KVB Logo
Início
Produtos
Negociação
Percepções
Campanhas
Sobre nós
imgimg
Análise de mercado
  • Análise de mercado
  • Calendário Econômico
  • Últimas notícias
  • Sinais de IA

7 ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากการพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง พฤษภาคม 2026

Sirawit · 226K Visualizações

7 ประเด็นที่เกิดขึ้นจากการพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง พฤษภาคม 2026

7 เรื่องสำคัญ ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกัน ปักกิ่ง 2026

เมื่อวันที่ 14–15 พฤษภาคม 2026 โลกทั้งใบจับตามองกรุงปักกิ่งอย่างไม่กะพริบตา เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงมหาศาลาประชาชน เพื่อจับมือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอย่างเป็นทางการ นับเป็น State Visit ครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ ที่เหยียบแผ่นดินจีนในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ การประชุมสุดยอด ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพบปะทางการทูตตามพิธีการ แต่มันคือการเขย่าโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจสองขั้วโลกที่ยังอยู่ในวังวนของสงครามการค้า ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน และเงาสงครามอิหร่านที่ยังไม่จางหาย

บทความนี้จะพาคุณเข้าไปในห้องประชุมปิดที่ปักกิ่ง และถอดรหัส 7 เรื่องสำคัญที่ออกมาจากการพบกันของสองผู้นำโลกในครั้งนี้ ว่าอะไรที่ถูกพูดถึง อะไรที่ถูกตกลง และอะไรที่ยังคงเป็นปริศนา

1. กรอบความสัมพันธ์ใหม่: "เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์"

ผลลัพธ์แรกและสำคัญที่สุดจากการประชุม ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง คือการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันในกรอบความสัมพันธ์ฉบับใหม่ ภายใต้ชื่อ "constructive China-U.S. relationship of strategic stability" หรือ "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์" ตามรายงานอย่างเป็นทางการของฝ่ายจีน

กรอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น แนวทางนำ สำหรับสามปีข้างหน้า ซึ่งในแง่หนึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่บอกว่า แม้ทั้งสองประเทศจะยังมีความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง แต่ผู้นำทั้งสองมีเจตจำนงที่จะควบคุมไม่ให้ความตึงเครียดบานปลายเกินกว่าที่รับได้ Graham Allison ศาสตราจารย์จาก Harvard และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ผู้เป็นที่รู้จักจากทฤษฎี Thucydides Trap คาดว่า "การสงบศึกที่สองฝ่ายเจรจากัน... น่าจะกลายเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการ"

2. ไต้หวัน: สีจิ้นผิงเตือนตรงๆ ว่า "จัดการผิด คือหายนะ"

ไม่มีเรื่องใดในการประชุม ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ครั้งนี้ที่สีจิ้นผิงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเท่ากับเรื่องไต้หวัน เขาระบุว่าไต้หวันคือ "ประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ" และยืนยันจุดยืนของปักกิ่งว่า เอกราชของไต้หวันกับสันติภาพในช่องแคบ "ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงเหมือนน้ำกับไฟ"

สีจิ้นผิงยังเตือนอย่างชัดเจนว่า ถ้าทั้งสองฝ่ายจัดการกับปัญหาไต้หวันอย่างผิดพลาด ความสัมพันธ์จะตกอยู่ใน "อันตราย" และนำไปสู่การปะทะกัน ฝ่ายจีนหวังให้ทรัมป์เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายสาธารณะ เช่น การไม่คัดค้านการขายอาวุธให้ไต้หวัน หรือยอมรับสถานะทางกฎหมายที่ปักกิ่งต้องการ

ทางฝ่ายไต้หวันก็รู้สึกกังวลอย่างเงียบๆ กับการประชุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันรายหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า "สิ่งที่เราเกรงกลัวที่สุด คือการที่ไต้หวันถูกวางอยู่บนโต๊ะอาหารในการสนทนาระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์"

3. การค้าและภาษี: ยืดเวลาสงบศึก พร้อมตั้ง "คณะกรรมการการค้า"

ด้านเศรษฐกิจ การประชุม ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ดำเนินต่อเนื่องจากข้อตกลงพักรบทางการค้าที่เกิดขึ้นในการพบกันที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อตุลาคม 2025 นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution คาดการณ์ว่าทั้งสองผู้นำน่าจะประกาศจัดตั้ง "Board of Trade" และ "Board of Investment" เพื่อระบุภาคส่วนที่ไม่ละเอียดอ่อนสำหรับข้อผูกพันการซื้อสินค้าและการปรับภาษีในระดับจำกัด

ในกลุ่มนักธุรกิจที่เดินทางร่วมกับทรัมป์ครั้งนี้มีชื่อของ Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple, Larry Fink จาก BlackRock และ Kelly Ortberg ซีอีโอของ Boeing ซึ่งบ่งชี้ถึงความคาดหวังว่าจะมีข้อตกลงทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้น โดยทรัมป์เองกล่าวว่าเชื่อว่าสีจิ้นผิงพร้อมที่จะสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing

4. แร่หายาก: ไพ่ที่แข็งที่สุดในมือปักกิ่ง

ประเด็นที่เปลี่ยนโฉมหน้าของการเจรจา ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ครั้งนี้อย่างสิ้นเชิงคือเรื่องแร่หายาก (Rare Earth Minerals) จีนควบคุมการกลั่นแร่หายากในโลกประมาณ 90% ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการทหาร และอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ในช่วงปี 2025 เมื่อสงครามการค้ารอบก่อนพุ่งสูงสุด จีนหยิบใช้ไพ่นี้สองครั้งโดยการจำกัดการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กไปยังสหรัฐฯ และทรัมป์ก็ยอมถอยทั้งสองครั้ง นั่นทำให้ Scott Kennedy ที่ปรึกษาอาวุโสจาก CSIS กล่าวว่า "จีนเข้าสู่การประชุมครั้งนี้ด้วยความมั่นใจมากกว่าปี 2017 มาก เพราะในปีที่แล้ว สีจิ้นผิงสามารถต้านและทำให้มาตรการของทรัมป์หมดความหมายได้"

สหรัฐฯ หวังที่จะให้จีนกลับมาส่งออกแร่หายากตามปกติ ขณะที่ปักกิ่งใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องต่อรองให้สหรัฐฯ ผ่อนปรนการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงไปยังจีน

5. AI และเซมิคอนดักเตอร์: แนวรบทางเทคโนโลยีที่ยังร้อนแรง

หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายจีนกดดันมากที่สุดในการพบกัน ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ครั้งนี้คือการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการจำกัดการส่งออกชิปและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงไปยังจีน ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ ใช้มาตรการ Export Controls อย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอการพัฒนา AI และการทหารของจีน

ความน่าสนใจคือ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิป AI ชั้นนำของโลก ก็ร่วมเดินทางมากับคณะของทรัมป์ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเรื่องนี้อยู่บนโต๊ะเจรจาอย่างแน่นอน แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา ฝ่ายวิเคราะห์จาก CFR มองว่าสหรัฐฯ ควรยืนหยัดในเรื่องนี้ เพราะ AI Leadership ของอเมริกาเป็นหัวใจของความมั่นคงในระยะยาว

6. อิหร่าน: สงครามที่ทำให้จีนมีไพ่เพิ่ม

บริบทที่ทำให้การประชุม ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่าปกติคือสงครามอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สงครามยืดเยื้อมานานกว่าที่ทำเนียบขาวเคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้ทรัมป์เดินทางมาปักกิ่งท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกต่ำ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากผลของสงคราม

สถานการณ์นี้เอื้อประโยชน์ให้ปักกิ่งอย่างมาก เพราะจีนคือผู้ซื้อน้ำมันของอิหร่านรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านทั้งหมด ทรัมป์หวังให้จีนกดดันอิหร่านและช่วยรักษาความปลอดภัยของช่องแคบ Hormuz แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าโอกาสที่จะได้ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ยังต่ำ เพราะปักกิ่งไม่ต้องการตัดความสัมพันธ์กับเตหะราน

7. G2 และภูมิรัฐศาสตร์: โลกสองขั้วกำลังสร้างกติกาของตัวเอง

ความน่าสนใจที่ลึกกว่าผลลัพธ์เฉพาะหน้าของการประชุม ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงโครงสร้างของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ทรัมป์เคยอ้างถึงจีนและสหรัฐฯ ในฐานะ "G2" ซึ่งจุดประกายความหวังว่าสองชาติมหาอำนาจอาจกำลังสร้างระเบียบโลกของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรพหุภาคีอย่าง WTO หรือสหประชาชาติ

Justin Feng นักเศรษฐศาสตร์ Asia จาก HSBC ชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก ทำให้การตัดสินใจของ G2 มีน้ำหนักมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก Brookings เตือนว่าความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะราบรื่นนี้ยังเปราะบาง เพราะนักวิเคราะห์จีนหลายคนคาดว่าสหรัฐฯ จะกลับมาดำเนินนโยบายแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ที่น่าสังเกตคือ สีจิ้นผิงคาดว่าจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อตอบแทนในภายหลัง และทั้งสองผู้นำอาจพบกันอีกในงาน APEC และ G20 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่า "ยุคทรัมป์-สี" อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนถูกรีเซ็ตในแบบที่ยากจะคาดเดา

การพบกันที่เปลี่ยนโลก หรือแค่การพักรบชั่วคราว?

การประชุมสุดยอด ทรัมป์-สี จิ้นผิง ปักกิ่ง ในพฤษภาคม 2026 อาจไม่ใช่การพลิกโฉมครั้งใหญ่ที่หลายคนคาดหวัง แต่มันก็ไม่ใช่แค่การพบปะตามพิธีการ มันคือการส่งสัญญาณต่อโลกว่า สองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังเลือกที่จะ "คุย" มากกว่า "ปะทะ" อย่างน้อยในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนยังคงเดิม ทั้งเรื่องไต้หวัน แร่หายาก AI และอิหร่าน ล้วนแต่เป็นจุดที่อาจจุดชนวนความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ ผู้นำและนักวิเคราะห์จากทั่วโลกจะยังคงจับตาดูว่า "เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ที่ทั้งสองฝ่ายพูดถึงนั้น จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน และภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง

Precisa de ajuda?
Clique aqui