

ช่องแคบฮอร์มุซ: อิหร่าน-โอมานเร่งเจรจาข้อตกลง
ช่องแคบฮอร์มุซ ในวันที่อิหร่านและโอมานพยายามประคองสันติภาพที่เปราะบาง

เกือบครึ่งปีหลังสงครามปะทุ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ยังคงอยู่ในสภาพกึ่งอัมพาต เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่เคยแล่นผ่านเส้นทางนี้วันละกว่าร้อยลำ วันนี้เหลือเพียงหยิบมือ ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูที่คืบหน้าไปทีละก้าวเล็ก ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน สองประเทศที่ยืนอยู่คนละฝั่งของน่านน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ ล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย คือ อับบาส อารักชี จากอิหร่าน และ บาดร์ อัลบูไซดี จากโอมาน ได้หารือกันเพื่อวางกรอบชั่วคราวสำหรับการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้ง ตามแถลงการณ์ร่วมที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวโอมาน
จุดเริ่มต้นของวิกฤต: สงครามที่เปลี่ยนแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์อ่าวเปอร์เซีย
เรื่องราวทั้งหมดย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อาลี คาเมเนอี เสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนั้นจุดชนวนความตึงเครียดที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว และทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดกั้นการเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิดหรือการข่มขู่เรือพาณิชย์ที่ผ่านน่านน้ำดังกล่าว
ผลกระทบนั้นรุนแรงในทันที เพราะ ช่องแคบฮอร์มุซ คือเส้นทางที่น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าพลังงานทั่วโลกต้องแล่นผ่านในภาวะปกติ ก่อนสงคราม มีเรือสัญจรผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยวันละประมาณ 130 ลำ แต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ตัวเลขดังกล่าวดิ่งลงเหลือเพียง 8 ลำในวันจันทร์วันหนึ่งเท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ตลาดพลังงานโลกต้องเผชิญ และอธิบายได้ว่าทำไมทุกฝ่ายจึงเร่งหาทางออกอย่างเร่งด่วน
เมษายนถึงมิถุนายน: จากหยุดยิงสู่บันทึกความเข้าใจ
หลังจากการสู้รบทวีความรุนแรงในช่วงต้นปี ในเดือนเมษายน 2026 ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และวอชิงตันเริ่มเสนอแนวคิดเส้นทางเดินเรือทางใต้เป็นทางเลือกชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าโดยตรงกับอิหร่านในน่านน้ำฝั่งเหนือของ ช่องแคบฮอร์มุซ ต่อมาในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดทางให้การเจรจาระดับเทคนิคเดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคืออิหร่านยืนกรานมาโดยตลอดว่าจะเจรจาโดยตรงกับโอมานเท่านั้น ไม่ใช่กับสหรัฐฯ ทำให้โอมานกลายเป็นตัวกลางที่ขาดไม่ได้ในสมการนี้ บทบาทของโอมานในฐานะคนกลางที่ทั้งเตหะรานและวอชิงตันไว้วางใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงมีความหวัง แม้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะยังตึงเครียดอยู่ก็ตาม นอกจากโอมานแล้ว ปากีสถานก็มีบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำคัญอีกประเทศหนึ่งในกระบวนการนี้เช่นกัน
สิงหาคม 2026: ความคืบหน้าที่จับต้องได้
ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม สถานการณ์เริ่มมีความหวังมากขึ้น ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม อิหร่านและโอมานสามารถตกลงกันในเรื่องพิกัดเส้นทางเดินเรือใหม่ผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้สำเร็จ และในวันที่ 5 สิงหาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับกล่าวว่าข้อตกลงอาจสำเร็จได้ภายใน "48 ชั่วโมง" ซึ่งสะท้อนความมั่นใจของฝ่ายสหรัฐฯ ต่อทิศทางการเจรจาในขณะนั้น
ต่อมาในวันที่ 7 สิงหาคม กาเซ็ม ฆารีบาบาดี รองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับ "เส้นทางชั่วคราว" ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ระหว่างสองถึงสี่เดือน โดยเรือส่วนใหญ่จะต้องแล่นผ่านน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่าน แต่เขาก็ย้ำอย่างชัดเจนว่า "ความเข้าใจนี้ไม่ได้หมายความว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์" คำพูดนี้สำคัญมาก เพราะมันบ่งชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงก้าวแรกในกระบวนการที่ยังยาวไกล ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิกฤต
"การเจรจากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี และข้อตกลงจะเกิดขึ้นได้ หากบุคคลที่สามบางฝ่ายไม่เข้ามาขัดขวางกระบวนการนี้" — เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน
คำกล่าวของบาเกอีสะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านยังคงกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันจากภายนอกที่อาจเข้ามาแทรกแซงกระบวนการเจรจาเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ และยืนยันว่าแถลงการณ์ร่วมระหว่างเตหะรานกับมัสกัตกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการร่างและทบทวน นับตั้งแต่วันพุธที่ 7 สิงหาคมเป็นต้นมา
สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการจากข้อตกลง
การทำความเข้าใจว่าทำไมการเจรจาเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ จึงซับซ้อนและใช้เวลานาน จำเป็นต้องมองผ่านมุมมองผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
- อิหร่าน ต้องการบริหารจัดการร่วมกับโอมานตามหลักน่านน้ำอาณาเขต พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบริการทางทะเล เช่น ค่าบริการนำร่องและค่าคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องการควบคุมช่องทางเดินเรือขาเข้าในน่านน้ำของตนเอง
- สหรัฐฯ ต้องการเสรีภาพในการเดินเรืออย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องเสียค่าผ่านทางให้อิหร่าน ไม่ต้องขออนุญาตจากฝ่ายอิหร่านสำหรับการผ่านช่องแคบ และต้องการรักษาภาพลักษณ์ความเป็นเจ้าทะเลของสหรัฐฯ ไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องการหลีกเลี่ยงต้นทุนทางทหารที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องกระสุนและยุทโธปกรณ์
- โอมาน วางตัวเป็นตัวกลางที่พยายามตอบสนองข้อกังวลด้านความมั่นคงของทั้งสองฝ่าย และอาจรับบทบาทประสานเส้นทางเดินเรือฝั่งใต้ในกรอบข้อตกลงใหม่
รูปแบบที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดคือกรอบชั่วคราวระยะเวลา 60 วัน ซึ่งกำหนดให้เรือขาเข้าใช้เส้นทางน่านน้ำฝั่งเหนือของอิหร่าน ส่วนเรือขาออกใช้เส้นทางฝั่งใต้ผ่านน่านน้ำโอมาน แนวคิดนี้มีลักษณะคล้ายกับโมเดลของช่องแคบมะละกา ที่รัฐชายฝั่งขอรับเงินสนับสนุนทางทะเลแบบสมัครใจจากผู้ใช้เส้นทาง แทนที่จะเป็นการเก็บค่าผ่านทางแบบบังคับ ซึ่งอาจเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายพอยอมรับได้ในระยะสั้น
เสียงเตือนจากนักวิเคราะห์: ก้าวเล็ก ๆ ที่ยังไม่ใช่ทางออก
แม้ความคืบหน้าล่าสุดจะเป็นสัญญาณบวก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังคงระมัดระวังในการประเมินสถานการณ์ ช่องแคบฮอร์มุซ นักวิเคราะห์รายหนึ่งให้ความเห็นว่าข้อตกลงที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างนี้เป็นเพียง "ก้าวเล็ก ๆ ในทิศทางที่ถูกต้อง" เท่านั้น และยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์จะให้การสนับสนุนกรอบข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่หรือไม่ในระยะยาว
สถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่านเองก็ระบุในทำนองเดียวกันว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าช่องแคบจะเปิดใช้งานได้ทันที เพราะผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับ "การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสหรัฐฯ" ตามรายงานที่อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดกับการเจรจา นี่คือประเด็นที่ตอกย้ำว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง แม้จะมีคนกลางอย่างโอมานคอยประสานงานอยู่ก็ตาม
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและเอเชีย
ไม่ว่าผลการเจรจาสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่แน่นอนของ ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวเปอร์เซียเป็นสัดส่วนสูง ต่างต้องปรับแผนสำรองพลังงานและมองหาแหล่งนำเข้าทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยง ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ผันผวนตามข่าวความคืบหน้าหรือความชะงักงันของการเจรจาแทบทุกสัปดาห์
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ผลกระทบจากวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วราคาพลังงานที่ผันผวนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกอย่างใกล้ชิด
เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
สิ่งที่ชัดเจนจากพัฒนาการล่าสุดคือ การเจรจาเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังเดินมาถึงจุดที่มีกรอบการทำงานเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการพูดคุยกันถึงพิกัดเส้นทางเดินเรือ ระยะเวลาบังคับใช้ และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีประเด็นใหญ่ที่ค้างคาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยังไม่มีกรอบเจรจาอย่างเป็นทางการ และความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันที่สั่งสมมานาน
ทางการทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าเจรจาระดับเทคนิคต่อไป โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการจัดตั้งช่องทางเดินเรือถาวร การกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการช่องแคบในอนาคต และการวางกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลรวมถึงการจัดการจราจรทางน้ำอย่างเป็นระบบ หาก ช่องแคบฮอร์มุซ สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบในที่สุด นั่นจะถือเป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งสำคัญที่ช่วยคลี่คลายหนึ่งในวิกฤตพลังงานที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี
บทเรียนจากช่องแคบอื่น ๆ ของโลก
เมื่อพูดถึงกรอบการบริหารจัดการ ช่องแคบฮอร์มุซ ที่กำลังถูกออกแบบขึ้นใหม่ หลายฝ่ายอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับช่องแคบยุทธศาสตร์อื่น ๆ ของโลก เช่น ช่องแคบมะละกาที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งใช้ระบบความร่วมมือระหว่างประเทศชายฝั่งอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย มาอย่างยาวนาน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางแบบบังคับ แต่อาศัยกลไกการสนับสนุนงบประมาณทางทะเลแบบสมัครใจจากประเทศผู้ใช้เส้นทางแทน
แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นต้นแบบสำหรับการแก้ปัญหา ช่องแคบฮอร์มุซ เพราะมันช่วยให้รัฐชายฝั่งอย่างอิหร่านและโอมานยังคงมีบทบาทในการบริหารจัดการน่านน้ำของตน โดยไม่กระทบต่อหลักการเสรีภาพในการเดินเรือระหว่างประเทศมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลบางรายตั้งข้อสังเกตว่าบริบททางการเมืองของอ่าวเปอร์เซียแตกต่างจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่มีความขัดแย้งทางทหารที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ และมีอำนาจภายนอกอย่างสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้การนำโมเดลจากที่อื่นมาใช้ทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกกรณีของคลองสุเอซและช่องแคบยิบรอลตาร์มาเปรียบเทียบด้วยเช่นกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ในภาวะที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงนั้น จำเป็นต้องอาศัยกลไกระหว่างประเทศที่มีความยืดหยุ่นสูง และการมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินใจของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ซึ่งนี่คือความท้าทายสำคัญที่การเจรจาเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ ในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่
ท่าทีของประเทศอื่นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
แม้แถลงการณ์ร่วมล่าสุดจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการเจรจาร่วมกับประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียในอนาคต แต่จนถึงขณะนี้ ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ยังคงวางตัวอย่างระมัดระวังต่อพัฒนาการเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ล้วนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผูกพันกับเส้นทางเดินเรือสายนี้โดยตรงเช่นกัน การที่อิหร่านและโอมานเจรจากันแบบทวิภาคีในช่วงแรก อาจทำให้ประเทศอื่นในภูมิภาครู้สึกว่าตนเองถูกลดบทบาทลงในกระบวนการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ร่วมของทั้งภูมิภาค
ด้วยเหตุนี้ นักการทูตหลายคนจึงมองว่าขั้นตอนต่อไปหลังจากกรอบชั่วคราวระหว่างอิหร่านกับโอมานเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จะต้องมีการขยายวงเจรจาให้ครอบคลุมประเทศอื่นในสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับด้วย เพื่อให้ข้อตกลงเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ มีความชอบธรรมและความยั่งยืนในระยะยาวมากขึ้น มิเช่นนั้นแล้ว ต่อให้อิหร่านและโอมานสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้สำเร็จ ก็อาจเผชิญแรงต้านจากประเทศเพื่อนบ้านที่รู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาตั้งแต่ต้น
ความหวังท่ามกลางความไม่แน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2026 นี้ เป็นภาพสะท้อนที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ของตนเองที่ต้องปกป้อง ขณะเดียวกันก็ต้องหาจุดสมดุลร่วมกันเพื่อคลี่คลายวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง การที่อิหร่านและโอมานสามารถเดินหน้าเจรจากรอบชั่วคราวมาได้ไกลถึงขั้นนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ควรค่าแก่การจับตามอง แต่คำเตือนจากทั้งนักวิเคราะห์อิสระและแหล่งข่าวในอิหร่านเองก็ชี้ตรงกันว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
ในระยะต่อไป โลกคงต้องจับตาดูว่าท่าทีของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เอื้อต่อการเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ และแถลงการณ์ร่วมระหว่างเตหะรานกับมัสกัตที่กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายจะถูกประกาศออกมาในรูปแบบใด คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดพลังงานโลกและเสถียรภาพในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียไปอีกนาน
>
