KVB Logo
บ้าน
สินค้า
การซื้อขาย
ข้อมูลเชิงลึก
แคมเปญ
เกี่ยวกับเรา
imgimg
วิเคราะห์การตลาด
  • วิเคราะห์การตลาด
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
  • ข่าวด่วน
  • สัญญาณ AI

จับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ มิ.ย. 69 กำหนดทิศทางเฟด

Sirawit · 67.5K จำนวนการดู

ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ: วันชี้ชะตาตลาดโลก เมื่อตัวเลขที่รอคอยมาถึง

ภาพบรรยากาศตลาด Wall Street

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เตรียมเปิดเผย ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลเศรษฐกิจที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามากที่สุดในรอบเดือนนี้ ไม่ใช่เพราะตัวเลขนี้จะบอกแค่ว่าคนอเมริกันมีงานทำเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร แต่เพราะมันคือเข็มทิศที่จะบอกทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ Kevin Warsh ซึ่งเพิ่งผ่านการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกไปหมาดๆ

ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ล้วนแล้วแต่รอฟังตัวเลขนี้ด้วยความรู้สึกผสมปนเประหว่างความหวังและความกังวล เพราะสัญญาณจากข้อมูลรองที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้เริ่มส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเอง

ย้อนดูเดือนพฤษภาคม: ตัวเลขที่เกินคาดอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนจะไปถึงตัวเลขเดือนมิถุนายน ต้องเข้าใจภาพของเดือนก่อนหน้าเสียก่อน สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) รายงานว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) ของเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่เพียง 85,000 ตำแหน่งเกือบเท่าตัว ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ 4.3% เป็นเดือนที่สามติดต่อกัน

การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคที่พักแรมและบริการอาหาร (leisure and hospitality) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 70,000 ตำแหน่ง ตามมาด้วยภาครัฐบาลท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น 55,000 ตำแหน่ง และภาคสาธารณสุขอีก 35,000 ตำแหน่ง ในทางกลับกัน ภาคการเงินกลับเป็นภาคเดียวที่มีการจ้างงานลดลง โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยและธนาคารพาณิชย์

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขเดือนพฤษภาคมดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกคือการปรับปรุงตัวเลขย้อนหลัง โดยตัวเลขของเดือนมีนาคมถูกปรับขึ้นจาก 185,000 เป็น 214,000 ตำแหน่ง และเดือนเมษายนถูกปรับขึ้นจาก 115,000 เป็น 179,000 ตำแหน่ง รวมแล้วสองเดือนนี้มีตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้นจากที่เคยรายงานไว้ถึง 93,000 ตำแหน่ง

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าการเติบโตของการจ้างงานในช่วงนี้ค่อนข้าง "แคบ" เพราะกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่อุตสาหกรรมเป็นหลัก

David Payne นักเศรษฐศาสตร์ประจำ Kiplinger Letter ตั้งข้อสังเกตว่าสัดส่วนราว 100,000 ตำแหน่งจากยอดรวมของเดือนพฤษภาคมมาจากเพียงสองภาคส่วนคือบริการอาหารและรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าฐานของการเติบโตยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควร แม้ภาพรวมจะดูแข็งแกร่งก็ตาม

สัญญาณเตือนจาก ADP: การจ้างงานภาคเอกชนเริ่มแผ่วลง

หนึ่งวันก่อนที่ตัวเลขทางการจะถูกเปิดเผย ADP ซึ่งเป็นบริษัทประมวลผลข้อมูลเงินเดือนรายใหญ่ ได้เผยแพร่รายงานการจ้างงานภาคเอกชนประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 98,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งเล็กน้อย และยังชะลอตัวลงจากเดือนพฤษภาคมที่ทำได้ 122,000 ตำแหน่ง

รายงานของ ADP ระบุว่าการเติบโตของการจ้างงานเกือบครึ่งหนึ่งมาจากภาคการศึกษาและบริการสุขภาพ ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่นำการจ้างงานมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานต่ำกว่า 50 คนกลับเป็นกลุ่มที่จ้างงานเพิ่มมากที่สุดเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือตัวเลขค่าจ้าง โดยพนักงานที่อยู่ในตำแหน่งเดิมมีอัตราการขึ้นเงินเดือนคงที่ที่ 4.4% ต่อปี ขณะที่พนักงานที่เปลี่ยนงานใหม่กลับได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนสูงถึง 6.6% สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคงมีการแย่งชิงบุคลากรในบางกลุ่มอุตสาหกรรมอยู่ แม้ภาพรวมของการจ้างงานจะเริ่มชะลอตัวลงก็ตาม

โดยทั่วไปแล้ว รายงาน ADP มักจะให้ตัวเลขที่ต่ำกว่ารายงานทางการของ BLS อยู่เสมอในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าไม่ควรตื่นตระหนกกับตัวเลขนี้มากเกินไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่ทำให้ตลาดเริ่มปรับความคาดหวังลงบ้าง

นักเศรษฐศาสตร์วอลล์สตรีทคาดการณ์อย่างไรกับตัวเลขจ้างงานสหรัฐเดือนนี้

ก่อนการประกาศตัวเลขจริง นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างออกมาให้มุมมองที่หลากหลาย โดยฉันทามติของตลาดโดยรวมคาดว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนจะเพิ่มขึ้นราว 115,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ 4.3%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์จากแต่ละสำนักมีความแตกต่างกันพอสมควร บางสำนักมองว่าตัวเลขอาจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 87,000 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์ที่ แข็งแกร่งพอสมควร สำหรับตลาดแรงงานที่อยู่ในภาวะ "จ้างน้อย เลิกจ้างน้อย" ในปัจจุบัน

ในทางกลับกัน นักเศรษฐศาสตร์จาก BofA Securities มองในมุมที่ต่างออกไป โดยคาดว่าตัวเลขจะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ราว 110,000 ตำแหน่ง แต่ก็เตือนถึงความเสี่ยงด้านลบสองประการ ประการแรกคือการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติของภาคที่พักแรมและบริการในเดือนพฤษภาคมอาจเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวอย่างการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือวันหยุดยาว ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขเดือนมิถุนายนสะท้อนผลย้อนกลับ ประการที่สองคือความเป็นไปได้ที่การจ้างงานภาครัฐบาลท้องถิ่นจะปรับตัวลงหลังจากพุ่งขึ้นผิดปกติในเดือนก่อน

ยังมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นจากนักเศรษฐศาสตร์บางราย ที่ชี้ให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วง "ทรงตัว" หลังจากผ่านความปั่นป่วนมาในปี 2025 แม้ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์จะยังอยู่ในระดับต่ำ และดัชนีการจ้างงานจากธนาคารกลางสาขาต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน แต่ตัวชี้วัดอื่นกลับอ่อนแรงลง ทั้งจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครและแผนการจ้างงานของธุรกิจขนาดเล็กที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบวัฏจักรเมื่อเดือนพฤษภาคม

ทำไม ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ ครั้งนี้ถึงมีความหมายต่อเฟดมากเป็นพิเศษ

สิ่งที่ทำให้การประกาศครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าปกติคือบริบทของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน หลังจาก Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งและผ่านการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกไปแล้ว นักลงทุนกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าแนวทางการตัดสินใจของเฟดชุดใหม่จะแตกต่างจากเดิมมากน้อยเพียงใด

ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ก็เริ่มขยับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เฟดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงสองด้าน คือความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะอ่อนแอลงเร็วเกินไปหากคุมเข้มนโยบายการเงินมากเกินไป กับความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะฝังตัวลึกขึ้นหากผ่อนคลายนโยบายเร็วเกินไป ตัวเลขจ้างงานที่จะประกาศออกมาจึงเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะบอกว่าเฟดยังมี "พื้นที่" ในการรอดูสถานการณ์ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

นักวิเคราะห์บางรายมองว่าหากตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาดอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้ตลาดเริ่มปรับมุมมองไปในทิศทางที่เฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่เคยคาดไว้ในช่วงที่เหลือของปี ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาอ่อนแอกว่าคาดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากอัตราการว่างงานขยับขึ้นเกิน 4.3% ก็อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นว่าตลาดแรงงานกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ซึ่งจะเปิดทางให้เฟดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการดำเนินนโยบาย

ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก: ดอลลาร์ พันธบัตร และหุ้น

ตามธรรมเนียมของตลาดการเงิน ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดมักจะหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แข็งค่าขึ้น เพราะตลาดจะมองว่าเฟดมีเหตุผลมากขึ้นที่จะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรือแม้กระทั่งพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในทางกลับกันหากตัวเลขอ่อนแอกว่าคาด เงินดอลลาร์มักจะอ่อนค่าลงทันที เนื่องจากตลาดจะเริ่มมองหาสัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต

ในฝั่งตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มักจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับความแข็งแกร่งของตัวเลขจ้างงาน กล่าวคือตัวเลขที่แข็งแกร่งมักจะดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น เพราะสะท้อนถึงโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด ส่วนตลาดหุ้นนั้นมีความซับซ้อนกว่าเล็กน้อย เพราะแม้ตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งจะสะท้อนเศรษฐกิจที่ดี แต่หากแข็งแกร่งเกินไปจนทำให้ตลาดกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น ก็อาจกดดันตลาดหุ้นในระยะสั้นได้เช่นกัน

สำหรับนักลงทุนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเดียวที่ต้องดู แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบย่อยหลายส่วนไปพร้อมกัน ทั้งอัตราการว่างงาน อัตราการเติบโตของค่าจ้าง อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน และการปรับปรุงตัวเลขย้อนหลังของเดือนก่อนหน้า เพราะแต่ละองค์ประกอบสามารถส่งสัญญาณที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด แม้ตัวเลขหลักจะออกมาตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ตาม

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

หลังจากตัวเลขจ้างงานเดือนมิถุนายนถูกเปิดเผยแล้ว สิ่งที่ตลาดจะให้ความสำคัญต่อไปคือปฏิกิริยาของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะรายงานรายได้ที่แท้จริง (Real Earnings) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม และจะช่วยเติมเต็มภาพของกำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐฯ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่าเฟดภายใต้การนำของ Warsh จะให้น้ำหนักกับตัวเลขจ้างงานมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับตัวเลขเงินเฟ้อ เพราะหากทั้งสองด้านเริ่มขัดแย้งกันมากขึ้น นั่นหมายความว่าการตัดสินใจของเฟดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะยิ่งยากขึ้นและมีโอกาสสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา

ท้ายที่สุด ไม่ว่า ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ เดือนมิถุนายนจะออกมาในทิศทางใด สิ่งที่ชัดเจนคือตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ละเอียดอ่อน ระหว่างการเติบโตที่ยังพอประคองตัวได้กับสัญญาณการชะลอตัวที่เริ่มปรากฏให้เห็นในหลายมิติ นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง มากกว่าจะตัดสินทิศทางตลาดจากตัวเลขเพียงเดือนเดียว

ต้องการความช่วยเหลือ?
คลิกที่นี่