imgimg
วิเคราะห์การตลาด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่ง น้ำมันแพงจุดชนวนเงินเฟ้อ

Sirawit · 140.9K จำนวนการดู

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่ง เหตุน้ำมันแพงจุดชนวนเงินเฟ้อ

เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดตราสารหนี้สหรัฐกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนอีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตัวเลขล่าสุดที่ประกาศออกมาสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่การขยับตัวของตัวเลขในตลาดการเงินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย ราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนต้องกลับมาคิดใหม่เกี่ยวกับทิศทางของเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้น่าจับตาเป็นพิเศษคือ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในรุ่นอายุยาวกำลังทดสอบระดับจิตวิทยาที่สำคัญ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา และเมื่อประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ นักวิเคราะห์จึงเริ่มตั้งคำถามว่าตลาดหุ้นที่ยังคงแข็งแรงจากแรงหนุนของธีมปัญญาประดิษฐ์นั้น จะสามารถต้านทานแรงกดดันจากภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลงได้อีกนานเพียงใด

ภาพรวมสถานการณ์: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐทะยานขึ้นอย่างไร

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองและสินเชื่อต่าง ๆ ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.65% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปีไต่ระดับขึ้นไปถึง 5.14% ซึ่งถือเป็นการยืนอยู่เหนือระดับ 5% ต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2007 หรือปีก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวยืนเหนือระดับดังกล่าวได้นานเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมันสะท้อนถึงมุมมองของตลาดที่มีต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐในระยะยาว

โดยทั่วไปแล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมักถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของความคาดหวังทางเศรษฐกิจในอนาคต หากยืนอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน นั่นหมายความว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางการคลัง ซึ่งในกรณีนี้ ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทำไมราคาน้ำมันจึงเป็นตัวจุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันถือเป็นหนึ่งในต้นทุนพื้นฐานที่แทรกซึมเข้าไปในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าพลังงานในภาคการผลิต ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์เริ่มแสดงความกังวลว่าหากราคายังคงไต่ระดับต่อไปจนแตะหรือทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อภาพรวมเงินเฟ้อจะยิ่งชัดเจนขึ้น และจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมาในช่วงหลายสัปดาห์ นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองข้ามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากธีมการลงทุนหลักในตลาดยังคงเป็นเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม ความสมดุลระหว่างสองแรงขับเคลื่อนนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Capital.com ได้ให้ความเห็นว่า

สมดุลนี้อาจรักษาไว้ได้ยากขึ้นหากเบรนท์ใกล้แตะ 100 ดอลลาร์และยืนอยู่ที่ระดับนั้น

ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในจุดที่ละเอียดอ่อนมาก และทุกความเคลื่อนไหวของราคาพลังงานสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดตราสารหนี้ได้ในทันที

 

ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ: ปัจจัยเสี่ยงที่ตลาดจับตา

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในรอบนี้ คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายสหรัฐยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อเป้าหมายในอิหร่านเป็นวันที่ 11 ติดต่อกัน ขณะที่ประเด็นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างชัดเจน

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจำนวนมากต้องผ่านเส้นทางนี้เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือขัดขวางการเดินเรือในบริเวณนี้ แม้เพียงชั่วคราว ก็อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลกและผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้จึงจับตาดูพัฒนาการของสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะทุกความเคลื่อนไหวทางการทหารหรือการเจรจาทางการทูตล้วนมีผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดโดยตรง ความไม่แน่นอนที่ยังคงสูงทำให้หลายฝ่ายเลือกที่จะปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรระยะยาวที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าตราสารระยะสั้น

มุมมองจากนักวิเคราะห์และสถาบันวิจัย

ทีมวิจัยของ Yardeni Research ได้ออกบันทึกวิเคราะห์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าแม้รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะช่วยลดความจำเป็นเร่งด่วนที่เฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะยาวแล้ว การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ยังคงเป็นสมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์กลุ่มนี้ยึดถือ

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดกำลังผสมผสานความคาดหวังสองด้านเข้าด้วยกัน คือด้านหนึ่งข้อมูลเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงในระยะสั้น และอีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่อาจพลิกกลับมาสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะกลางถึงยาว สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เฟดต้องเผชิญกับความท้าทายในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะไม่สามารถอาศัยเพียงตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในการกำหนดทิศทางได้อีกต่อไป

นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินยังเห็นตรงกันว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าความแข็งแกร่งของผลประกอบการภาคเอกชนในตลาดหุ้นจะสามารถชดเชยความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลงได้หรือไม่ หากราคาน้ำมันยังคงเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผลกระทบต่อธนาคารกลางสหรัฐและทิศทางดอกเบี้ย

ก่อนหน้านี้ ความกังวลเกี่ยวกับการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เริ่มลดลง เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่รายงานออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้นักลงทุนเริ่มมองไปที่ความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันหรืออาจพิจารณาปรับลดในบางช่วงของปี อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งได้เปลี่ยนภาพรวมของการคาดการณ์นี้ไปอย่างมีนัยสำคัญ

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้ความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้อให้เข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟดต้องล่าช้าออกไป นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้จึงเริ่มปรับมุมมองใหม่ โดยให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ที่เฟดอาจต้องกลับมาพิจารณาความเข้มงวดของนโยบายการเงินอีกครั้ง หากราคาพลังงานยังคงเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง

  1. ติดตามรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด
  2. จับตาสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านและความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ
  3. ติดตามท่าทีของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในการประชุมรอบถัดไป
  4. สังเกตทิศทางราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI)

ผลกระทบต่อตลาดสินเชื่อบ้านและผู้บริโภคชาวอเมริกัน

เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีถูกใช้เป็นตัวชี้วัดอ้างอิงหลักสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองในสหรัฐ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นย่อมส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้าน การรีไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรถยนต์ ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้อาจกดดันการตัดสินใจซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูงของครัวเรือนอเมริกันในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อขยายการลงทุนก็อาจต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการขยายกิจการในระยะข้างหน้า หากสถานการณ์ราคาน้ำมันและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายลงในเร็ววัน

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อไป

ในช่วงเวลาที่ตลาดยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้จะเป็นเบาะแสสำคัญที่ช่วยชี้ทิศทางของเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของเฟด การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองประการควบคู่กัน คือทิศทางของราคาพลังงานโลก และความชัดเจนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

หากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน และราคาน้ำมันกลับมาสู่ระดับที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่แรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ในทางกลับกัน หากความขัดแย้งยืดเยื้อและลุกลามมากขึ้น ตลาดตราสารหนี้ก็อาจต้องเผชิญกับความผันผวนที่รุนแรงกว่านี้ในระยะข้างหน้า

สำหรับนักลงทุนทั่วไป การกระจายความเสี่ยงและการติดตามข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในช่วงนี้ เนื่องจากตลาดการเงินโลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ในภูมิภาคอื่นได้อย่างรวดเร็วผ่านกลไกของตลาดพันธบัตร ตลาดพลังงาน และตลาดเงินตราต่างประเทศ

บทสรุป

การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในรอบนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความเชื่อมโยงระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และนโยบายการเงิน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่าสิบวัน ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้างแรงกดดันให้กับตลาดตราสารหนี้และเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เฟดต้องรับมืออย่างระมัดระวัง

แม้ในระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงได้รับแรงหนุนจากธีมการเติบโตด้านปัญญาประดิษฐ์ แต่คำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบคือ แรงหนุนดังกล่าวจะสามารถต้านทานแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้นานเพียงใด นักลงทุนทุกระดับจึงจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า

ต้องการความช่วยเหลือ?
คลิกที่นี่