษีรวมในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ในที่สุด พร้อมย้ำว่าเขา "ไม่มีปัญหา" กับตัวเลขดังกล่าว

คำพูดส่วนนี้สะท้อนความพยายามของมัสก์ในการวางตำแหน่งตัวเองในบทสนทนาเรื่อง Universal High Income ว่าเขาไม่ได้เพียงแค่เสนอให้รัฐจ่ายเงินให้ประชาชนโดยไม่แบกรับภาระใดๆ เอง แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเขาในฐานะผู้มีรายได้และทรัพย์สินระดับสูงก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบภาษีที่หนักหน่วงอยู่แล้วเช่นกัน

เสียงท้วงติงจากบรรณาธิการ The Economist

ตลอดบทสัมภาษณ์ Beddoes ไม่ได้ปล่อยให้คำกล่าวอ้างของมัสก์ผ่านไปโดยไม่มีการซักถามเชิงลึก เธอตั้งคำถามซ้ำหลายครั้งเกี่ยวกับที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้ในระบบ Universal High Income รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าตัวมัสก์เองมักแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับหลายฝ่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในยุโรป ซึ่งสะท้อนบรรยากาศของบทสัมภาษณ์ที่มีทั้งมุมมองเชิงวิสัยทัศน์อันไกลโพ้นและการตรวจสอบเชิงข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้นควบคู่กันไป

มัสก์ยังกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ในบทสัมภาษณ์เดียวกันด้วย เช่น มาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ ต่อจีน ซึ่งเขามองว่าสามารถชะลอความก้าวหน้าด้าน AI ของจีนได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อย่างถาวร เนื่องจากข้อจำกัดด้านพลังงานและระบบระบายความร้อนอยู่นอกประเทศจีน ในขณะที่ตัวชิปเองอยู่ในจีน เขาถึงกับเสนอแนวคิดการสร้างศูนย์ข้อมูลในวงโคจรอวกาศเพื่อแก้ปัญหาด้านพลังงาน พร้อมเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ จีน และภาคเอกชนในด้านการทดสอบความปลอดภัยของ AI เพราะเขามองว่ามาตรการห้ามใช้โมเดล AI จากจีนของสหรัฐฯ จะไม่สามารถหยุดการแพร่หลายของเทคโนโลยีดังกล่าวในระดับโลกได้อยู่ดี

จาก Gigafactory สู่การถกเถียงเชิงนโยบายในวอชิงตัน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหรือคำทำนายทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนกรอบความคิดของมัสก์เองอย่างสิ้นเชิง ในปี 2025 เขามองปัญหางบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในฐานะปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ นั่นคือมีการใช้จ่ายมากเกินไป มีพนักงานภาครัฐมากเกินไป และมีสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานมากเกินความจำเป็น แต่ในบทสัมภาษณ์กับ The Economist ครั้งนี้ เขากลับมองปัญหาเดียวกันในมุมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นั่นคือมองว่าเศรษฐกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผลผลิตล้นเกิน แต่จำนวนผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงผลผลิตเหล่านั้นกลับไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีกลไกอย่าง Universal High Income เข้ามาช่วยกระจายความมั่งคั่งให้ทั่วถึง

คำถามสำคัญที่ยังคงค้างอยู่คือ แนวคิด Universal High Income ในรูปแบบนี้จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังในการถกเถียงเรื่องงบประมาณปีงบประมาณ 2027 ของสหรัฐฯ หรือไม่ หรือจะยังคงเป็นเพียงบทสนทนาเชิงวิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นในโรงงาน Gigafactory ของนักลงทุนด้าน AI ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเท่านั้น ระยะห่างระหว่างแนวคิดเชิงทฤษฎีกับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติยังคงมีอยู่มาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจจริงที่ยังไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางที่มัสก์คาดการณ์ไว้แต่อย่างใด

สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจมหภาค การเปลี่ยนจุดยืนของมัสก์ในครั้งนี้อาจไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้นหรือทิศทางนโยบายการเงินในระยะสั้น แต่สะท้อนแนวโน้มความคิดของกลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่เริ่มมองข้ามกรอบเศรษฐกิจแบบเดิม ไปสู่การถกเถียงเรื่องบทบาทของรัฐในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์อย่างกว้างขวาง ซึ่งแนวคิด Universal High Income ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายข้อเสนอที่กำลังถูกพูดถึงในบริบทนี้

सहायता की आवश्यकता है?
यहाँ क्लिक करें