


เช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย โลกต้องจับตาอีกครั้งเมื่อ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน เป็นระลอกใหม่ ปฏิบัติการที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยืนยันว่าเป็นคำสั่งตรงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลดขีดความสามารถของกองกำลังอิหร่านในการก่อกวนเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่กลายเป็นสมรภูมิเปิดของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งบทของสงครามยืดเยื้อที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายพยายามกลับสู่โต๊ะเจรจา ก็จะมีเหตุปะทะใหม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามไปก่อนหน้านี้ยังมีความหมายอยู่หรือไม่
ตามการแถลงของ CENTCOM ปฏิบัติการโจมตีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์ ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 05.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเป็นสถานที่ทางทหารของอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ
สำนักข่าวเพรสทีวีของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งในช่วงเช้ามืดตามเวลาท้องถิ่น ครอบคลุมพื้นที่เมืองซิริก เมืองบันดาร์อับบาส เมืองจาสก์ และเกาะเกชม์ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจังหวัดฮอร์มอซกาน ทางตอนใต้ของอิหร่าน อันเป็นพื้นที่ที่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซโดยตรง ผู้เห็นเหตุการณ์บางส่วนยังรายงานเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากหลายจุดในพื้นที่ดังกล่าว
ด้านสำนักข่าวเมห์รของอิหร่านอ้างข้อมูลจากผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์มอซกานว่า จนถึงขณะที่มีการรายงานข่าว ยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน และยังไม่มีความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยหรือโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ขณะที่ผู้ว่าราชการเกาะเกชม์เปิดเผยกับสำนักข่าว IRNA ว่ามีวัตถุระเบิดถูกยิงเข้าใส่ที่ตั้งทางทหารในพื้นที่ แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสัปดาห์ก่อนหน้านั้นรุนแรงกว่านี้มาก สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ในพื้นที่จังหวัดคูเซสตานทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านก่อนหน้านี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายและบาดเจ็บอีก 4 ราย ตามการรายงานของสำนักข่าว IRNA ที่อ้างข้อมูลจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดฝ่ายความมั่นคง สะท้อนว่าแม้ครั้งนี้จะยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่ความเสี่ยงต่อพลเรือนยังคงมีอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่จุดชนวนให้ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ระลอกล่าสุดนี้ มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไซปรัส M/V GFS Galaxy ซึ่งถูกโจมตีจนเรือเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ พร้อมมีรายงานลูกเรือพลเรือนสูญหายอย่างน้อยหนึ่งคน CENTCOM ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการตอบโต้ทางทหารครั้งใหม่
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน กองทัพเรือพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม โดยอ้างว่าได้ยิงกระสุนเตือนเรือที่พยายามแล่นผ่านเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต ทางฝั่งสหรัฐฯ ปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ทันที โดยยืนยันว่าเส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ของช่องแคบยังเปิดใช้งานได้ และมีการขยายเส้นทางเพื่อรองรับการเดินเรือสองทาง ตามข้อมูลจากสำนักงานปฏิบัติการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ซึ่งยังคงประเมินระดับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางทะเลในพื้นที่นี้อยู่ที่ระดับ "รุนแรง"
ถึงกระนั้น ปริมาณเรือที่กล้าเสี่ยงแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สถานการณ์เช่นนี้กระทบโดยตรงต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว เพราะช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันทางทะเลของโลกถึงราวหนึ่งในสี่ และก๊าซ LNG อีกประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าโลกทั้งหมด
ไม่นานหลังจาก สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน รอบใหม่ อิหร่านตอบโต้ด้วยการระดมโจมตีเป้าหมายในหลายประเทศที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ บาห์เรน คูเวต กาตาร์ จอร์แดน และโอมาน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เตหะรานพยายามกดดันมาตลอดให้ร่วมมือในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ แต่ถูกปฏิเสธเรื่อยมา
รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า มีเสียงไซเรนเตือนภัยจากขีปนาวุธดังขึ้นในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ขณะที่ทางการคูเวตแจ้งว่าจุดตรวจชายแดนทางเหนือของประเทศถึงสามจุดถูกโดรนโจมตี ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ส่วนกาตาร์ก็ถูกโจมตีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และออกมาประณามว่าเป็น "การยกระดับความรุนแรงที่อันตราย"
สหรัฐฯ ยืนยันว่ากองกำลังของตนยังคงประจำการและเตรียมพร้อมเพื่อรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แม้ต้องเผชิญกับพฤติกรรมก้าวร้าวจากอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
ด้าน CENTCOM ยังออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่แพร่กระจายผ่านสื่อของอิหร่านว่า ทหารอเมริกันสามนายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในคูเวต โดยระบุชัดว่าไม่มีรายงานการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ แต่อย่างใด สะท้อนว่าสงครามข้อมูลข่าวสารก็เป็นอีกแนวรบหนึ่งที่ดำเนินไปพร้อมกับสมรภูมิจริง
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยุติการปะทะที่ปะทุขึ้นใหม่โดยทันที และกลับสู่การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างถาวร โดยระบุว่าเขา "มีความกังวลอย่างยิ่ง" ต่อการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ทั้งการโจมตีเรือพาณิชย์ในฮอร์มุซโดยอิหร่าน การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านโดยอิหร่านเอง
ทางด้านซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของอิหร่านว่าเป็นการ "ก่อความไม่มั่นคง" และกล่าวหาเตหะรานว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรองค์การความร่วมมืออิสลาม และหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการโจมตีเรือพาณิชย์ที่คุกคามความปลอดภัยทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือ แม้ซาอุดีอาระเบียจะไม่ได้ถูกโจมตีในรอบล่าสุดนี้ แต่เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียก็เคยได้รับความเสียหายขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาก่อนแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน
ในอีกด้านหนึ่ง มูฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวหาว่าวอชิงตันละเมิดข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้เมื่อเดือนมิถุนายนอย่างร้ายแรง พร้อมประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่ายุคของการข่มขู่และรีดไถได้สิ้นสุดลงแล้ว และอิหร่านจะไม่ยอมศิโรราบอีกต่อไป คำพูดเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมองว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ และไม่มีใครพร้อมจะถอยก่อน
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมแม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงและ MOU ที่ลงนามไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคง สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้กลับอย่างต่อเนื่อง คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่โครงสร้างของข้อตกลงเองที่ไม่ได้ครอบคลุมการคุ้มครองเรือพาณิชย์อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ทุกครั้งที่มีเรือถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ฝั่งสหรัฐฯ จะอ้างว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง และใช้เป็นเหตุผลในการโจมตีตอบโต้
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางรายมองว่า อิหร่านกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนักจากการคว่ำบาตรที่ถูกกลับมาบังคับใช้ใหม่ รวมถึงผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อและการปิดล้อมท่าเรือในช่วงก่อนหน้า ทำให้เตหะรานต้องการเงินสดที่ถูกอายัดไว้และต้องการให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันโดยเร็ว การใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองจึงกลายเป็นทางเลือกที่อิหร่านนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะรู้ว่าจะถูกสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยกำลังทหารก็ตาม
ในขณะเดียวกัน ฝั่งสหรัฐฯ ก็ดูเหมือนต้องการแสดงให้เห็นว่าจะไม่ยอมให้การกระทำเช่นนี้ผ่านไปโดยไม่มีการลงโทษ เพราะหากปล่อยให้อิหร่านคุมช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ จะกลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในสายตาพันธมิตรอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด นี่จึงเป็นวงจรที่ยากจะตัดขาดได้ในระยะสั้น
ทุกครั้งที่มีข่าว สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน หรือมีความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดพลังงานโลกจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว รอบล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 3.7% แตะระดับใกล้ 79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ก็ปรับขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันไปแตะระดับราว 74 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญที่สุดของโลกจะถูกปิดกั้นอีกครั้ง แม้ทางการสหรัฐฯ และ UKMTO จะยืนยันว่าเส้นทางเดินเรือทางใต้ยังเปิดใช้งานได้ แต่ในความเป็นจริง เบี้ยประกันภัยสงครามสำหรับเรือที่ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้ จากระดับ 0.125% ไปแตะระดับ 0.2-0.4% ของมูลค่าประกันเรือต่อรอบการเดินทาง ซึ่งสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึงหลักแสนดอลลาร์สหรัฐต่อรอบเดินทาง
นักเศรษฐศาสตร์หลายรายเตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ราคาพลังงานเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ต้นทุนการขนส่งสินค้า และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางหลายประเทศต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งปีหลังนี้
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ในครั้งนี้ได้ดีขึ้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของสงครามที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน โดยมีเป้าหมายทั้งฐานทัพ สถานที่ราชการ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่การเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น อิหร่านตอบโต้ด้วยการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซและปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้มีเรือติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียมากถึงราว 2,000 ลำ และลูกเรือกว่า 20,000 คนต้องตกค้าง สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่กลางเดือนเมษายนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเจรจากันจนได้ข้อตกลง MOU ในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเนื้อหาให้ยุติการสู้รบและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
แต่ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงดังกล่าวถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการปะทะเล็กๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อเรือบรรทุกก๊าซ LNG สัญชาติกาตาร์และเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจกลับมาคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านอีกครั้ง และเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารมากกว่า 80 จุดในทันที ก่อนจะมีการโจมตีต่อเนื่องอีกหลายรอบจนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่แน่นอนคือ ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาจุดสมดุลที่ยอมรับได้ร่วมกัน เหตุการณ์ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน และการตอบโต้กลับจากเตหะรานก็จะยังคงเป็นข่าวที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงเวลาต่อจากนี้ และตลาดการเงินโลกก็จะยังต้องอยู่กับความผันผวนที่มาจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องในภาคการขนส่ง ต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรม และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกที่อาจต้องปรับตัวตามความผันผวนของราคาพลังงานที่มาจากวิกฤต สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ครั้งนี้ด้วย