


ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่มีครั้งไหนที่ หุ้น SpaceX สร้างกระแสได้มากเท่านี้ บริษัทของ Elon Musk เข้าจดทะเบียนใน Nasdaq เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ด้วยราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ระดมทุนได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก แต่ภาพที่สวยงามนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสองสัปดาห์
วันที่ 22 มิถุนายน 2026 หุ้น SpaceX (SPCX) ดิ่งลง 16.4% ซึ่งเป็นวันที่ร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่เปิดซื้อขาย กวาดผลกำไรที่เคยพุ่งสูงถึง 67% จากราคา IPO ออกไปแทบทั้งหมด ณ จุดนั้น หุ้นขึ้นจากราคา IPO เพียง 14% เท่านั้น และตัวเลขนั้นก็ยังคงผันผวนอย่างรุนแรงอยู่ต่อเนื่อง
เรื่องราวของ หุ้น SpaceX ในฐานะบริษัทจดทะเบียนเริ่มต้นอย่างยอดเยี่ยม หุ้นเปิดวันแรกที่ 150 ดอลลาร์ และพุ่งต่อเนื่องจนแตะ 225.64 ดอลลาร์ในวันที่ 16 มิถุนายน ทำให้มูลค่าตลาดของ SpaceX ทะลุ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้า Amazon และ Microsoft กลายเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 4 ของโลกชั่วคราว
แต่นับจากวันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นมา หุ้นเข้าสู่ช่วงขาลงสามวันติดต่อกัน ร่วง 5% ในวันพุธ, 3.6% ในวันพฤหัสบดี (ตลาดปิดวันศุกร์เนื่องจากวันหยุด Juneteenth) และดิ่งหนักสุด 16.4% ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน รวมการปรับตัวลงมากกว่า 27% จากจุดสูงสุด
การร่วงของ หุ้น SpaceX ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่มาจากหลายแรงกดดันที่มากระทบพร้อมกัน:
ปัจจัยที่จุดชนวนการขายที่รุนแรงที่สุดคือการที่ SpaceX ยืนยันแผนออกหุ้นกู้ประเภท Senior Unsecured Notes เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท โดยมีเป้าหมายระดมทุนอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์ วัตถุประสงค์คือการนำเงินไปชำระ Bridge Loan ที่กู้มาเพื่อซื้อกิจการ xAI ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่ง Bridge Loan ดังกล่าวมีกำหนดครบอายุในเดือนกันยายน 2027
ในแง่วิชาการ การออกพันธบัตรระยะยาวอัตราดอกเบี้ยคงที่เพื่อทดแทนสินเชื่อระยะสั้นเป็นเรื่องที่บริษัทขนาดใหญ่ทำกันเป็นปกติ และยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อ Moody's, Fitch และ S&P ต่างให้เครดิตเรตติ้งระดับ Investment Grade แก่ หุ้น SpaceX (BBB, Baa1 และ BBB+ ตามลำดับ)
แต่ปัญหาคือ จังหวะเวลา การประกาศแผนพันธบัตรเกิดขึ้นเพียง 10 วันหลัง IPO ในขณะที่บริษัทเพิ่งระดมทุนได้ 75,000 ล้านดอลลาร์ นักลงทุนในตลาดตั้งคำถามว่า หากบริษัทมีสุขภาพทางการเงินที่ดีจริง ทำไมถึงต้องกู้เงินเพิ่มทันที? สัญญาณดังกล่าวถูกตีความในตลาดว่า SpaceX "ขาดสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน" และความต้องการเงินทุนในอนาคตอาจมีมากกว่าที่เปิดเผยใน Prospectus
สี่วันหลังจาก IPO ในวันที่ 16 มิถุนายน SpaceX ประกาศซื้อกิจการ Anysphere บริษัทเบื้องหลัง AI Coding Assistant "Cursor" ด้วยมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ ในรูปแบบการจ่ายด้วยหุ้นทั้งหมด ดีลนี้ส่งผลให้เกิด Dilution หรือการเจือจางมูลค่าหุ้นประมาณ 3.4% สำหรับผู้ถือหุ้นที่เพิ่งซื้อใน IPO
Nicolas Owens นักวิเคราะห์จาก Morningstar ปรับลดประมาณการมูลค่าที่เหมาะสมของ หุ้น SpaceX จาก 63 ดอลลาร์เป็น 62 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลังจากดีลนี้ประกาศ และเสริมว่าแม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของ Morningstar ก็ประเมินราคาไว้ที่ 169 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายอยู่ในช่วงนั้น
"Our valuation is the result of mathematics more than skepticism. Even at $63 per share, we give SpaceX a lot of benefit of the doubt." — Nicolas Owens, Morningstar Equity Analyst
การที่ SpaceX ใช้หุ้นที่เพิ่งออก IPO เป็น "สกุลเงิน" สำหรับการซื้อกิจการขนาดใหญ่ภายในสี่วัน ส่งสัญญาณให้นักลงทุนว่าบริษัทอาจมีแผนการซื้อกิจการเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่า หุ้น SpaceX อาจถูก Dilute ต่อเนื่อง
วันที่ 17 มิถุนายนเป็นวันแรกที่ Options ของ SPCX เริ่มซื้อขายได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการ Short หุ้น SpaceX ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ การ Float ที่น้อยเพียง 4-5% ของหุ้นทั้งหมด (ส่วนที่เหลือถูก Lock-up) ทำให้ยากต่อการ Short แต่เมื่อ Options พร้อม แรงขายจาก Short Seller ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การประกาศของ Federal Reserve ในช่วงเดียวกันที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับตลาดที่คาดหวังการปรับลดดอกเบี้ย ยิ่งซ้ำเติมแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีที่มี Valuation สูง รวมถึง หุ้น SpaceX ด้วย
ความเสี่ยงที่อาจมองข้ามได้ง่ายในกระแสความตื่นเต้นของ IPO คือสภาพของ xAI ส่วน AI ที่ SpaceX รวมเข้ามาในช่วงต้นปี 2026 บทวิเคราะห์จาก Vital Knowledge ระบุว่า Chatbot Grok ของ xAI ยังคงล้าหลัง OpenAI, Anthropic และ Google ในการทดสอบเปรียบเทียบ AI Benchmark
ยิ่งกว่านั้น ผู้ร่วมก่อตั้ง xAI ทั้ง 11 คนได้ออกจากบริษัทไปก่อนสิ้นเดือนมีนาคม 2026 และ Elon Musk เองก็ยอมรับก่อน IPO ว่า xAI "ไม่ได้ถูกสร้างอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก" แต่ที่สำคัญที่สุดคือ Prospectus ของ หุ้น SpaceX ระบุว่า 26 ล้านล้านดอลลาร์ จากตลาดที่คาดการณ์รวม 28.5 ล้านล้านดอลลาร์มาจาก AI ซึ่งทำให้ Aswath Damodaran ศาสตราจารย์ด้านการประเมินมูลค่าจาก NYU วิจารณ์ว่าเป็น "ตัวเลขที่เป็นภาพหลอน"
ตัวเลขทางการเงินก็ไม่ได้สวยงามนัก SpaceX รายงานผลขาดทุนสุทธิ 4,280 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปี 2026 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากขาดทุน 528 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยส่วน AI ของ xAI มีภาระขาดทุนจากการดำเนินงาน 2,500 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว
สิ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ Lock-up Schedule ของ หุ้น SpaceX ปัจจุบัน Float หรือหุ้นที่ซื้อขายได้ในตลาดมีเพียงประมาณ 4-5% ของหุ้นทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 95-96% ถูกล็อกไว้ชั่วคราว
การที่ Supply ของ หุ้น SpaceX จะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามกำหนดการนี้ หมายความว่าแรงกดดันต่อราคาอาจยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากตลาดยังคงประเมินมูลค่าที่ P/S สูงกว่า 90 เท่าอยู่
ความเห็นของนักวิเคราะห์เกี่ยวกับ หุ้น SpaceX แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนขั้นพื้นฐานที่ห้อมล้อมบริษัทแห่งนี้:
ช่องว่างระหว่าง Price Target สูงสุด 401 ดอลลาร์ และต่ำสุด 62 ดอลลาร์ บอกเราว่านักวิเคราะห์ระดับโลกยังไม่มีฉันทามติที่ชัดเจนเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนี้
การทำความเข้าใจ หุ้น SpaceX ต้องเริ่มจากการรู้ว่ามันไม่ใช่บริษัทเดียว แต่คือกลุ่มธุรกิจสามส่วนที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
การซื้อหุ้น SPCX ที่ราคาปัจจุบันจึงเป็นการวางเดิมพันสามทางพร้อมกัน ซึ่งแต่ละทางมีระดับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่แตกต่างกัน
สำหรับนักลงทุนที่ติดตาม หุ้น SpaceX มีวันสำคัญหลายวันที่ควรบันทึกไว้:
กรณีของ หุ้น SpaceX สอนบทเรียนที่ทรงคุณค่าหลายข้อ:
ประการแรก Hype Cycle ของ IPO มักทำให้ราคาพุ่งเกินมูลค่าที่แท้จริงในช่วงแรก โดยเฉพาะเมื่อ Float มีน้อย เพราะต้องใช้เงินซื้อน้อยมากก็สามารถดัน Market Cap ได้มหาศาล ประการที่สอง การเปิดเผยข้อมูลหลัง IPO มักสร้างความผิดหวังแก่ตลาดเมื่อบริษัทเริ่มเผยให้เห็นโครงสร้างเงินทุนที่แท้จริง ประการที่สาม ช่วงเวลาสามเดือนแรกหลัง IPO มักเป็นช่วงที่ผันผวนที่สุดก่อนที่ Fundamental จะชี้นำราคาในระยะยาว
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า หุ้น SpaceX จะไปที่ใดในระยะสั้น แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การประเมินมูลค่าที่ P/S มากกว่า 90 เท่าในขณะที่บริษัทยังขาดทุนเป็นสิ่งที่ต้องมีความเชื่อมั่นอย่างมากต่ออนาคตของ Starlink และ xAI ไปพร้อมกัน
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ คำแนะนำของนักวิเคราะห์หลายรายคือ รอดูผลประกอบการจริงอย่างน้อยหนึ่งไตรมาสก่อนตัดสินใจ เพราะนั่นจะเป็นครั้งแรกที่ตลาดได้เห็นว่า SpaceX ในฐานะบริษัทจดทะเบียนจริงๆ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร