imgimg
วิเคราะห์การตลาด

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งหลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน

Sirawit · 18.4K จำนวนการดู

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งใกล้ 95 ดอลลาร์ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ช่องแคบฮอร์มุซ เรือบรรทุกน้ำมัน

เช้าวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2026 ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นกว่า 4% ในการซื้อขายรอบเดียว หลังกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ใกล้เมืองบันดาร์อับบาสและชาห์บาฮาร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ริมช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมีรายงานว่าอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบดังกล่าว และมีความพยายามยิงเป้าหมายในจอร์แดน สถานการณ์ที่ลุกลามอย่างรวดเร็วนี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูทิศทางราคาน้ำมันดิบเบรนท์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนพลังงานที่คนทั้งโลกต้องแบกรับ

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก มีปริมาณน้ำมันดิบไหลผ่านราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลกในแต่ละวัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่สองลำ ลำหนึ่งเป็นของซาอุดีอาระเบีย อีกลำเป็นของเกาหลีใต้ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ขณะแล่นผ่านช่องแคบ เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนที่ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพ IRGC ทันที ซึ่งถือเป็นการปะทะทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเดือนนับตั้งแต่ความตึงเครียดครั้งก่อนหน้าเริ่มคลี่คลายลง

ผลจากการโจมตีทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพุ่งทะลุระดับ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นราว 4.5% เข้าใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเช่นกัน นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ตัวเลข 95 ดอลลาร์อาจไม่ใช่เพดานสูงสุด และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นราคาทะลุ 100 ดอลลาร์ในระยะถัดไป หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอย่างจริงจัง

ทำไมตลาดถึงตอบสนองรุนแรงต่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์รอบนี้

ตามปกติแล้วตลาดน้ำมันมีความอ่อนไหวต่อข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลางอยู่แล้ว แต่รอบนี้มีปัจจัยเสริมหลายอย่างที่ทำให้แรงกระเพื่อมของราคาน้ำมันดิบเบรนท์รุนแรงกว่าที่คาด ประการแรกคือระดับการผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียซึ่งฟื้นตัวกลับมาได้เพียงราวสองในสามของระดับก่อนสงครามเท่านั้น แม้ว่าน้ำมันส่วนหนึ่งจะสามารถขนส่งผ่านท่อทางเลือกที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่กำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดโลกก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ตลาดไม่มีกันชนรองรับแรงกระแทกมากนัก

ประการที่สองคือจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นใกล้กับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ทุกความเคลื่อนไหวทางทหารและทางการทูตถูกจับตาผ่านมุมมองการเมืองภายในประเทศไปด้วย นักลงทุนจึงประเมินความเสี่ยงสองชั้น ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง และความเสี่ยงที่รัฐบาลอาจต้องแสดงจุดยืนแข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อรักษาคะแนนนิยม ซึ่งอาจหมายถึงปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์หลังปฏิบัติการว่า "หากอิหร่านที่ล้มเหลวตอบโต้กลับ...พวกเขาจะถูกโจมตีอีกครั้งในระดับที่รุนแรงกว่านี้มาก"

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ และเป็นสัญญาณที่ตลาดตีความว่าความขัดแย้งรอบนี้อาจไม่จบลงง่ายๆ ในระยะสั้น ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงถูกดันขึ้นต่อเนื่องแม้ตลาดจะเปิดทำการมาแล้วหลายชั่วโมง

ปฏิกิริยาจากตลาดพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ย

ไม่ใช่แค่ตลาดน้ำมันเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ขยับตัวตอบรับความเสี่ยงเช่นกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีปรับขึ้นราว 5 basis point ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีและ 30 ปีปรับขึ้น 4 และ 2 basis point ตามลำดับ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในระยะถัดไป

ที่น่าสนใจคือ ตลาดเริ่มปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน จากเดิมที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเฟดน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยหรือแม้แต่ปรับลด แต่หลังเหตุการณ์โจมตีอิหร่านและแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูง โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 70% ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองตลาดที่ค่อนข้างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน

ท่าทีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

ในอีกด้านหนึ่ง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พยายามส่งสัญญาณให้ตลาดคลายความกังวลในระยะยาว โดยระบุว่าความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซกำลังลดลงเรื่อยๆ

เบสเซนต์กล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซ "จะกลายเป็นเพียงผืนน้ำที่ไร้ค่า" ภายในสองปีข้างหน้า เนื่องจากขีดความสามารถของท่อขนส่งน้ำมันทางเลือกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองของฝ่ายบริหารที่ต้องการเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระยะยาว ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันทางเลือกในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าในระยะสั้นถึงกลาง ช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลก และคำกล่าวของเบสเซนต์อาจเป็นความพยายามบริหารความคาดหวังของตลาดมากกว่าจะสะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก

การที่กำลังการผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียฟื้นตัวกลับมาได้เพียงสองในสามของระดับปกติ หมายความว่าตลาดโลกยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานตึงตัวอยู่พอสมควร แม้จะมีเส้นทางขนส่งทางเลือกผ่านท่อบางส่วนที่ช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยปริมาณที่หายไปทั้งหมดหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการด้านพลังงานทั่วโลกจึงเริ่มประเมินแผนสำรองสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ และการเพิ่มสต๊อกสำรองในประเทศ

สำหรับประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหน้าปั๊ม ต้นทุนการขนส่ง หรือแม้แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในบางประเทศที่ยังพึ่งพาน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก ผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานในหลายประเทศจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการรับมือหากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง

นัยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

จังหวะเวลาของเหตุการณ์นี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอม ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรงและเร็วที่สุด หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากการพุ่งของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลต้องเผชิญ ทั้งจากฝ่ายค้านที่อาจใช้ประเด็นนี้โจมตี และจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ

ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็แสดงปฏิกิริยาผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงจากแรงกดดันของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับสูงขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มกลาโหมกลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สะท้อนภาพการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนไปยังกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

สิ่งที่นักลงทุนและผู้บริโภคควรจับตาต่อจากนี้

คำถามสำคัญที่ตลาดกำลังรอคำตอบคือ อิหร่านจะตอบโต้อย่างไรต่อไป และสหรัฐฯ จะยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในสัปดาห์ข้างหน้า หากสถานการณ์บานปลายไปสู่การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ไม่ยาก แต่หากทั้งสองฝ่ายสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม ราคาก็อาจย่อตัวลงมาบางส่วนเมื่อความกังวลคลี่คลาย

  1. ติดตามท่าทีตอบโต้ของอิหร่านในอีก 24-72 ชั่วโมงข้างหน้า ว่าจะเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์หรือปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ
  2. จับตาการประชุมเฟดเดือนกันยายน ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 70% หรือไม่
  3. ติดตามปริมาณเรือขนส่งน้ำมันที่ยังคงแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกจะตึงตัวมากขึ้นเพียงใด
  4. สังเกตราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศ ซึ่งมักปรับตัวตามราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

บทวิเคราะห์: ความเสี่ยงที่มากกว่าตัวเลขราคาน้ำมัน

สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงตัวเลขราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่รวมถึงความไม่แน่นอนที่แฝงอยู่เบื้องหลัง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานหลายปีมีลักษณะเป็นวงจรที่คลี่คลายแล้วปะทุกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เกิดการปะทะ ตลาดจะตอบสนองรุนแรงในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่ง แต่คำถามคือรอบนี้จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของผู้นำสหรัฐฯ และปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นใกล้กับพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหลายรายมองว่า แม้กำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลกจะยังพอมีอยู่บ้าง แต่ความอ่อนไหวของตลาดต่อข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันสูงกว่าช่วงเวลาปกติมาก เพราะนักลงทุนเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตว่าความขัดแย้งในภูมิภาคนี้สามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่ชัดเจน การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในช่วงนี้จึงสะท้อนทั้งปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์อุปทาน และปัจจัยทางจิตวิทยาของตลาดที่ตอบสนองไวต่อความเสี่ยงไปพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสถานการณ์นี้

ทำไมราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญของตลาดโลก
เบรนท์เป็นหนึ่งในน้ำมันดิบอ้างอิงหลักที่ใช้กำหนดราคาน้ำมันในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงเอเชียและยุโรป การเคลื่อนไหวของราคาเบรนท์จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศพร้อมกัน

เหตุการณ์นี้ต่างจากความตึงเครียดครั้งก่อนหน้าอย่างไร
ครั้งนี้ถือเป็นการปะทะทางทหารโดยตรงครั้งแรกในรอบราวหนึ่งเดือน หลังจากสถานการณ์เคยดูเหมือนจะคลี่คลายลง การกลับมาปะทุอีกครั้งจึงสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดมากกว่าที่คาด และทำให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของภูมิภาคลดลง

บทสรุป

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ใกล้ระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าตลาดพลังงานโลกยังคงเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอย่างมาก แม้จะมีความพยายามจากฝ่ายนโยบายอย่างกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่พยายามลดทอนความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซในสายตาของตลาดในระยะยาว แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ทุกความเคลื่อนไหวทางทหารในภูมิภาคนี้ยังคงมีอำนาจสั่นสะเทือนราคาพลังงานได้ทันที ผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลกจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในสัปดาห์ข้างหน้า เพราะทิศทางของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในตลาดการเงิน แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจของผู้คนทั่วโลกในอีกหลายเดือนข้างหน้า

ต้องการความช่วยเหลือ?
คลิกที่นี่