

ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ รับอานิสงส์เงินเฟ้อ
ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ หลัง CPI จุดพลุ ตลาดจับตาเฟดและช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ทองคำทำสถิติปรับตัวขึ้นแรงในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำให้นักลงทุนกลับมาเก็งกำไรในสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ขณะเดียวกันสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดในระยะถัดไป
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าว Investing.com ระบุว่า ราคาทองคำในตลาดสปอตซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4,407.78 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงเล็กน้อยราว 0.02% ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าอยู่ที่ 4,466.10 ดอลลาร์ ลดลง 0.03% ซึ่งถือเป็นการย่อตัวลงเล็กน้อยหลังจากที่ทองคำเพิ่งทำจุดสูงสุดในรอบกว่าสองเดือนที่ระดับประมาณ 4,450 ดอลลาร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด จุดชนวนแรงซื้อทองคำ
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้คือรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งออกมาที่ 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 3.4% ตัวเลขที่ "ไม่ร้อนแรงเกินไป" เช่นนี้ทำให้ตลาดตีความว่าแรงกดดันให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้นลดน้อยลง
ทันทีที่ตัวเลข CPI ถูกเปิดเผย ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทันที 0.9% แตะระดับใกล้ 4,450 ดอลลาร์ และเมื่อนับรวมทั้งวัน ทองคำปรับตัวขึ้นราว 1% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมองทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางนโยบายการเงินได้เป็นอย่างดี
โทนี่ ไซคาโมร์ นักวิเคราะห์จาก IG ให้ความเห็นว่า การย่อตัวของทองคำจากระดับ 4,441 ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขายทำกำไรก่อนที่ตัวเลข CPI จะประกาศ ประกอบกับท่าทีที่ค่อนไปทาง hawkish ของเจ้าหน้าที่เฟดบางราย และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดแรงขายในช่วงสั้น
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่น่าสนใจ กล่าวคือ ทองคำสามารถทะลุผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (100-day moving average) ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกทางเทคนิคที่นักลงทุนสายเทรดให้ความสำคัญ โดยแนวต้านสำคัญถัดไปอยู่ที่ระดับ 4,450 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้นแนวโน้มขาลงที่ลากจากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนมกราคมที่ระดับ 5,602 ดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันบริเวณ 4,499 ดอลลาร์
เฟดยังไม่ชัดเจน ตลาดลดคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน
ประเด็นเรื่องทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ในกรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ที่น่าสนใจคือมีกรรมการเฟดถึงสามท่านที่ลงมติไม่เห็นด้วย โดยต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนั้น สะท้อนความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการนโยบายการเงิน
หลังจากตัวเลข CPI ออกมา ตลาดได้ปรับลดความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงเหลือประมาณ 38-40% จากเดิมที่คาดไว้สูงถึง 46% ก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาดที่ค่อนข้างชัดเจน และเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ เนื่องจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดมักจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาต่อไปคือสุนทรพจน์ของ เควิน วอร์ช ในงานประชุมประจำปีที่แจ็กสัน โฮล ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ โดยตลาดคาดหวังว่าถ้อยแถลงดังกล่าวจะให้เบาะแสที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจัยที่ตลาดไม่อาจมองข้าม
นอกเหนือจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อและนโยบายการเงินแล้ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่หนุนให้นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ความพยายามในการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินไปแบบ "ไม่ต่อเนื่อง" หรือที่เรียกว่า intermittent ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ยังไม่มีความชัดเจนและอาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากเกิดความขัดแย้งหรือการปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลับมาสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อรอบใหม่ และอาจทำให้เฟดต้องทบทวนท่าทีด้านนโยบายการเงินอีกครั้ง สถานการณ์เช่นนี้จึงสร้างความไม่แน่นอนสองชั้นให้กับตลาด ทั้งในแง่ของอุปทานพลังงานและทิศทางดอกเบี้ย
แรงซื้อจากจีนและธนาคารกลาง อีกหนึ่งเสาหลักของตลาดทองคำ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยพยุง ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ให้ยืนอยู่ในระดับสูงได้อย่างมั่นคงคือแรงซื้อจากฝั่งประเทศจีน โดยธนาคารกลางแห่งประเทศจีน หรือ PBOC ยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง สะท้อนนโยบายการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี
นอกจากภาคธนาคารกลางแล้ว ความต้องการจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในตลาดจีนก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ชะลอตัวไปในช่วงก่อนหน้า ปัจจัยนี้ถือเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยสร้างฐานราคาให้กับทองคำในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นราคาจะยังคงมีความผันผวนตามข่าวสารรายวันก็ตาม
ในขณะเดียวกัน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบใกล้ระดับ 99.96 จุด แทบไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้ปัจจัยด้านค่าเงินดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทองคำมากเท่าปัจจัยด้านเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์
เงินและโลหะมีค่าอื่น ๆ เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง
นอกจากทองคำแล้ว โลหะมีค่าตัวอื่น ๆ ก็มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเงิน (Silver) ปรับตัวขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ระดับ 65.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แพลทินัมปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.3% มาอยู่ที่ 1,751.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภาพรวมของกลุ่มโลหะมีค่าจึงยังคงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับทองคำ คือได้รับอานิสงส์จากความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลง
- ทองคำสปอต (XAU/USD): 4,407.78 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ทองคำล่วงหน้า: 4,466.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- เงิน (XAG/USD): 65.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- แพลทินัม (XPT/USD): 1,751.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นักลงทุนควรจับตาอะไรต่อไป
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ในช่วงนี้ มีอย่างน้อยสามปัจจัยหลักที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์ข้างหน้า
- ถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ที่งานประชุมแจ็กสัน โฮล ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี
- ความคืบหน้าของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่อาจกระทบราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
- ทิศทางแรงซื้อจากธนาคารกลางจีนและนักลงทุนสถาบันในเอเชีย ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างของตลาด
หากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังคงออกมาในทิศทางที่สนับสนุนให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ จะสามารถทะลุแนวต้านสำคัญและเดินหน้าทดสอบระดับสูงใหม่ได้อีกครั้ง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงอย่างชัดเจน และตัวเลขเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงกว่าคาด ก็อาจเห็นแรงขายทำกำไรกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลงมาได้เช่นกัน
มุมมองเชิงวิเคราะห์ ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตาในช่วงครึ่งหลังของปี
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการที่ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ในขณะนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายแรงกดดันที่ประกอบกันเข้ามา ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ปัจจัยเหล่านี้ทำงานเสริมกันจนทำให้ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ทองคำจะเคยทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 5,602 ดอลลาร์มาแล้วในเดือนมกราคม แต่การที่ราคายังคงยืนอยู่ในกรอบ 4,400 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงให้มูลค่ากับทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงระยะยาว ไม่ใช่เพียงกระแสเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น การที่ราคาสามารถทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วันได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเชิงเทคนิคที่ยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่าตลาดทองคำในช่วงนี้ยังมีความผันผวนสูง การเคลื่อนไหวรายวันอาจสวนทางกับแนวโน้มหลักได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ หรือมีข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์เข้ามากระทบตลาดอย่างกะทันหัน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมจึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ลงทุนในทองคำช่วงนี้
โดยสรุปแล้ว ทิศทางของ ราคาทองคำใกล้ 4,400 ดอลลาร์ ในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับสามตัวแปรหลักคือ ตัวเลขเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของเฟด สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ และแรงซื้อสะสมจากธนาคารกลางทั่วโลก ตราบใดที่ปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ ทองคำก็มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
