


วันที่ 31 สิงหาคม 2026 ทำเนียบขาวประกาศข่าวใหญ่อีกครั้งในสงครามลดราคายาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันมาตลอดสองปีที่ผ่านมา นั่นคือ ข้อตกลงราคายา Medicaid ฉบับใหม่ที่ลงนามร่วมกับบริษัทยาเพิ่มอีก 9 แห่ง ทำให้จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการราคาแบบ "ชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์สูงสุด" หรือ Most-Favored-Nation (MFN) ของรัฐบาลทรัมป์ ขยับขึ้นเป็น 26 บริษัท ครอบคลุมสัดส่วนตลาดยาแบรนด์เนมในสหรัฐฯ ถึงราว 89% ตัวเลขนี้ฟังดูยิ่งใหญ่ และในทางการเมืองก็ถูกนำเสนอเป็นชัยชนะครั้งใหม่ของนโยบายลดค่าครองชีพด้านสุขภาพ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ข้อตกลงราคายา Medicaid ชุดนี้ก็มาพร้อมคำถามหลายข้อที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้จริงและผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยจะได้รับในทางปฏิบัติ
บริษัทยา 9 แห่งที่เข้าร่วมข้อตกลงราคายา Medicaid รอบล่าสุดนี้ประกอบด้วย UCB SA จากเบลเยียม, BridgeBio Pharma, Sun Pharmaceutical Industries จากอินเดีย, Teva Pharmaceutical Industries จากอิสราเอล, Astellas Pharma และ Kyowa Kirin จากญี่ปุ่น, Alcon จากสวิตเซอร์แลนด์, BeOne Medicines และ CSL จากออสเตรเลีย รายชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ได้เจาะจงเฉพาะบริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันเท่านั้น แต่ดึงบริษัทข้ามชาติจากหลายทวีปเข้าสู่กรอบข้อตกลงเดียวกัน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากดีลชุดแรกเมื่อปีก่อนที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไฟเซอร์และอีไล ลิลลี่ ร่วมลงนามไปแล้ว
ทรัมป์ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ยาที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงราคายา Medicaid นี้ "จะมีราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกที่ในโลก" และย้ำว่าบริษัทที่เหลืออีกราว 10% ของตลาดที่ยังไม่ได้ร่วมโครงการ "กำลังทยอยเข้ามา เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น" คำพูดนี้สะท้อนแนวทางการสื่อสารเชิงรุกที่ทรัมป์ใช้มาตลอด คือการนำเสนอโครงการนี้ในฐานะข้อเสนอที่บริษัทยา "หนีไม่พ้น" มากกว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองแบบสมัครใจล้วน ๆ
หัวใจของข้อตกลงราคายา Medicaid คือการให้บริษัทยาลดราคายาที่จ่ายให้กับโครงการ Medicaid ของแต่ละรัฐ โดยอิงราคาที่บริษัทเหล่านี้เรียกเก็บในต่างประเทศเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ พูดง่าย ๆ คือหากยาชนิดหนึ่งขายในราคาต่ำกว่าในยุโรปหรือแคนาดา ราคาที่ Medicaid ในสหรัฐฯ จ่ายก็ควรจะใกล้เคียงกันมากขึ้น แทนที่จะสูงกว่าอย่างที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ การเข้าร่วมโครงการนี้ของแต่ละรัฐยังคงเป็น "ทางเลือก" ไม่ใช่ข้อบังคับ ซึ่งหมายความว่าประสิทธิผลของข้อตกลงราคายา Medicaid ในทางปฏิบัติจะขึ้นอยู่กับว่ารัฐต่าง ๆ จะตัดสินใจเข้าร่วมมากน้อยเพียงใด
นอกเหนือจากเรื่องราคา บริษัทยาหลายแห่งยังให้คำมั่นสัญญาด้านอื่นประกอบเข้ามาด้วย ทำเนียบขาวระบุว่าบริษัทที่เข้าร่วมทั้งหมดมีแผนลงทุนในภาคการผลิตยาภายในสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 19,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งบางบริษัทตกลงบริจาควัตถุดิบทางเภสัชกรรมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Active Pharmaceutical Ingredients Reserve หรือ SAPIR) เข้าคลังสำรองของรัฐบาล เช่น UCB บริจาคเลเวติราเซตาม (ยากันชัก) 163 ตัน, Sun Pharma บริจาคยาปฏิชีวนะคลินดามัยซิน 71.4 ตัน และดอกซีไซคลิน 6.75 ตัน, Teva บริจาคเมโทรนิดาโซล 45 ตัน และอัมโลดิพีน 4.8 ตัน ขณะที่ Astellas บริจาคทาโครลิมัส ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ 25 กิโลกรัม รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ข้อตกลงราคายา Medicaid ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขราคาอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ในภาพรวมด้วย
ฝ่ายบริหารของทรัมป์นำเสนอชุดตัวเลขจำนวนมากเพื่อยืนยันว่าข้อตกลงราคายา Medicaid และโครงการ MFN ในภาพรวมได้ผลจริง โดยอ้างว่าเว็บไซต์ TrumpRx.gov ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินไปแล้วกว่า 700 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัว ส่วนโครงการยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 สำหรับผู้สูงอายุ ก็มีผู้เข้าร่วมกว่า 500,000 คน ประหยัดเงินรวมกัน 216 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงสองเดือน โดยราคายาลดความอ้วนสำหรับผู้สูงอายุลดลงเหลือประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อเดือนจากเดิมที่สูงกว่านี้มาก
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว (Council of Economic Advisers) คาดการณ์ว่าหากโครงการนี้ดำเนินต่อเนื่อง อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาให้ระบบสาธารณสุขสหรัฐฯ ได้มากถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสิบปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากนักวิชาการของ Harvard Medical School และ Urban Institute ประเมินแยกต่างหากว่า หากนำโครงการนำร่องด้านราคายา Medicaid นี้ไปใช้กับยาราคาแพงกลุ่มแบรนด์เนมจำนวน 82 รายการ อาจช่วยให้รัฐต่าง ๆ ประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตัวเลขทั้งสองชุดนี้แม้จะมาจากคนละแหล่งและมีวิธีคำนวณต่างกัน แต่ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ ข้อตกลงราคายา Medicaid มีศักยภาพทางทฤษฎีที่จะประหยัดงบประมาณสาธารณสุขได้มหาศาล หากถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน
แม้ตัวเลขจากฝั่งทำเนียบขาวจะดูสวยหรู แต่นักวิเคราะห์และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อผู้บริโภคหลายรายยังคงตั้งคำถามต่อความยั่งยืนและความน่าเชื่อถือของข้อตกลงราคายา Medicaid ชุดนี้ ปีเตอร์ เมย์บาร์ดัก จากองค์กร Public Citizen ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ทรัมป์กำลัง "สานสัมพันธ์อันดีกับบริษัทยายักษ์ใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยังปล่อยให้ราคายาในสหรัฐฯ สูงอยู่เช่นเดิม" และมองว่าข้อตกลงลักษณะนี้เป็นเพียง "การเบี่ยงเบนความสนใจจากแผนลดราคายาที่ล้มเหลว" ของฝ่ายบริหาร
"ทรัมป์กำลังสานสัมพันธ์อันดีกับบริษัทยายักษ์ใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยังปล่อยให้ราคายาในสหรัฐฯ สูงอยู่เช่นเดิม" — ปีเตอร์ เมย์บาร์ดัก, Public Citizen
ประเด็นที่หนักหน่วงกว่านั้นคือ มีรายงานจากสื่อหลายสำนักที่ชี้ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทยาที่เข้าร่วมข้อตกลงราคายา Medicaid ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเรื่องการตั้งราคายาใหม่ที่จะเปิดตัวในสหรัฐฯ ให้สอดคล้องกับระดับราคาแบบ MFN จริง ๆ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ประกาศออกมาในตอนนี้ยังเป็นเพียง "คำมั่นสัญญา" มากกว่าผลลัพธ์ที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขบางส่วนยังชี้ว่า การลดราคายาที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากกลไกตลาดปกติและการเจรจาต่อรองราคาของโครงการ Medicare ซึ่งเป็นคนละกลไกกับข้อตกลงราคายา Medicaid ของทรัมป์ ไม่ใช่ผลโดยตรงจากดีล MFN อย่างที่ฝ่ายบริหารพยายามสื่อสาร
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามนโยบายสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด อาจมองว่าข้อตกลงราคายา Medicaid เป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วนโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยหลายสิบล้านคนทั่วสหรัฐฯ ที่พึ่งพา Medicaid เป็นหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาราคาแพงต่อเนื่อง เช่น ยารักษาโรคฮีโมฟีเลีย โรคพาร์กินสัน จอประสาทตาเสื่อม ต้อหิน โรคตับ โรคผิวหนัง และมะเร็งหลายชนิด ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มโรคที่ระบุอยู่ในรายการยาที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงราคายา Medicaid รอบนี้โดยตรง
ในทางเศรษฐกิจ หากรัฐต่าง ๆ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้อย่างจริงจัง งบประมาณ Medicaid ของแต่ละรัฐก็อาจลดภาระลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในทางทฤษฎีอาจนำไปสู่การขยายความครอบคลุมของสวัสดิการ หรือลดแรงกดดันด้านภาษีที่รัฐต้องเก็บเพิ่มเพื่อพยุงงบสาธารณสุข แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทยาเลือกที่จะชดเชยส่วนลดที่ให้กับ Medicaid ด้วยการปรับราคาสูงขึ้นในตลาดประกันเอกชนหรือกลุ่มผู้บริโภคที่จ่ายเงินเอง ผลลัพธ์สุทธิของข้อตกลงราคายา Medicaid ต่อประชาชนในภาพรวมก็อาจไม่ได้สวยงามเท่าที่ตัวเลขในแถลงการณ์บอกไว้
ข้อตกลงราคายา Medicaid รอบใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไร้ที่มาที่ไป แต่เป็นการต่อยอดจากกรอบนโยบายที่ทรัมป์เริ่มวางไว้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2025 เมื่อมีการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยราคายาแบบ MFN จากนั้นในวันที่ 30 กันยายน 2025 บริษัทไฟเซอร์กลายเป็นบริษัทยาแรกที่เซ็นข้อตกลงลักษณะนี้กับรัฐบาล ตามมาด้วยข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ก่อนที่เว็บไซต์ TrumpRx.gov จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เส้นทางเวลานี้แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงราคายา Medicaid ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวที่รัฐบาลทรัมป์พยายามผลักดันอย่างต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม การที่ต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการดึงบริษัทยาเข้าร่วมได้เพียง 26 แห่ง ก็สะท้อนในอีกมุมหนึ่งว่ากระบวนการเจรจานี้ไม่ได้ง่ายหรือรวดเร็วอย่างที่ประกาศไว้ในตอนแรก และคำถามที่ยังค้างคาใจหลายฝ่ายคือ บริษัทยาที่เหลืออีก 11% ของตลาดจะเข้าร่วมข้อตกลงราคายา Medicaid ได้จริงตามที่ทรัมป์ลั่นวาจาไว้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ต้องเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับนโยบายด้านสาธารณสุขอื่น ๆ ที่เคยถูกประกาศไว้อย่างยิ่งใหญ่แต่สุดท้ายไปได้ไม่ถึงเป้า
ในระยะสั้น สิ่งที่ควรติดตามคือจำนวนรัฐที่จะประกาศเข้าร่วมข้อตกลงราคายา Medicaid อย่างเป็นทางการ เพราะนี่คือปัจจัยชี้ขาดว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบในวงกว้างหรือเป็นเพียงกรอบนโยบายที่มีอยู่บนกระดาษ ในระยะกลาง ประเด็นที่น่าจับตาคือบริษัทยาจะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเรื่องราคาสำหรับยาที่เปิดตัวใหม่หรือไม่ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระจะสามารถยืนยันตัวเลขการประหยัดที่ทำเนียบขาวอ้างไว้ได้จริงหรือไม่
สิ่งที่ทำให้ข้อตกลงราคายา Medicaid ฉบับนี้แตกต่างจากคำประกาศทางการเมืองทั่วไปคือ มันมาพร้อมกับพันธสัญญาที่จับต้องได้ในหลายมิติ ทั้งการลงทุนในโรงงานผลิตยาในประเทศ การบริจาควัตถุดิบยาเชิงยุทธศาสตร์ และตัวเลขการประหยัดที่อ้างอิงจากแพลตฟอร์มจริงอย่าง TrumpRx.gov ซึ่งต่างจากการประกาศนโยบายที่เป็นเพียงแนวคิดกว้าง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความคลุมเครือเรื่องการบังคับใช้และการขาดหลักฐานยืนยันอิสระ ก็ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงราคายา Medicaid นี้ยังไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็น "ชัยชนะที่สมบูรณ์" ในสงครามลดราคายาของสหรัฐฯ
โดยสรุปแล้ว ข้อตกลงราคายา Medicaid ฉบับใหม่ที่ทรัมป์ประกาศร่วมกับบริษัทยา 9 แห่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในเชิงขนาดและความครอบคลุมของตลาด เมื่อบวกกับดีลเดิมแล้วครอบคลุมยาแบรนด์เนมถึง 89% ของตลาดสหรัฐฯ แต่ตัวเลขความครอบคลุมที่สูงไม่ได้แปลว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์ทันทีหรือเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสมอไป ปัจจัยชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่การนำไปปฏิบัติจริงในระดับรัฐ ความโปร่งใสในการตรวจสอบว่าบริษัทยาทำตามคำมั่นสัญญาหรือไม่ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานอิสระ ผู้ที่ติดตามข่าวสารด้านสุขภาพและนโยบายสาธารณะจึงควรมองข้อตกลงราคายา Medicaid นี้ด้วยสายตาที่สมดุล ทั้งเห็นศักยภาพเชิงบวกในแง่การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลต่อช่องว่างระหว่างคำประกาศกับผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงในชีวิตของผู้ป่วยทั่วประเทศ