

หุ้น IBM ร่วง 25% แรงสุดในรอบหลายทศวรรษ
หุ้น IBM ร่วง 25% ในวันเดียว เมื่อ AI แย่งงบเมนเฟรม

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2026 กลายเป็นวันที่นักลงทุนของ International Business Machines Corporation หรือ IBM จะไม่มีวันลืม เพราะราคาหุ้น IBM ร่วงลงถึง 25.21% ปิดตลาดที่ 217.05 ดอลลาร์ ลบมูลค่าตลาดไปราว 59,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลายสำนักข่าวรายงานตรงกันว่านี่คือการร่วงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเทคโนโลยีอายุกว่าศตวรรษแห่งนี้ แรงกว่าวิกฤต Black Monday เมื่อปี 1987 เสียอีก
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้พิเศษกว่าการ "รายงานผลประกอบการพลาดเป้า" ทั่วไปคือ IBM เลือกที่จะออกมาพรีอนาวด์ตัวเลขล่วงหน้า ก่อนการแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 อย่างเป็นทางการซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 22 กรกฎาคม นักวิเคราะห์และนักลงทุนจึงตีความว่าบริษัทต้องเผชิญปัญหาที่รุนแรงมากพอจะต้องรีบสื่อสารกับตลาดก่อนเวลา และเมื่อตัวเลขจริงถูกเปิดเผย ตลาดก็ตอบสนองทันทีด้วยแรงเทขายมหาศาล
ตัวเลขที่ทำให้ตลาดตกใจ
ตามการเปิดเผยเบื้องต้น IBM คาดว่ารายได้ไตรมาส 2 จะอยู่ที่ 17,200 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 17,860-17,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว (adjusted EPS) อยู่ที่ 2.93 ดอลลาร์ เทียบกับที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.02 ดอลลาร์ ส่วนต่างที่ดูเหมือนไม่มากนักในแง่ตัวเลข แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในตลาดหุ้น เพราะมันบ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าตัวเลขรายไตรมาส
ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ของ IBM ซึ่งรวมถึงเมนเฟรมเรือธง มีรายได้ลดลง 7% ขณะที่รายได้จากซอฟต์แวร์เติบโต 5% แต่ก็ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ ที่น่าสนใจคือธุรกิจ distributed infrastructure ซึ่งรวมสายผลิตภัณฑ์ Power server และระบบจัดเก็บข้อมูล กลับเติบโตถึง 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าเงินไม่ได้หายไปไหน แต่ไหลไปอยู่ในกระเป๋าธุรกิจอื่นภายในบริษัทเอง
คำอธิบายจาก Arvind Krishna: "ไตรมาสนี้เราพลาด"
Arvind Krishna ซีอีโอของ IBM เขียนจดหมายถึงนักลงทุนด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารระดับสูง เขายอมรับว่า
"This quarter we faltered. We did not adapt and move quickly enough, and numerous large deals failed to close on the timelines we expected."
Krishna อธิบายว่าบริษัทเตรียมใจไว้แล้วว่าธุรกิจเมนเฟรมรุ่น z17 จะมียอดขายลดลงในระดับหลักเดียวต่ำ (low-single-digit) ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติหลังจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้วช่วงหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับรุนแรงกว่านั้นมาก เขาระบุว่าในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ลูกค้าองค์กรจำนวนมากตัดสินใจโยกงบลงทุน (capex) ไปซื้อเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และชิปเมมโมรี เพื่อล็อกสต็อกฮาร์ดแวร์ไว้ก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอีก
บริษัทคาดการณ์ผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานไว้บ้างแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าขนาดของการปรับลำดับความสำคัญด้านงบลงทุนของลูกค้าจะรุนแรงถึงเพียงนี้ ถ้อยแถลงของ Krishna สะท้อนความประหลาดใจของผู้บริหารเองที่ไม่ทันตั้งตัวกับความเร็วของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้า
ต้นตอที่แท้จริง: วิกฤตขาดแคลนเมมโมรีจากกระแส AI
สาเหตุเบื้องหลังเหตุการณ์หุ้น IBM ร่วงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ระดับอุตสาหกรรมที่กำลังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีทั่วโลก นั่นคือการขาดแคลนชิปเมมโมรีอย่างรุนแรง อันเป็นผลจากการที่ผู้ผลิตเมมโมรีรายใหญ่อย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology หันไปทุ่มกำลังการผลิตให้กับชิปเมมโมรีเฉพาะทางสำหรับศูนย์ข้อมูล AI แทนที่จะผลิตเมมโมรีมาตรฐานสำหรับเซิร์ฟเวอร์ พีซี และสมาร์ตโฟนทั่วไป
ผลลัพธ์คือราคาเมมโมรีในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และลูกค้าองค์กรที่วางแผนจะซื้อฮาร์ดแวร์อยู่แล้วจึงเร่งตัดสินใจซื้อก่อนกำหนด เพื่อล็อกราคาและปริมาณสินค้าไว้ก่อนที่จะแพงขึ้นไปอีก พฤติกรรมแบบ "ซื้อตุนล่วงหน้า" นี้เองที่ดึงงบประมาณออกจากสัญญาเมนเฟรมและซอฟต์แวร์ระยะยาวของ IBM ไปสู่การซื้อฮาร์ดแวร์แบบเร่งด่วน
ผลกระทบของวิกฤตเมมโมรีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกองค์กรเท่านั้น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ทั้ง Mac และ iPad ของ Apple, ตระกูล Surface ของ Microsoft รวมถึงเครื่องเล่นเกมจาก Sony, Microsoft และ Nintendo ล้วนเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาเมมโมรีที่พุ่งสูงเช่นเดียวกัน สะท้อนว่านี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลามไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของ IBM เพียงบริษัทเดียว
เมนเฟรม z17: เปิดตัวดี แต่ปิดไตรมาสไม่สวย
ประเด็นที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับ IBM คือช่วงเวลาของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทเพิ่งเปิดตัวเมนเฟรมรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง z17 ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมาพร้อมชิปประมวลผลแบบกำหนดเองที่มีแกนประมวลผล 8 คอร์ และตัวเร่งความเร็วสำหรับงาน AI โดยเฉพาะ Krishna เคยระบุว่านี่คือการเริ่มต้นโปรแกรมเมนเฟรมที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท แต่ยอดขายกลับพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ในท้ายที่สุด
ธุรกิจเมนเฟรมของ IBM มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะระบบเหล่านี้ทำหน้าที่ประมวลผลธุรกรรมทางการเงินราว 87% ของธุรกรรมทั่วโลก และลูกค้าของ IBM ในกลุ่มนี้ครอบคลุมธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 44 จาก 50 แห่ง เมื่อยอดขายเมนเฟรมชะลอตัวลง จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลธุรกรรมบนเมนเฟรมด้วยเช่นกัน ยิ่งซ้ำเติมให้ตัวเลขรายได้โดยรวมดูแย่ลงไปอีก
แรงสั่นสะเทือนที่ลามไปทั้งภาคเทคโนโลยี
เหตุการณ์หุ้น IBM ร่วงในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่แค่ภายในบริษัทเท่านั้น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ในวันเดียวกัน หุ้น Salesforce ปรับตัวลงราว 4% ขณะที่ Microsoft ลดลงเกือบ 3% ส่วนดัชนี IGV ซึ่งติดตามกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ในวงกว้างปรับตัวลงราว 2% สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์องค์กรทั้งกลุ่ม ไม่ใช่แค่ IBM รายเดียว
เมื่อมองในมุมกว้างขึ้น ผลประกอบการของคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ไม่ได้สดใสไปกว่ากันนัก นับตั้งแต่ต้นปี Oracle ปรับตัวลงแล้วราว 33% ขณะที่ Microsoft ลดลง 20% และ Accenture ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีรายใหญ่ ร่วงลงไปแล้วถึง 50% สถิติเหล่านี้บ่งชี้ว่าวงจรการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีขององค์กรทั่วโลกกำลังถูกเขย่าครั้งใหญ่ จากการที่งบประมาณถูกโยกไปให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นอันดับแรก
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาต่อไป
ก่อนวันอังคารที่ผ่านมาหุ้น IBMปรับตัวลงเพียง 4.8% นับจากต้นปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีตัวอื่น แต่หลังจากการร่วงระเบิดในวันเดียว ตัวเลขผลตอบแทนนับจากต้นปีก็พลิกกลับมาติดลบราว 26% ทันที นักวิเคราะห์จาก IDC อย่าง Ashish Nadkarni ให้ความเห็นว่าปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้อาจรุนแรงเกินกว่าเหตุผลที่แท้จริงสมควรจะเป็น แต่ก็เตือนว่านักลงทุนไม่ควรมองข้ามคำเตือนของ Krishna ไปเสียทีเดียว
สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อไปคือการแถลงผลประกอบการอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้บริหารของ IBM อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนรับมือกับปัญหานี้ รวมถึงมุมมองต่อแนวโน้มไตรมาสถัดไป นักลงทุนจะจับตาดูเป็นพิเศษว่าปัญหาการขาดแคลนเมมโมรีและการแย่งชิงงบลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI จะเป็นปัญหาระยะสั้นที่คลี่คลายได้เร็ว หรือจะกลายเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่านั้น
ปัจจัยที่อาจพลิกสถานการณ์ในระยะถัดไป
แม้ภาพรวมจะดูมืดมน แต่ก็มีปัจจัยบวกซ่อนอยู่ในตัวเลขที่เผยแพร่ออกมา ประการแรกคือการเติบโต 37% ของธุรกิจ distributed infrastructure สะท้อนว่าลูกค้ายังคงเลือกซื้อสินค้าจาก IBM อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนหมวดหมู่การใช้จ่ายเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนไปหาคู่แข่งรายอื่นทั้งหมด ประการที่สอง รายได้รวมของบริษัทยังคงเติบโตขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะต่ำกว่าที่คาดไว้มากก็ตาม ซึ่งบ่งชี้ว่าธุรกิจโดยรวมยังไม่ได้หดตัวลงจริง เพียงแต่อัตราการเติบโตชะลอตัวกว่าที่ตลาดคาดหวัง
ประการที่สาม หากวิกฤตขาดแคลนเมมโมรีคลี่คลายลงในอนาคต ความต้องการที่ถูกเลื่อนออกไปในไตรมาสนี้อาจไหลกลับเข้าสู่ธุรกิจเมนเฟรมและซอฟต์แวร์ของ IBM ได้อีกครั้ง เนื่องจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะในภาคธนาคารและการเงิน ยังคงต้องพึ่งพาระบบเมนเฟรมสำหรับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงอยู่ดี ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI ทดแทนได้ในระยะเวลาอันสั้น
บทสรุป: จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีองค์กร
เหตุการณ์หุ้น IBM ร่วงในครั้งนี้เป็นมากกว่าข่าวผลประกอบการพลาดเป้าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวิธีที่องค์กรทั่วโลกจัดสรรงบลงทุนด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสการลงทุนใน AI ที่ร้อนแรงจนสร้างแรงกดดันไปถึงห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์พื้นฐานอย่างชิปเมมโมรี
สำหรับ IBM คำถามสำคัญคือบริษัทจะสามารถปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันความเร็วของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้าได้หรือไม่ ขณะที่สำหรับตลาดในวงกว้าง เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและฐานลูกค้าที่มั่นคงที่สุด ก็ไม่มีภูมิคุ้มกันจากแรงเหวี่ยงของคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่ AI กำลังสร้างขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม
- รายได้ไตรมาส 2 ของ IBM: 17,200 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ราว 660 ล้านดอลลาร์
- Adjusted EPS: 2.93 ดอลลาร์ เทียบกับที่ตลาดคาดไว้ 3.02 ดอลลาร์
- รายได้ infrastructure ลดลง 7% แต่ distributed infrastructure โต 37%
- แถลงผลประกอบการอย่างเป็นทางการ: 22 กรกฎาคม 2026
