imgimg
市場分析

การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ: รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งจังหวะ

Sirawit · 51K 閲覧数

การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ: เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเปลี่ยนใจหนุนความเร็วที่มากกว่าเดิม

ภาพอาคารธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) ในกรุงโตเกียว มุมมองสถาปัตยกรรมคลาสสิก แสงยามเย็น

ข่าวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินเอเชียในสัปดาห์นี้คือรายงานจาก Bloomberg ที่ระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi แสดงท่าทีสนับสนุน การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ที่เร็วขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เรื่องนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวและการวิเคราะห์จำนวนมากที่ชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือรัฐบาล Takaichi น่าจะไม่พอใจหากธนาคารกลางญี่ปุ่นเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไปอีก

การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มาพร้อมกับข้อมูลเศรษฐกิจที่สนับสนุนความจำเป็นของ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ Producer Price Index ที่ประกาศออกมาในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามปีครึ่ง สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และที่สำคัญกว่านั้นคือธนาคารกลางญี่ปุ่นเองก็เคยออกมาเตือนแล้วว่าแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตเหล่านี้มีแนวโน้มจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคในที่สุด

ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นถึงเปลี่ยนใจ

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ อะไรทำให้รัฐบาล Takaichi ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่โน้มเอียงไปทาง "นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย" หันมาสนับสนุน การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ที่เร็วขึ้น คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่แรงกดดันจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ทางการญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินด้วยเม็ดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ตลอดปี 2026 ที่ผ่านมา

เงินเยนที่อ่อนค่าไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดปริวรรตเงินตราเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก เมื่อเงินเยนอ่อน ต้นทุนเหล่านี้ก็ยิ่งแพงขึ้น กลายเป็นแรงส่งเงินเฟ้อที่ซ้อนทับกับปัญหาราคาผู้ผลิตที่พุ่งสูงอยู่แล้ว ในมุมนี้ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพยุงค่าเงินเยนไม่ให้อ่อนไปมากกว่านี้ และเป็นการควบคุมเงินเฟ้อไปพร้อมกันในคราวเดียว

ที่น่าสนใจคือ ตลาดตอบสนองต่อข่าวนี้ทันที คู่เงิน USD/JPY ปรับตัวลดลง 0.06% หลังข่าวถูกเผยแพร่ ซึ่งแม้จะดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังจับตาดูสัญญาณจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับพอร์ตทันทีที่มีข่าวเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่น

กรอบเวลาที่ตลาดจับตา: กันยายนหรือตุลาคม

ตามรายงานของ Bloomberg ช่วงเวลาที่มีความเป็นไปได้สูงสำหรับ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ รอบใหม่คือเดือนกันยายนหรือตุลาคมปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา การที่รัฐบาลออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนในจังหวะนี้ ช่วยลดความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนและธนาคารกลางเอง เพราะที่ผ่านมา BOJ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเคลื่อนไหวช้าเกินไปเมื่อเทียบกับธนาคารกลางหลักอื่นๆ ของโลก

"The Takaichi administration puts more emphasis on the quantitative aspect of monetary policy rather than conventional tools like interest rate hikes" — Toshihiro Nagahama สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาล

คำพูดนี้ของ Toshihiro Nagahama สะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะแม้รัฐบาลจะสนับสนุน การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในหลักการ แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาล Takaichi ยังคงให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงปริมาณ เช่น การซื้อพันธบัตรของธนาคารกลาง มากกว่าการใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว นี่คือจุดที่สร้างความตึงเครียดระหว่างเป้าหมายทางการเงินกับเป้าหมายทางการคลังของรัฐบาล

ปัญหาพันธบัตรรัฐบาลและแรงกดดันทางการคลัง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นคือแผนการใช้จ่ายภาครัฐขนาดใหญ่ของรัฐบาล Takaichi ซึ่งต้องอาศัยการออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ JGB yields ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดปีนี้ โดยล่าสุด ณ วันที่ 10 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นอายุยาวแตะระดับ 2.805% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ 3% ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่กระตุ้นให้เกิดการเทขายพันธบัตรอย่างรุนแรงมากขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า หาก การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ เกิดขึ้นจริงในช่วงกันยายนหรือตุลาคม จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลหรือไม่ เพราะการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมักส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเพิ่มภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลในระยะยาว นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล Takaichi กับ BOJ ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ข่าวล่าสุดอาจทำให้ดูเหมือนเป็น

มีรายงานจากสื่อในประเทศญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ระบุว่า นายกรัฐมนตรี Takaichi เคยเรียกร้องให้ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น Kazuo Ueda พิจารณาซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น เพื่อควบคุมการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในการประชุมเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแม้รัฐบาลจะยอมรับความจำเป็นของ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในบริบทของการควบคุมเงินเฟ้อและค่าเงิน แต่ก็ยังต้องการให้ธนาคารกลางมีบทบาทในการพยุงตลาดพันธบัตรไปพร้อมกัน

มุมมองจากธนาคารกลางญี่ปุ่น

ในฝั่งของ BOJ เอง ธนาคารกลางได้ออกงานวิจัยเพื่อยืนยันจุดยืนของตัวเองว่า สาเหตุหลักที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นนั้น แท้จริงแล้วมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่จากการที่ธนาคารกลางค่อยๆ ลดการเข้าซื้อพันธบัตรตามแผนการถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ การชี้แจงนี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพราะช่วยปกป้องความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในสายตานักลงทุน และเปิดทางให้ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ดำเนินต่อไปได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุของความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตร

นักวิเคราะห์จากภาคเอกชนก็มีมุมมองที่น่าสนใจไม่แพ้กัน Mari Iwashita จาก Nomura Securities ให้ความเห็นว่า BOJ อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าแทรกแซงตลาด หากความต้องการซื้อพันธบัตรจากนักลงทุนในประเทศลดลงจนกระตุ้นให้อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้ธนาคารกลางจะเดินหน้าสู่ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ แต่ก็ยังต้องรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านเงินเฟ้อกับเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสภาวะที่ทั้งสองฝั่งมีแรงกดดันสวนทางกัน

เงินเฟ้อญี่ปุ่นที่ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว

สิ่งที่ทำให้ตลาดเริ่มเชื่อว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่กระแสข่าวชั่วคราว คือแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่นที่ดูจะฝังรากลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันค่าจ้างเล็กน้อยหรือ nominal wages ของแรงงานญี่ปุ่นก็ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ BOJ มองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการยืนยันวงจรเงินเฟ้อที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว

เมื่อค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้นควบคู่ไปกับราคาสินค้า นี่คือสัญญาณที่ธนาคารกลางทั่วโลกมักมองว่าเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะสะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่งพอที่จะรองรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงจนเกินไป นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในรอบนี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝั่งรัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์อิสระจำนวนมาก

ผลกระทบต่อตลาดโลกและนักลงทุน

สำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนในตลาดสกุลเงินและตราสารหนี้ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ มีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังคงรักษานโยบายดอกเบี้ยต่ำมาอย่างยาวนาน การที่ BOJ เริ่มขยับตัวเข้าสู่วงจรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เรียกว่า "yen carry trade" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้ยืมเงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในประเทศอื่น

  • หากดอกเบี้ยญี่ปุ่นสูงขึ้น ต้นทุนของกลยุทธ์ carry trade จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • นักลงทุนบางส่วนอาจเริ่มทยอยปิดสถานะ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
  • ค่าเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นในระยะกลางถึงยาว หากตลาดเชื่อว่า BOJ จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

ในอดีต การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของ BOJ เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดโลกมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางเริ่มยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในรอบใหม่นี้จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ในมุมของตลาดญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว

ความท้าทายทางการเมืองที่ยังไม่จบ

แม้ข่าวล่าสุดจะดูเป็นสัญญาณบวกต่อ การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางจะหมดไปโดยสิ้นเชิง รัฐบาล Takaichi ยังคงเดินหน้าแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยต้นทุนการกู้ยืมที่ไม่สูงจนเกินไป ขณะที่ BOJ เองก็ต้องรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นี่คือความตึงเครียดคลาสสิกที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ระหว่างนโยบายการคลังแบบขยายตัวกับนโยบายการเงินแบบเข้มงวด

สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือ หาก การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ เกิดขึ้นจริงในเดือนกันยายนหรือตุลาคมตามที่คาดการณ์ รัฐบาลจะมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐอย่างไร และ BOJ จะยังคงยืนยันความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ในเบื้องหลัง แม้ผิวเผินจะดูเหมือนทั้งสองฝ่ายกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันแล้วก็ตาม

บทสรุป: จุดเปลี่ยนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว ข่าวที่รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุน การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ที่เร็วขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ปัจจัยแวดล้อมทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูง เงินเยนที่อ่อนค่า และค่าจ้างที่ปรับตัวขึ้น ล้วนเป็นเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นเพียงพอสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกันยายนหรือตุลาคมที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างเป้าหมายทางการคลังของรัฐบาล Takaichi กับความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อของ BOJ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ใกล้แตะระดับสำคัญทางจิตวิทยา นักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั่วโลกจึงยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ รอบนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่ตลาดคาดหวังไว้หรือไม่ และจะสร้างผลกระทบระลอกใหม่ต่อตลาดการเงินโลกในลักษณะใดต่อไป

ヘルプが必要ですか?
こちらをクリック