

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีรถยนต์แคนาดา 50% จากอัตราปัจจุบัน 25%
ภาษีรถยนต์แคนาดา 50% ระเบิดศึกการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-แคนาดา

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่ตึงเครียดอยู่แล้วได้เลวร้ายลงไปอีกขั้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทรูธโซเชียลว่าจะเพิ่ม ภาษีรถยนต์แคนาดา จากอัตราปัจจุบัน 25% เป็น 50% พร้อมขยายไปถึงชิ้นส่วนยานยนต์และเหล็กกล้าด้วย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังการเจรจาการค้าที่ควรจะจบลงด้วยข้อตกลงลดภาษีเหลือ 15% กลับล้มพับกลางอากาศ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะแคนาดาคือประเทศที่รับสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ มากที่สุดในโลก ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็คิดเป็นสัดส่วนราว 62% ของการค้าทั้งหมดของแคนาดา การปะทะกันทางภาษีครั้งนี้จึงส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเชื่อมโยงโรงงานประกอบรถยนต์ในทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นมานานหลายทศวรรษ
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง: การเจรจาที่ล่มกลางอากาศ
ตลอดสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะใกล้บรรลุข้อตกลงที่จะช่วยลดอุณหภูมิสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งปี แต่เมื่อถึงวินาทีสุดท้าย การเจรจากลับพังทลายลง โดยทั้งสองฝ่ายต่างโยนความผิดให้กันว่าอีกฝ่ายยื่นข้อเรียกร้องใหม่ในนาทีสุดท้ายจนทำให้ดีลที่เกือบสมบูรณ์ต้องล่ม
ทรัมป์ระบายความไม่พอใจผ่านทรูธโซเชียลว่าแคนาดาเป็น
"ชาติที่แย่ที่สุดในโลกในการติดต่อทำธุรกิจด้วย ... พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เรียกร้อง"
พร้อมกล่าวหาว่าแคนาดา "รีดไถสหรัฐอเมริกามาหลายปี" และยืนยันว่า "เราไม่ต้องการแคนาดา แต่พวกเขาต้องการเรา" แม้นักวิเคราะห์หลายรายจะมองว่าคำกล่าวอ้างนี้เกินจริงไปมาก เพราะในความเป็นจริงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง
ทำไม ภาษีรถยนต์แคนาดา ถึงกลายเป็นอาวุธหลักในศึกนี้
อุตสาหกรรมยานยนต์คือหัวใจของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ-แคนาดามาช้านาน โรงงานประกอบรถยนต์ในออนแทรีโอผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์สำเร็จรูปที่ข้ามพรมแดนไปมาหลายครั้งก่อนจะกลายเป็นรถคันสมบูรณ์ที่ขายในตลาด ด้วยเหตุนี้ การขึ้น ภาษีรถยนต์แคนาดา เป็น 50% จึงไม่ได้กระทบแค่ผู้ผลิตฝั่งแคนาดาเท่านั้น แต่ยังส่งผลสะเทือนกลับมาถึงผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันและแรงงานในโรงงานฝั่งสหรัฐฯ เองด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนจำนวนมากที่ใช้ประกอบรถในโรงงานสหรัฐฯ นำเข้าจากแคนาดาโดยตรง
ตัวเลขที่ถูกพูดถึงมากคือมูลค่าการนำเข้าที่ได้รับผลกระทบราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 5% ของการค้าทั้งหมดระหว่างสองประเทศ แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีมาร์จิ้นแคบและพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนอย่างสูง
แคนาดาไม่ยอมถอย: คาร์นีย์ประกาศตอบโต้แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์
นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ตอบโต้ทันทีว่าการกระทำของสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการ "โจมตี" และยืนยันว่าแคนาดาจะใช้มาตรการ ตอบโต้แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ คาร์นีย์กล่าวว่า
"เราไม่อาจยอมรับสิ่งที่พวกเขาเสนอมาได้ และเราจะไม่ยอมให้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง"
เขายังระบุเพิ่มเติมว่า ข้อเรียกร้องของฝั่งสหรัฐฯ นั้น "ไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นธรรม และบั่นทอนผลประโยชน์สุทธิที่แคนาดาควรได้รับ" พร้อมสรุปสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า "พวกเขาขอมากเกินไป แต่เสนอน้อยเกินไป" คาร์นีย์ยังยืนยันความเชื่อมั่นว่าแคนาดาในวันนี้แข็งแกร่งกว่าตอนที่สหรัฐฯ เริ่มต้นสงครามการค้าครั้งนี้เสียอีก
ในทางปฏิบัติ แคนาดาได้ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ต่อสินค้าเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์นม โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2026 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าออตตาวาไม่มีท่าทีจะยอมโอนอ่อนให้กับแรงกดดันจากวอชิงตันง่ายๆ
ผลกระทบที่แท้จริงต่อทั้งสองฝั่งพรมแดน
สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ภาษีรถยนต์แคนาดา ที่สูงขึ้นนี้ไม่ได้เป็นการลงโทษฝ่ายเดียว เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกาเหนือมีลักษณะบูรณาการข้ามพรมแดนอย่างลึกซึ้ง ชิ้นส่วนหนึ่งชิ้นอาจข้ามพรมแดนสหรัฐฯ-แคนาดาไปมาถึงสามหรือสี่ครั้งก่อนที่รถยนต์คันหนึ่งจะประกอบเสร็จสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าเมื่อภาษีปรับขึ้น ต้นทุนของผู้ผลิตในทั้งสองประเทศจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน และท้ายที่สุดภาระนี้มักจะถูกส่งต่อไปถึงผู้บริโภคในรูปแบบราคารถยนต์ที่แพงขึ้น
- ผู้ผลิตรถยนต์ในแคนาดาเผชิญความเสี่ยงด้านการจ้างงานโดยตรง เนื่องจากต้นทุนส่งออกไปสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทันที
- ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ที่พึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าจากแคนาดาต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน
- นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความเสี่ยงที่แคนาดาจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ผู้บริโภคทั้งสองประเทศอาจต้องเผชิญกับราคารถยนต์ที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะกลาง
นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเตือนว่า แม้ทรัมป์จะพยายามวางกรอบเรื่องนี้ว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริงแล้วผลกระทบย้อนกลับ (blowback) ต่อภาคอุตสาหกรรมและแรงงานในสหรัฐฯ เองก็มีนัยสำคัญไม่แพ้กัน
มุมมองที่แตกต่างของนักวิเคราะห์: จะจบแบบไหน
ความเห็นของนักวิเคราะห์ตลาดต่อสถานการณ์นี้ยังคงแบ่งออกเป็นสองขั้ว ฝ่ายหนึ่งมองโลกในแง่ร้าย เชื่อว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะยืดเยื้อและอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของความสัมพันธ์การค้าสหรัฐฯ-แคนาดาไปอีกนาน ขณะที่อีกฝ่ายมองว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์การเจรจาต่อรองตามสไตล์ของทรัมป์ ซึ่งมักจะยกระดับความตึงเครียดให้สูงที่สุดก่อนจะกลับมาเจรจาและได้ข้อตกลงที่ดีกว่าเดิมในภายหลัง
ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ชัดเจนคือทั้งสองประเทศกำลังเดิมพันสูงมาก การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปรียบเทียบแคนาดาว่าควรถูก "ปฏิบัติเหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ" ก็สะท้อนให้เห็นถึงน้ำเสียงที่แข็งกร้าวผิดปกติ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความไม่พอใจในฝั่งแคนาดาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และทำให้การประนีประนอมในระยะสั้นดูเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
สรุป: จับตาสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปี
ด้วยกำหนดเวลาที่ ภาษีรถยนต์แคนาดา 50% จะมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2027 ทั้งสองประเทศยังมีเวลาอีกหลายเดือนที่จะพยายามกลับมาเจรจากันใหม่ก่อนที่มาตรการนี้จะส่งผลกระทบเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศความไม่ไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บวกกับมาตรการตอบโต้ของแคนาดาที่กำลังจะมีผลในเดือนกันยายน ทำให้เส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สำหรับผู้บริโภค ผู้ผลิต และนักลงทุนในทั้งสองฝั่งพรมแดน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในศึกภาษีครั้งนี้ แต่คือใครจะเป็นฝ่ายจ่ายราคาที่แพงที่สุดจากความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะยังไม่มีทีท่าจะยุติลงง่ายๆ ในเร็ววันนี้
