

市場分析
- 市場分析
- 経済カレンダー
- ニュースフラッシュ
- AIシグナル
口座開設

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดในแดงเกือบทุกดัชนี S&P 500 ร่วงลง 1.2% ในวันศุกร์ ขณะที่ Nasdaq สูญเสียราว 1.5% นักลงทุนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง บวกกับบอนด์ยิลด์ 10 ปีที่พุ่งทะลุ 4.5% และเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น แต่ท่ามกลางความสับสนของตลาดระยะสั้น มีสัญญาณระยะยาวที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นกำลังก่อตัวขึ้น: การเริ่มต้นของ commodity supercycle รอบใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุนไปอีกหลายปี
ก่อนจะพูดถึง commodity supercycle เราต้องเข้าใจบริบทที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดตราสารหนี้ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีได้พุ่งผ่านแนว 4.5% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าตลาดจะเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยความกังวลเรื่องนี้ต่อไป
ระดับ 4.5% ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา นักลงทุนในตลาดหุ้นมองว่ามันเป็นจุดที่ "ดูดเงิน" ออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น เพราะยิลด์สูงหมายความว่าพันธบัตรซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าเริ่มให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดพอสำหรับนักลงทุนหลายกลุ่ม นอกจากนี้บอนด์ยิลด์ที่สูงยังสะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินของเฟดที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจว่าจะปรับลดดอกเบี้ยเมื่อไร
ในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง ปฏิทินเศรษฐกิจจะเบาลงกว่าหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จะมีข้อมูลสำคัญหลายชุดที่นักลงทุนต้องติดตาม ทั้งการรายงานค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ข้อมูลจาก New York Fed และ Kansas City Fed รวมถึงตัวเลขตลาดที่อยู่อาศัย
เหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุดของสัปดาห์นี้คือผลประกอบการไตรมาสแรกของ Nvidia ที่จะประกาศในวันพุธ บริษัทเพิ่งก้าวผ่านมูลค่าตลาด 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ ยืนยันฐานะบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง หลังจากซีอีโอ Jensen Huang เดินทางไปจีนพร้อมกับประธานาธิบดีทรัมป์
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Nvidia จะรายงานกำไรต่อหุ้นปรับแล้ว (adjusted EPS) ที่ 1.78 ดอลลาร์ และรายได้รวม 79.2 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูใหญ่โต แต่ Tim Arcuri นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่านักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึก "ค่อนข้างเฉย" กับหุ้น Nvidia ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้บาร์สำหรับผลประกอบการที่จะสร้างความประหลาดใจเชิงบวกนั้นตั้งอยู่ในระดับที่พอเป็นไปได้
นอกจากตัวเลขทางการเงิน สิ่งที่ตลาดจะจับตามองอย่างใกล้ชิดไม่แพ้กันคือความคิดเห็นจาก Jensen Huang เกี่ยวกับข้อตกลงในจีน หลังจากที่รอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้บริษัทจีนชั้นนำหลายราย รวมถึง Alibaba, Tencent, ByteDance และ JD.com สามารถซื้อชิป H200 ของ Nvidia ได้ ข่าวนี้ทำให้หุ้น Nvidia ทำ All-time High ใหม่ในวันพฤหัสบดี
ในบริบทของ commodity supercycle ที่กำลังพูดถึง ความต้องการชิป AI ของ Nvidia เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการพลังงานและโลหะอุตสาหกรรม เพราะ Data Center ที่รัน AI ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล และโลหะต่างๆ ในการผลิตฮาร์ดแวร์ เส้นเชื่อมนี้คือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด
คำว่า commodity supercycle หมายถึงช่วงเวลายาวนาน 10-20 ปีที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน (ขึ้นหรือลง) อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่แค่วัฏจักรธุรกิจปกติ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ supercycle ในช่วงต้นยุค 2000 ที่ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ความต้องการเหล็ก ทองแดง น้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วส่งผลให้ราคาพุ่งสูงต่อเนื่องเป็นทศวรรษ
คำถามคือ เราอยู่ในจุดเริ่มต้นของ commodity supercycle รอบใหม่หรือไม่?
Jeff Currie นักกลยุทธ์ด้านพลังงานแห่ง Carlyle Group และอดีตหัวหน้านักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Goldman Sachs ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขียน Thread ใน X อธิบายว่าตลาดกำลังอยู่ที่จุดเริ่มต้นของ commodity supercycle รอบใหม่ ซึ่งเขาเรียกว่า "การพนันที่ไม่สมมาตรที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินยุคใหม่"
Currie วางโครงสร้างข้อโต้แย้งไว้หลายชั้น ดังนี้:
บริษัทกลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta, Tesla และ Nvidia มีแผนใช้จ่ายรวมกันมากกว่า 700 พันล้านดอลลาร์สำหรับ Capital Expenditure ในปี 2026 เพียงปีเดียว ตัวเลขนี้มหึมาและส่วนใหญ่ไปที่การสร้าง Data Center
แต่ Data Center ไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิดหรือซอฟต์แวร์ล้วนๆ มันต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ซึ่งหมายถึงการลงทุนในโรงไฟฟ้า สายไฟ และระบบโครงสร้างพื้นฐาน มันต้องการโลหะอย่างทองแดงสำหรับสายเคเบิล ลิเธียมสำหรับแบตเตอรี่สำรอง และโลหะหายากสำหรับชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
Currie ชี้ว่าการลงทุนของโลกในช่วงที่ผ่านมาไหลไปสู่ทรัพย์สินดิจิทัลและ AI เป็นหลัก ในขณะที่สินทรัพย์ทางกายภาพที่จำเป็นต้องใช้รัน AI กลับได้รับการลงทุนน้อยมาก ความไม่สมดุลนี้กำลังสร้างคอขวดที่จะดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ
ความขัดแย้งในอิหร่านได้สร้างสิ่งที่ Goldman Sachs ประเมินว่าเป็น "การช็อกด้านอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" โดยตลาดน้ำมันโลกสูญเสียกำลังการผลิตไปกว่า 13.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตัวเลขนี้มหาศาลเพียงใดให้เทียบกับว่าการผลิตน้ำมันทั้งโลกอยู่ที่ราว 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน หมายความว่าหายไปเกือบ 14% ของอุปทานโลกในคราวเดียว
สิ่งที่ Currie เน้นย้ำคือแม้สงครามจะสิ้นสุดลงในที่สุด แต่กฎของเกมในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันและโลหะสำคัญของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว นักลงทุนจะประเมินความเสี่ยงในภูมิภาคนี้ใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาว
ความขัดแย้งในอิหร่านยังสะท้อนให้เห็นในราคาน้ำมันและน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งกำลังกดดันรายจ่ายของครัวเรือนอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำที่ใช้จ่ายสัดส่วนรายได้ไปกับพลังงานมากกว่ากลุ่มอื่น นี่คือ "K-shaped economy" ที่ธนาคาร Bank of America ชี้ว่ายังดำเนินต่อไป
รอบที่แล้วของ commodity supercycle ต้นยุค 2000 เกิดขึ้นในบริบทของโลกาภิวัตน์ที่กำลังเร่งตัว สินค้าและทรัพยากรไหลอย่างเสรีข้ามพรมแดน ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แต่ commodity supercycle รอบที่กำลังเกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นในบริบทตรงกันข้าม นโยบายกำแพงภาษี ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน และแนวโน้ม Reshoring ที่บริษัทพยายามนำการผลิตกลับมาใกล้บ้าน ล้วนทำให้ห่วงโซ่อุปทานสั้นลง ความสามารถในการแชร์ทรัพยากรลดลง และการแข่งขันเพื่อ "วัตถุดิบในประเทศ" หรือ "วัตถุดิบจากพันธมิตร" เพิ่มขึ้น
Currie เรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนจากโมเดล "HAGO" (Hard Assets, Global Operations) ไปสู่ "HALO" (Hard Assets, Local Operations) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ทางกายภาพที่อยู่ในตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์จะมีมูลค่าสูงกว่าที่เคยเป็น
"The opportunity exists because capital has chased the AI trade while ignoring the physical assets AI requires to run — assets that have quietly become the best-performing asset class of the decade."
— Jeff Currie, Carlyle Group
นอกจากเรื่อง commodity supercycle ยังมีภาพใหญ่อีกชิ้นที่นักลงทุนต้องเข้าใจ: "K-shaped economy" ที่ Bank of America ชี้ให้เห็น
แนวคิดนี้หมายถึงเศรษฐกิจที่ "แยกออกเป็นสองทาง" เหมือนตัวอักษร K กลุ่มรายได้สูงเคลื่อนขึ้นในขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้กำลังแสดงออกในด้านค่าขนส่งและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน
นักเศรษฐศาสตร์ Liz Krisberg และ David Tinsley แห่ง Bank of America ชี้ว่าครัวเรือนรายได้ต่ำมีสัดส่วนรายจ่ายด้านพลังงานสูงกว่า จึงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากกว่า ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงยังคงใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อไป
ผลประกอบการของ Walmart ในวันพฤหัสบดีและ Target ในวันพุธจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มรายได้ปานกลางถึงต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า K-shaped economy กำลังรุนแรงขึ้นหรือผ่อนคลายลง
หาก commodity supercycle กำลังเริ่มต้นขึ้นจริง นักลงทุนควรพิจารณาอะไรบ้าง? สิ่งสำคัญคือต้องมองเรื่องนี้อย่างรอบด้านและระมัดระวัง เพราะแม้แต่นักวิเคราะห์ชั้นนำก็ยังไม่มีใครบอกได้แน่นอน 100% ว่า supercycle จะเกิดขึ้นจริงและจะยาวนานแค่ไหน
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามตลาดสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด สัปดาห์นี้มีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา:
ตลาดการเงินสัปดาห์นี้ยืนอยู่บนทางแยกที่น่าสนใจ ในระยะสั้น บอนด์ยิลด์ที่สูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกำลังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง ในระยะยาว ข้อโต้แย้งของ Currie เกี่ยวกับ commodity supercycle ใหม่นั้นมีน้ำหนักและมีรากฐานจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้
ผลประกอบการ Nvidia ในวันพุธจะไม่ได้เป็นแค่รายงานของบริษัทเดียว แต่จะเป็นอุณหภูมิของเมกะเทรนด์ AI ทั้งหมด หากตัวเลขแข็งแกร่งและ Jensen Huang ให้ guidance ที่น่าพอใจ มันจะเป็นหลักฐานว่าความต้องการ "สินทรัพย์ทางกายภาพ" ที่ Currie พูดถึงมีแนวโน้มที่ดี
สำหรับนักลงทุนทั่วไป บทเรียนจากสัปดาห์นี้ชัดเจน: อย่าได้แยก "โลกดิจิทัล" และ "โลกกายภาพ" ออกจากกัน เพราะ AI ที่ดูเหมือนล่องลอยอยู่ในอากาศนั้น จริงๆ แล้วต้องการพื้นดิน ไฟฟ้า และแร่ธาตุเพื่อดำรงอยู่ และนั่นคือหัวใจของ commodity supercycle ที่กำลังก่อตัว
คำถามไม่ใช่ว่า commodity supercycle จะเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่คือนักลงทุนจะเตรียมพร้อมรับมือกับมันได้ทันหรือเปล่า