imgimg
วิเคราะห์การตลาด

การโจมตีอิหร่านระลอกใหม่: ทรัมป์ลั่นสั้นแต่เจ็บ

Sirawit · 12.4K จำนวนการดู

การโจมตีอิหร่าน: ทรัมป์ยืนยัน "สั้น" แต่ราคาที่ต้องจ่ายอาจไม่สั้นตาม

การโจมตีอิหร่าน เรือรบสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โลกได้เห็นอีกหนึ่งบทของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เป็นการโจมตีครั้งที่สองในรอบสามวัน มุ่งเป้าไปที่ระบบเรดาร์และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิดตามแนวชายฝั่งทางใต้ของอิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะ "ไม่ใช้เวลานาน" พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายควบคุมช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คำถามที่ตามมาคือ เมื่อผู้นำสหรัฐฯ พูดว่า"ไม่คิดว่าจะนานเกินไป" นั่นหมายถึงอะไรกันแน่ในบริบทของสงครามที่ลากยาวมาแล้วกว่าครึ่งปี และทำไมคำพูดสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวจึงมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ผ่อนคลายลงจากจุดพุ่งสูงสุด

ย้อนไทม์ไลน์: จากปฏิบัติการ "ตัดหญ้า" สู่การปะทะเต็มรูปแบบ

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บางส่วนเรียกปฏิบัติการทางทหารรอบล่าสุดว่าเป็นการ "ตัดหญ้า" หรือปฏิบัติการบำรุงรักษาเพื่อลดทอนภัยคุกคามต่อเรือบรรทุกน้ำมัน เรือรบของกองทัพเรือ และเครื่องบินของกองทัพอากาศที่ปฏิบัติการอยู่ในย่านอ่าวเปอร์เซีย แต่สำหรับชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย คำเรียกดังกล่าวฟังดูเบาบางเกินไปเมื่อเทียบกับความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น

ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 1 กันยายน เวลาประมาณเที่ยงวันตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายในหลายเมืองของอิหร่าน ทั้งบันดาร์อับบาส จัสก์ ชาบาฮาร์ โคนารัก มินับ ซิริก และเกาะเกชม์ ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลยิงไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ซึ่งทางจอร์แดนสามารถสกัดกั้นได้ 10 ลูกจากทั้งหมด 13 ลูก ส่วนอีกสามลูกตกในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยุติช่วงเวลาที่กิจกรรมทางทหารลดระดับลงมานานเกือบหนึ่งเดือน หลังจากข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในเดือนมิถุนายนล่มสลายลง โดยไม่มีฝ่ายใดแสดงความตั้งใจจะกลับสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา การกลับมาของการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนักสำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ความรุนแรงและรูปแบบของเป้าหมายที่ถูกโจมตีต่างหากที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาค

โศกนาฏกรรมงานแต่งงานที่คูเฮสตัก

ท่ามกลางรายชื่อเมืองที่ถูกโจมตี หมู่บ้านคูเฮสตัก ในเขตซิริก จังหวัดฮอร์มอซกัน กลายเป็นจุดที่สร้างความสะเทือนใจมากที่สุด เมื่อสื่อทางการอิหร่านรายงานว่าอาคารที่พักอาศัยซึ่งกำลังจัดงานแต่งงานอยู่ในคืนนั้น รวมถึงเสาสัญญาณโทรคมนาคมใกล้เคียง ถูกโจมตีโดยตรง

ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันมีทั้งสิ้นสี่ราย ประกอบด้วยเด็กชายวัยเพียงสี่ขวบชื่ออาเมียร์ อาลี คาริมี, เด็กชายวัย 16 ปีชื่อโมฮัมหมัด มาลาฮี, หญิงวัย 43 ปีชื่อโคลซุม มาลาฮี และหญิงวัย 43 ปีชื่อซาร์คาตูน ทาเฮรี นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 60 ราย บางส่วนอาการสาหัส

"เจ้าของอาคารที่เกิดเหตุให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า ทุกคนที่อยู่ในอาคารคืนนั้นเป็นพลเรือนล้วน ๆ ไม่มีเป้าหมายทางทหารใด ๆ แฝงอยู่"

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธที่ตรวจสอบเศษซากจากที่เกิดเหตุตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะความเสียหายอาจมาจากขีปนาวุธร่อน AGM-84K SLAM-ER โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นรอยกระแทกโดยตรงที่หลังคาอาคารจัดงานแต่งงาน เกิดเป็นรูขนาดประมาณ 1.5 เมตร พร้อมกับความเสียหายรุนแรงต่อเสาสัญญาณโทรคมนาคมที่อยู่ใกล้เคียง

ด้านโฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM นายทิม ฮอว์กินส์ ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยระบุว่า "กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยมุ่งเป้าโจมตีพลเรือน ต่างจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)" ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กลับด้วยการเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "บัญชีรายชื่อความโหดร้าย" ที่สหรัฐฯ ก่อขึ้นในสงครามครั้งนี้

ตัวเลขความสูญเสียที่สะสมมาตั้งแต่กุมภาพันธ์

เหตุการณ์ที่คูเฮสตักไม่ใช่ครั้งแรกที่พลเรือนตกเป็นเหยื่อของการโจมตีอิหร่านในสงครามรอบนี้ ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุที่เมืองมินับ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากถึง 156 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน และที่เมืองลาเมิร์ด ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 21 ราย เมื่อนับรวมตัวเลขทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มีชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วกว่า 3,500 คน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ปฏิบัติการทางทหารแต่ละครั้งจะถูกอธิบายว่าเป็นการ "จำกัดเป้าหมาย" หรือ "ตอบโต้ตามสัดส่วน" แต่ในทางปฏิบัติแล้วผลกระทบที่ตกอยู่กับประชาชนทั่วไปกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งตอกย้ำคำถามว่าความแม่นยำของอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่เพียงพอหรือไม่ที่จะแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพื้นที่พลเรือนในเขตเมืองที่หนาแน่น

ทรัมป์กับถ้อยแถลงที่ทั้งปลอบใจตลาดและขู่อิหร่าน

ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับระยะเวลาของการทิ้งระเบิดครั้งนี้ ทรัมป์กล่าวสั้น ๆ ว่า "ผมไม่คิดว่าจะนานเกินไป" ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีลักษณะกำกวมโดยเจตนา เปิดช่องให้ตีความได้หลายทาง ทั้งในแง่ที่ว่าปฏิบัติการทางทหารจะยุติลงเร็ว หรือในแง่ที่ว่าเป้าหมายทางยุทธศาสตร์จะบรรลุผลได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องยืดเยื้อ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ก็ไม่ลืมที่จะส่งสัญญาณขู่ไปยังฝ่ายอิหร่านอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า "หากประเทศที่ล้มเหลวอย่างอิหร่านตอบโต้กลับมา พวกเขาจะถูกโจมตีอีกครั้งในระดับที่หนักหน่วงและสูงขึ้นกว่าเดิมมาก แต่นั่นก็ยังไม่ใช่การโจมตีที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งหมด เพราะยังมีสิ่งที่รอคอยอยู่ในปีก" คำพูดนี้สะท้อนแนวทางที่ทรัมป์ใช้มาตลอดตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง นั่นคือการผสมผสานระหว่างความมั่นใจในเชิงจิตวิทยาต่อตลาดกับการข่มขู่ทางทหารต่อคู่ขัดแย้งไปพร้อมกัน

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ก็ไม่ยอมนิ่งเฉย โดยสื่อที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวออกมาประกาศว่าการตอบโต้ครั้งต่อไปจะ "รุนแรงกว่าการโจมตีของอเมริกาหลายเท่า" ซึ่งเป็นการยกระดับวาทกรรมที่ทำให้นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงหลายคนกังวลว่าวงจรการตอบโต้ไปมาระหว่างสองฝ่ายอาจยังไม่มีทีท่าจะยุติลงในเร็ววัน

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันดิบไหลผ่านราวหนึ่งในห้าของปริมาณการบริโภคทั่วโลกในแต่ละวัน เมื่อข่าวการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แพร่กระจายออกไป ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทันทีไปแตะระดับ 97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่จะผ่อนคลายลงมาอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์เศษ หลังจากทรัมป์ออกมาให้ความเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ ยังคงควบคุมสถานการณ์ในช่องแคบดังกล่าวได้อยู่

ความผันผวนของราคาน้ำมันในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของตลาดที่ตอบสนองต่อคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับสัญญาณทางการเมืองไม่น้อยไปกว่าข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ลุกลามไปถึงจุดที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ตลาดก็ยังคงมีพื้นที่ให้คลายความกังวลลงได้ทุกครั้งที่มีถ้อยแถลงในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ

ท่าทีของนานาชาติและคำถามเรื่องกฎหมายสงคราม

เหตุการณ์โจมตีงานแต่งงานที่คูเฮสตักได้จุดประกายการถกเถียงในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้งเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางกฎหมายในการทำสงคราม โดยเฉพาะหลักการแยกแยะเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือนตามอนุสัญญาเจนีวา องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระต่อเหตุการณ์นี้ รวมถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่มินับและลาเมิร์ดด้วยเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่าปฏิบัติการทั้งหมดมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงพลังงานของโลก โดยไม่มีเจตนาโจมตีพลเรือนแต่อย่างใด ความขัดแย้งด้านข้อมูลระหว่างสองฝ่ายเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสงครามที่ผ่านมา และทำให้ประชาคมโลกยากที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในสนามรบ

หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเองก็อยู่ในสถานะที่ลำบากใจ เนื่องจากไม่ต้องการเข้าไปพัวพันโดยตรงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินเรือ การประกันภัยขนส่งสินค้า หรือความเสี่ยงที่ขีปนาวุธหลงทางอาจตกในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ดังที่เคยเกิดขึ้นกับจอร์แดนในการโจมตีตอบโต้ครั้งล่าสุด

จุดจบของข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว

ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน ทั้งสองฝ่ายเคยบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยุติความรุนแรง แต่ข้อตกลงดังกล่าวกลับไม่สามารถยืนหยัดได้นาน และล่มสลายลงในเวลาต่อมาโดยไม่มีฝ่ายใดแสดงเจตจำนงที่จะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างจริงจังอีกครั้ง

นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงล้มเหลวคือความไม่ไว้วางใจที่สั่งสมมานาน รวมถึงแรงกดดันภายในของทั้งสองประเทศที่ทำให้ผู้นำแต่ละฝ่ายยากจะแสดงท่าทีอ่อนข้อต่อกันในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อสงครามได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานและมีผู้เสียชีวิตสะสมจำนวนมาก การกลับสู่โต๊ะเจรจาจึงมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงสำหรับผู้นำทั้งสองฝ่าย แม้ในทางเศรษฐกิจแล้วการยุติสงครามจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าก็ตาม

บทวิเคราะห์: "สั้น" ของทรัมป์ หมายถึงอะไรกันแน่

เมื่อพิจารณาจากบริบททั้งหมด คำว่า "สั้น" ที่ทรัมป์ใช้บรรยายการโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดจึงมีความหมายที่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง หากมองในมุมของตลาดการเงิน คำพูดนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จากราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลงเกือบจะในทันทีหลังการให้สัมภาษณ์ แต่หากมองในมุมของประชาชนอิหร่านที่สูญเสียคนในครอบครัวไปกับงานแต่งงานที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุข คำว่า "สั้น" คงไม่มีความหมายใด ๆ เลยต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ อิหร่านจะเลือกตอบโต้ในระดับใด และสหรัฐฯ จะยกระดับปฏิบัติการต่อไปตามที่ทรัมป์เคยขู่ไว้หรือไม่ หากทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าตอบโต้กันไปมาโดยไม่มีช่องทางเจรจาที่ชัดเจน ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อออกไปอีกหลายเดือนหรือหลายปีก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย และผู้ที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดก็ยังคงเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ความขัดแย้งเช่นเดิม

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการโจมตีอิหร่านในรอบนี้จะจบลงเร็วหรือช้าตามที่ทรัมป์คาดการณ์ไว้ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือราคาที่ต้องจ่ายไปแล้วนั้นสูงเกินกว่าจะเรียกว่า "สั้น" ได้อีกต่อไป ทั้งในแง่ของชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไป ความมั่นคงทางพลังงานของโลกที่สั่นคลอน และความไว้วางใจระหว่างประเทศที่ยิ่งถดถอยลงทุกครั้งที่มีการปะทะกันครั้งใหม่เกิดขึ้น

  • การโจมตีล่าสุดมุ่งเป้าไปที่เรดาร์และขีดความสามารถวางทุ่นระเบิดของอิหร่านตามแนวชายฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ
  • อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลยิงไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน โดยถูกสกัดกั้นส่วนใหญ่
  • เหตุโจมตีงานแต่งงานที่คูเฮสตักทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสี่ราย บาดเจ็บกว่า 60 ราย
  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ผันผวนขึ้นแตะ 97 ดอลลาร์ก่อนผ่อนคลายลงหลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์
  • ยอดผู้เสียชีวิตฝั่งอิหร่านสะสมตั้งแต่กุมภาพันธ์แตะระดับกว่า 3,500 ราย

ในระยะสั้น นักลงทุนและผู้ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางคงต้องจับตาดูว่าคำพูดของทรัมป์จะกลายเป็นความจริงหรือไม่ และการที่เขายืนยันว่าสหรัฐฯ "คุมช่องแคบฮอร์มุซได้" นั้นจะเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้จริงหรือเปล่า เพราะหากช่องแคบแห่งนี้ถูกปิดแม้เพียงชั่วคราว ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับทุกประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางนี้ รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ต้องการความช่วยเหลือ?
คลิกที่นี่