imgimg
วิเคราะห์การตลาด

สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา และผลกระทบต่อตลาดหุ้น

Sirawit · 47K จำนวนการดู

สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา: ทำไมตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังบวกท่ามกลางความตึงเครียด

สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

เช้าวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2026 นักลงทุนทั่วโลกตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวที่ฟังดูขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่งคือความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่งดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับปิดบวกแทบทุกตัว คำถามที่หลายคนสงสัยคือ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา กำลังจะกลายเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลก หรือเป็นเพียงละครการเมืองที่ตลาดเริ่มชินชาไปแล้วกันแน่

ภาพรวมตลาดหุ้นวันนี้: บวกเบา ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน

ในการซื้อขายวันที่ 25 สิงหาคม ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.19% ที่ระดับ 7,667.70 จุด ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones) ขยับขึ้น 0.16% มาอยู่ที่ 53,505.26 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในกลุ่มที่ 0.49% แตะระดับ 26,108.34 จุด ไม่เพียงเท่านั้น ดัชนี Russell 2000 ที่สะท้อนหุ้นขนาดเล็กก็ปรับขึ้น 0.33% เช่นกัน

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นวันธรรมดาของตลาดหุ้น แต่เมื่อพิจารณาบริบทที่มาพร้อมกับ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ที่ปะทุขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนหน้า การที่ตลาดยังคงยืนบวกได้สะท้อนถึงความซับซ้อนของปฏิกิริยานักลงทุนในยุคที่นโยบายการค้าเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง: ภาษี 50% ที่จุดชนวน

ต้นตอของความปั่นป่วนครั้งนี้มาจากการที่รัฐบายทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 50% จากแคนาดาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแนบแน่นกันมายาวนาน แคนาดาตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ (retaliatory tariffs) เช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดของมาตรการตอบโต้จากฝั่งแคนาดา เพราะแม้ว่า สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา จะทวีความรุนแรง แต่น้ำมันกลับถูก "กันออกจากโต๊ะเจรจา" ในรอบนี้ กล่าวคือยังไม่มีการเก็บภาษีน้ำมันระหว่างสองประเทศ แทนที่ด้วยการเล็งเป้าไปที่สินค้าเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นสองอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองสูงในทั้งสองประเทศ

การที่น้ำมันไม่ถูกดึงเข้าสู่สมการภาษีในรอบนี้ ถือเป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายยังพยายามควบคุมความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปถึงภาคพลังงานซึ่งจะกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในวงกว้างกว่ามาก

นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าการเลือกเป้าหมายอย่างเหล็กกล้าและนมสะท้อนกลยุทธ์ที่ระมัดระวังของทั้งสองรัฐบาล เพราะแม้จะต้องการแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อประชาชนในประเทศ แต่ก็ไม่ต้องการให้ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ลุกลามจนกระทบราคาพลังงานซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังเงินเฟ้อและต้นทุนการขนส่งทั่วโลก

ทำไมตลาดหุ้นถึงไม่ตื่นตระหนก

ปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นยังคงบวกท่ามกลางข่าวร้ายด้านการค้าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักลงทุนในยุคนี้ นับตั้งแต่มีการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเริ่มพัฒนา "ภูมิคุ้มกัน" ต่อข่าวประเภทนี้ในระดับหนึ่ง นักลงทุนสถาบันจำนวนมากมองว่าท่าทีแข็งกร้าวในช่วงแรกมักจบลงด้วยการเจรจาต่อรอง มากกว่าจะเป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบที่ยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม การมองข้ามความเสี่ยงจาก สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ไปเลยก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะแคนาดาเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ยานยนต์ และสินค้าเกษตร หากความขัดแย้งลุกลามเกินควบคุม ผลกระทบต่อภาคการผลิตของทั้งสองประเทศจะไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาจส่งผลต่อเนื่องมาถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศทั้งสองฝั่งพรมแดน

คริปโตเคอเรนซีพุ่งแรง ท่ามกลางความกังวลค่าเงินดอลลาร์

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของวันคือการที่ราคา Bitcoin ทะยานทะลุ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตร ซึ่งจุดกระแสความกังวลเรื่องการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ (dollar-debasement) ขึ้นมาอีกครั้ง

ความเชื่อมโยงระหว่างการแทรกแซงตลาดพันธบัตรกับการพุ่งขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัลสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนบางกลุ่มกำลังมองหาที่หลบภัยจากความไม่แน่นอนทั้งด้านนโยบายการเงินและ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ไปพร้อมกัน เมื่อความเชื่อมั่นในสกุลเงินดั้งเดิมสั่นคลอน สินทรัพย์ทางเลือกอย่างคริปโตเคอเรนซีมักได้รับอานิสงส์เสมอ

สัญญาณเตือนจากภาคเศรษฐกิจจริง

ขณะที่ตลาดหุ้นและคริปโตดูจะไปได้สวย แต่ตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานกลับส่งสัญญาณที่น่ากังวลไม่น้อย ยอดขายบ้านใหม่ (new home sales) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (consumer confidence) ต่างปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม สะท้อนว่าแรงกดดันจากค่าครองชีพกำลังกัดกร่อนกำลังซื้อของครัวเรือนอเมริกันอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญเพราะมันบอกเราว่าแม้ตลาดการเงินจะยังไม่สะท้อนความเสียหายจาก สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา อย่างชัดเจน แต่ผลกระทบต่อผู้บริโภคจริงอาจกำลังก่อตัวอยู่เบื้องหลัง ราคาสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาซึ่งอาจปรับตัวสูงขึ้นจากภาษีใหม่ ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ซบเซาอยู่แล้ว อาจกลายเป็นแรงกดดันสะสมที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายในช่วงปลายปี

จับตา Jackson Hole: ท่าทีของเฟดจะเป็นตัวชี้ขาด

นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาการปาฐกถาของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เควิน วอร์ช ในงานสัมมนา Jackson Hole ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้ คำแถลงของเขาจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าเฟดมองความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจเกิดจาก สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา อย่างไร และจะปรับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในลักษณะใดต่อไป

หากวอร์ชส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มแผ่วลง ตลาดหุ้นน่าจะตอบรับในเชิงบวก แต่หากเขาแสดงความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากมาตรการภาษี ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดจะยังคงระมัดระวังในการลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นในระยะสั้น

ฤดูกาลผลประกอบการ: ใครแพ้ ใครชนะ

ในด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน วันนี้มีบริษัทใหญ่หลายแห่งรายงานผลประกอบการ ทั้ง Intuit, Zoom Communications และ DICK's Sporting Goods โดยเฉพาะ DICK's Sporting Goods ที่ราคาหุ้นร่วงหนักถึง 13% หลังผลประกอบการรายไตรมาสต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และบริษัทยังปรับลดคาดการณ์รายได้ทั้งปีลง โดยอ้างถึงสภาวะตลาดค้าปลีกสินค้ากีฬาที่ท้าทายมากขึ้น

กรณีของ DICK's Sporting Goods เป็นตัวอย่างที่ดีของผลกระทบทางอ้อมจาก สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา เพราะธุรกิจค้าปลีกสินค้ากีฬาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนอย่างมาก ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้าอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีใหม่ ซึ่งบีบให้บริษัทต้องปรับลดคาดการณ์กำไรลงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

Nvidia คือตัวแปรใหญ่ที่ตลาดรอคอย

แม้ข่าวการค้าและตัวเลขเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นร้อนแรงในวันนี้ แต่สิ่งที่นักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีจับตามากที่สุดยังคงเป็นผลประกอบการที่กำลังจะมาถึงของ Nvidia บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ที่กลายเป็นบารอมิเตอร์สำคัญของกระแส AI ทั่วโลก

ผลประกอบการของ Nvidia ในรอบนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่ากระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงแข็งแกร่งอยู่หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าที่อาจกระทบต้นทุนการผลิตชิปและส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องนำเข้าจากหลายประเทศ นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าแม้ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา จะไม่ได้กระทบ Nvidia โดยตรงมากนัก แต่ความผันผวนของตลาดโดยรวมอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในระยะสั้น

มุมมองจากนักวิเคราะห์: ระวังแต่ไม่ตื่นตระหนก

นักกลยุทธ์การลงทุนหลายรายให้ความเห็นตรงกันว่าตลาดในขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะ "รอดูท่าที" มากกว่าจะตอบสนองต่อข่าวร้ายอย่างรุนแรง เหตุผลหลักคือประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีลักษณะนี้มักถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองมากกว่าจะเป็นนโยบายถาวร

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่แท้จริงของ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ไม่ได้อยู่ที่ปฏิกิริยาระยะสั้นของตลาดหุ้น แต่อยู่ที่ผลกระทบสะสมระยะยาวต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นที่สุดคู่หนึ่งของโลก หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาจุดลงตัวได้ในเร็ววัน ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเหล็กกล้าและนมอาจลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ตามมา

ผลกระทบต่อผู้บริโภคไทยและนักลงทุนไทย

แม้ว่า สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา จะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วผลกระทบสามารถส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจไทยได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นผ่านราคาน้ำมันในตลาดโลก ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ที่กระทบต่อการนำเข้าส่งออก หรือแม้แต่ผลกระทบทางอ้อมต่อตลาดหุ้นไทยที่มักเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ

นักลงทุนไทยที่ถือกองทุนหรือหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ควรติดตามพัฒนาการของ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา อย่างใกล้ชิด เพราะความไม่แน่นอนทางการค้าในระดับโลกมักส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาดในตอนแรก

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

  1. ท่าทีตอบโต้เพิ่มเติมจากรัฐบาลแคนาดา และความเป็นไปได้ในการเจรจาต่อรอง
  2. คำปาฐกถาของประธานเฟด เควิน วอร์ช ในงาน Jackson Hole
  3. ผลประกอบการของ Nvidia ที่จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  4. ทิศทางราคาน้ำมันโลก หากภาคพลังงานถูกดึงเข้าสู่มาตรการภาษีในอนาคต
  5. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยอดขายบ้าน

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่จะกำหนดว่า สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา จะจบลงด้วยการเจรจาต่อรองอย่างรวดเร็ว หรือจะกลายเป็นความขัดแย้งทางการค้าที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

บทสรุป: ตลาดยังบวกได้ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไปไหน

ภาพรวมของตลาดหุ้นวันที่ 25 สิงหาคม 2026 สะท้อนความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ตลาดหุ้นหลักทั้งสามดัชนีปิดบวก คริปโตเคอเรนซีพุ่งแรง แต่ในขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานกลับอ่อนแอลง และความตึงเครียดจาก สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา ก็ยังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ

สำหรับนักลงทุน บทเรียนสำคัญคือการไม่ประมาทกับสัญญาณระยะสั้นของตลาด เพราะแม้ดัชนีจะยังบวกได้ในวันนี้ แต่ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างทั้งด้านการค้า นโยบายการเงิน และกำลังซื้อผู้บริโภคยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในอีกหลายเดือนข้างหน้า การติดตามพัฒนาการของ สงครามภาษีสหรัฐ-แคนาดา อย่างใกล้ชิดจึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่มีเงินอยู่ในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่หรือนักลงทุนรายย่อยทั่วไป

ต้องการความช่วยเหลือ?
คลิกที่นี่