

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับข่าวเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ปัญญาประดิษฐ์อีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่า Google บริษัทลูกของ Alphabc กำลังพัฒนาชิปเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อภายในว่า Frozen v2 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโมเดล Gemini โดยเฉพาะ ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดยสำนักข่าว The Information และถูกหยิบมารายงานต่อโดยสื่อใหญ่หลายแห่งรวมถึง Reuters และ CNBC ส่งผลให้ราคาหุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นในทันทีที่ตลาดเปิดทำการวันจันทร์ที่ผ่านมา
ประเด็นที่ทำให้ชิป Frozen v2 กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีและการลงทุนไม่ใช่เพียงเพราะเป็นชิปตัวใหม่ของ Google เท่านั้น แต่เพราะแนวทางการออกแบบที่แตกต่างไปจากชิปประมวลผล AI ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดยชิป Frozen v2 จะนำสถาปัตยกรรมบางส่วนของโมเดล Gemini มา "ฝัง" ลงไปในตัวซิลิคอนโดยตรง แทนที่จะปล่อยให้ชิปทำหน้าที่เป็นตัวประมวลผลอเนกประสงค์ที่รันโมเดลใดก็ได้เหมือนที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Google เป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาชิปประมวลผล AI แบบกำหนดเองที่เรียกว่า TPU (Tensor Processing Unit) มาอย่างต่อเนื่องหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นแรกที่เน้นการอนุมานผล (inference) ไปจนถึงรุ่นล่าสุดที่มีชื่อรหัสภายในอย่าง Ironwood และ Trillium ซึ่งรองรับทั้งการฝึกโมเดล (training) และการอนุมานผลในระดับขนาดใหญ่ และถูกนำไปใช้ในการพัฒนาและให้บริการ Gemini มาโดยตลอด
สิ่งที่ทำให้ ชิป Frozen v2 แตกต่างออกไปคือแนวคิดเรื่องความเฉพาะเจาะจง TPU รุ่นก่อน ๆ ถูกออกแบบให้เป็นชิปอเนกประสงค์ที่สามารถรันโมเดล AI ได้หลากหลายชนิดและหลากหลายภาระงาน แต่ Frozen v2 ถูกออกแบบมาให้ผูกติดกับ Gemini โดยตรง โดยจะนำองค์ประกอบบางส่วนของสถาปัตยกรรมโมเดลมาเขียนลงในฮาร์ดแวร์อย่างถาวร ผลลัพธ์คือชิปจะสามารถลดจำนวนการคำนวณที่ต้องทำและลดระยะทางที่ข้อมูลต้องเคลื่อนที่ภายในระบบ ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่ทำให้การประมวลผล AI ในปัจจุบันสิ้นเปลืองพลังงานและใช้เวลานาน
แนวคิดหลักของ Frozen v2 นั้นไม่ซับซ้อนในทางทฤษฎี แต่การนำไปปฏิบัติจริงถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมระดับสูง เพราะต้องเปลี่ยนจากการออกแบบชิปแบบยืดหยุ่นไปสู่การออกแบบที่ผูกติดกับโมเดลเฉพาะตัว
ตามรายงานของ The Information ซึ่งอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับโครงการ ระบุว่าชิป Frozen v2 อาจให้ประสิทธิภาพด้านจำนวนโทเค็นที่ประมวลผลได้ต่อหน่วยพลังงานสูงกว่าชิป TPU รุ่นล่าสุดของ Google ถึง 6-10 เท่า ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ AI ทั่วไปที่มักปรับปรุงประสิทธิภาพในอัตราที่ต่ำกว่านี้มาก และหากทำได้จริงตามที่คาดการณ์ ก็จะช่วยลดต้นทุนการให้บริการ AI ของ Google ได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือแนวคิดเบื้องหลัง ชิป Frozen v2 นี้มีต้นกำเนิดมาจาก Jeff Dean หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Google DeepMind ซึ่งเดิมทีเคยเสนอแนวคิดชิป "Frozen" รุ่นแรกที่ต้องการฝังค่าน้ำหนัก (weights) ของโมเดลลงไปในตัวชิปโดยตรง ค่าน้ำหนักคือชุดพารามิเตอร์เฉพาะที่กำหนดว่าโมเดล AI จะตอบสนองต่อคำสั่งอย่างไร
แต่แนวทางดังกล่าวถูกยกเลิกไปในที่สุด เพราะหากฝังค่าน้ำหนักลงไปตรง ๆ ชิปจะสามารถใช้งานได้กับ Gemini เพียงเวอร์ชันเดียวเท่านั้น และจะล้าสมัยอย่างรวดเร็วทันทีที่ Google อัปเดตโมเดลใหม่ ด้วยเหตุนี้ทีมวิศวกรจึงปรับแนวทางมาเป็น Frozen v2 ซึ่งฝัง "สถาปัตยกรรม" ของโมเดลลงไปแทนค่าน้ำหนัก หมายความว่าเป็นการฝังโครงร่างพื้นฐานของโมเดลไว้ในฮาร์ดแวร์ ในขณะที่ค่าน้ำหนักใหม่ ๆ ยังสามารถโหลดเข้าไปเพิ่มเติมได้ในอนาคต ทำให้ชิปมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าขณะนี้ Google ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะฝังสถาปัตยกรรมของ Gemini เข้าไปในสัดส่วนมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นรายละเอียดทางเทคนิคที่ทีมวิศวกรกำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้
การพัฒนา ชิป Frozen v2 ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับปัญหาที่ Google กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ นั่นคือปัญหาการขาดแคลนกำลังการประมวลผล AI อย่างรุนแรง รายงานระบุว่าปัญหานี้ได้สร้างความตึงเครียดภายในองค์กร และถึงขั้นทำให้ Google Cloud ต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อจากลูกค้าภายนอกหลายราย เพราะทรัพยากรการประมวลผลไม่เพียงพอต่อทั้งการให้บริการลูกค้าและการพัฒนาโมเดลของตัวเอง
ในขณะเดียวกัน Google ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายเฉพาะหน้าอีกด้าน โดยก่อนหน้าข่าวชิป Frozen v2 เพียงไม่กี่วัน มีรายงานจาก Bloomberg ว่าการพัฒนาโมเดล Gemini 3.5 Pro ซึ่งถือเป็นโมเดลที่ทรงพลังที่สุดของบริษัทกำลังล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ Google ยังสูญเสียนักวิจัยระดับสูงให้กับคู่แข่งไปหลายคนในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่โมเดล AI จากจีนอย่างของ Moonshot AI และ Alibaba กำลังตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่าโมเดลจากจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของการใช้งานโทเค็น AI ในหมู่บริษัทอเมริกัน ซึ่งสะท้อนว่าช่องว่างด้านความสามารถระหว่างโมเดลสหรัฐฯ และจีนกำลังแคบลงเรื่อย ๆ
Google ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่เดินหน้าพัฒนาชิปเฉพาะทางสำหรับ AI ของตัวเอง ปัจจุบัน Amazon มีชิปตระกูล Trainium และ Inferentia สำหรับงานฝึกและอนุมานผลโมเดล ส่วน Microsoft ก็มีชิป Maia เป็นของตัวเอง ขณะที่ Meta เองก็กำลังพัฒนาซิลิคอนเฉพาะทางสำหรับภาระงาน AI ของบริษัทเช่นกัน การที่บิ๊กเทคแต่ละรายต่างเร่งพัฒนาฮาร์ดแวร์ของตัวเองสะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรม นั่นคือการพึ่งพาชิปสำเร็จรูปจากผู้ผลิตภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะชิปอเนกประสงค์มักมีส่วนประกอบที่ไม่ได้ถูกใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองทั้งด้านต้นทุนการผลิตและพลังงาน
สิ่งที่ทำให้แนวทางของ Google ด้วย ชิป Frozen v2 โดดเด่นกว่าคู่แข่งคือระดับความเฉพาะเจาะจงที่ลึกกว่ามาก เพราะไม่ใช่แค่การออกแบบชิปให้เหมาะกับภาระงาน AI โดยทั่วไป แต่เป็นการผูกสถาปัตยกรรมของโมเดลเข้ากับฮาร์ดแวร์โดยตรง ซึ่งมีบางฝ่ายมองว่าแนวทางนี้คล้ายคลึงกับกลยุทธ์การผสานฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในสไตล์ของ Apple ที่มุ่งเน้นการควบคุมทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดออกมา
แม้แนวคิดของ Frozen v2 จะฟังดูมีศักยภาพสูง แต่ก็มาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนที่สำคัญ นั่นคือความยืดหยุ่นที่ลดลง เนื่องจากชิปจะสามารถใช้งานได้ดีกับโมเดล Gemini ในอนาคตก็ต่อเมื่อ Google ยังคงใช้สถาปัตยกรรมพื้นฐานเดียวกันต่อไป หากบริษัทเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเดลอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ชิปรุ่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะล้าสมัยเร็วกว่าที่คาด ด้วยเหตุนี้ Google จึงมองว่า Frozen v2 ในขณะนี้เป็นเสมือนโครงการทดสอบเชิงเทคนิคมากกว่าจะเป็นสายการผลิตหลัก และไม่มีแผนผลิตในปริมาณมากเทียบเท่ากับสาย TPU ที่ใช้งานทั่วไป
ประเด็นเรื่องกำหนดเวลาก็เป็นอีกจุดที่ต้องระวัง เพราะแม้จะมีการประเมินว่าชิปรุ่นนี้อาจถูกนำไปใช้งานจริงได้เร็วที่สุดในปี 2028 แต่รายงานก็ระบุชัดว่าทีมวิศวกรยังอยู่ในขั้นตอนสรุปรายละเอียดการออกแบบ ซึ่งหมายความว่าตัวเลขปี 2028 ยังเป็นเพียงกรอบเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความคืบหน้าของโครงการ
ในด้านราคาหุ้น รายงานจากหลายสำนักระบุตัวเลขที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามช่วงเวลาที่รายงาน โดยบางแหล่งระบุว่าหุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นราว 3% ในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ ขณะที่บางแหล่งรายงานตัวเลขสูงถึง 3.3-3.7% ในบางช่วงของวัน และมีรายงานว่าราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดในวันที่ 359.67 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะปิดตัวอยู่ในแดนบวกราว 3.28% ที่ระดับ 358.14 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขที่แตกต่างกันเล็กน้อยนี้สะท้อนถึงความผันผวนของราคาหุ้นตลอดวันซื้อขาย มากกว่าจะเป็นความขัดแย้งของข้อมูล
นักลงทุนในตลาดตีความข่าวนี้ในเชิงบวก เพราะมองว่าการพัฒนาฮาร์ดแวร์เฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานด้าน AI ของ Google ในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบิ๊กเทคทุกรายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวยังเป็นคำถามที่นักลงทุนต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้
ประเด็นที่นักลงทุนกำลังให้ความสนใจต่อจากนี้คือผลประกอบการรายไตรมาสของ Alphabet ที่มีกำหนดประกาศในวันพุธที่จะถึงนี้ ตลาดจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าฝ่ายบริหารจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างไร รวมถึงคำอธิบายเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่นักลงทุนเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากงบลงทุนด้าน AI ของบิ๊กเทคทุกรายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา
ข่าวเกี่ยวกับ ชิป Frozen v2 จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่ตลาดกำลังประเมิน ว่า Google จะสามารถรักษาความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี AI เอาไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่ต้องเผชิญกับทั้งความล่าช้าของโมเดลใหม่ การสูญเสียบุคลากรสำคัญ และการไล่ตามอย่างรวดเร็วของคู่แข่งจากทั้งสหรัฐฯ และจีน หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงความสามารถในการแข่งขันด้าน AI ของ Google ในระยะยาว แต่หากล่าช้าหรือมีการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมโมเดลก่อนที่ชิปจะพร้อมใช้งานจริง ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของการลงทุนฮาร์ดแวร์ที่ผูกติดกับซอฟต์แวร์มากเกินไป
โดยสรุปแล้ว ชิป Frozen v2 คือความพยายามครั้งใหม่ของ Google ในการผสานฮาร์ดแวร์และโมเดล AI ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการฝังสถาปัตยกรรมของ Gemini ลงไปในตัวซิลิคอนโดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลสูงถึง 6-10 เท่าเมื่อเทียบกับ TPU รุ่นปัจจุบัน แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาและมีกำหนดใช้งานจริงเร็วที่สุดในปี 2028 แต่ข่าวนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกทันที สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่ออนาคตของ Google ในสมรภูมิ AI ที่การแข่งขันทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน