KVB Logo
首頁
產品
交易
市場洞察
活動
關於我們
imgimg
市場分析

ทรัมป์โต้ข่าวลือ พา Jensen Huang พร้อม CEO ใหญ่บุกจีน

Sirawit · 220.6K 閱讀

โดนัลด์ทรัมป์พา CEO ใหญ่บุกจีน

ทรัมป์โต้ข่าวลือ พา Jensen Huang พร้อม CEO ใหญ่บุกจีน

โดนัลด์ทรัมป์พา CEO ระดับโลกเดินทางไปจีน สะท้อนเกมการค้า เทคโนโลยี และการทูตเศรษฐกิจครั้งสำคัญของสองมหาอำนาจ

ข่าวการเดินทางของ โดนัลด์ทรัมป์ ไปยัง จีน กลายเป็นประเด็นที่ตลาดโลกจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการพบกันของผู้นำสองมหาอำนาจ แต่เพราะคณะเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก ทั้ง Nvidia, Tesla, Apple, BlackRock, Boeing, Cargill, Citigroup, Goldman Sachs, Micron และ Qualcomm รายชื่อเหล่านี้ไม่ใช่แค่กลุ่มนักธุรกิจ แต่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมสำคัญ ตั้งแต่ชิป AI รถยนต์ไฟฟ้า การเงิน การบิน เกษตร ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนโลก

จุดเริ่มต้นของกระแสข่าวมาจากโพสต์ของ โดนัลด์ทรัมป์ ที่ออกมาตอบโต้รายงานของ CNBC โดยระบุว่า Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ไม่ได้ถูกตัดออกจากคณะเดินทางไป จีน อย่างที่มีรายงาน แต่กำลังอยู่บน Air Force One แล้ว พร้อมย้ำว่านี่คือรายงานที่ไม่ถูกต้อง หรือในสไตล์การเมืองแบบทรัมป์ก็คือ “FAKE NEWS” ประโยคนี้อาจดูเป็นเพียงการตอบโต้สื่อ แต่ในเชิงการเมืองและตลาดทุน มันคือสัญญาณว่าทริปนี้มีเดิมพันสูงกว่าการเยือนทางการทูตทั่วไป

การเดินทางที่ไม่ใช่แค่พิธีการทางการทูต

โดยปกติ การเยือน จีน ของผู้นำสหรัฐฯ มักถูกตีความผ่านมุมการทูต ความมั่นคง และการค้า แต่ครั้งนี้ภาพที่ปรากฏชัดคือ โดนัลด์ทรัมป์ กำลังใช้คณะผู้บริหารระดับโลกเป็น “ทุนทางการเมือง” เพื่อกดดันและต่อรองกับปักกิ่งในเวลาเดียวกัน การพา CEO ไปพร้อมกันจำนวนมากทำให้โต๊ะเจรจาไม่ได้มีแค่รัฐบาลต่อรัฐบาล แต่มีภาคธุรกิจระดับโลกนั่งอยู่ในเงาเดียวกันด้วย

Reuters รายงานว่า โดนัลด์ทรัมป์ เดินทางไปปักกิ่งท่ามกลางความพยายามรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน โดยมี Jensen Huang จาก Nvidia เข้าร่วมในช่วงท้ายของการเดินทาง การมีชื่อของ Huang อยู่ในคณะถือว่าสำคัญมาก เพราะ Nvidia เป็นบริษัทที่อยู่ใจกลางการแข่งขันด้าน AI และชิปขั้นสูงระหว่างสองประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสภาวะโลกปกติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาดพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานยังเปราะบาง และสงครามเทคโนโลยียังไม่จบ การที่ โดนัลด์ทรัมป์ เลือกเดินทางไป จีน พร้อมกับผู้บริหารจากภาคเทคโนโลยี การเงิน และอุตสาหกรรม จึงเหมือนการบอกว่า “ดีลครั้งนี้ต้องมีผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้” ไม่ใช่เพียงภาพจับมือที่จบในข่าวค่ำ

ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ การพา CEO ขึ้นเครื่องไปด้วย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือการส่งสัญญาณว่า ธุรกิจและการทูตกำลังเดินเกมพร้อมกัน

Jensen Huang คือสัญลักษณ์ของสงครามชิป

หากรายชื่อผู้บริหารทั้งหมดเป็นวงออร์เคสตรา Jensen Huang ก็คือหนึ่งในนักดนตรีหลักที่ทำให้เสียงของทริปนี้ดังไปทั่วตลาดโลก เหตุผลไม่ซับซ้อน เพราะ Nvidia เป็นหัวใจของยุค AI และชิปของบริษัทนี้เป็นเหมือนน้ำมันดิบชนิดใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ใครเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงได้มากกว่า ก็มีโอกาสเดินหน้า AI ได้เร็วกว่า

สำหรับ จีน การเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ บริษัทเทคโนโลยีของ จีน ต้องการพลังประมวลผลเพื่อแข่งขันในโมเดล AI ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ และระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ขณะที่สหรัฐฯ กังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกใช้ในด้านความมั่นคงและการทหาร การที่ โดนัลด์ทรัมป์ มี Jensen Huang อยู่ในคณะจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นว่า “เชิญหรือไม่เชิญ” แต่เป็นคำถามว่าเรื่องชิปจะถูกวางไว้บนโต๊ะเจรจามากแค่ไหน

The Business Standard รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก Reuters ว่า Nvidia H200 ซึ่งเป็นชิปทรงพลังของบริษัท ยังไม่ได้ถูกขายให้ จีน เนื่องจากติดเงื่อนไขและการอนุญาตทั้งจากฝั่งสหรัฐฯ และจีน ขณะเดียวกันการเข้าร่วมทริปของ Huang ทำให้ตลาดจับตาว่า ประเด็นชิป H200 อาจเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการพบปะครั้งนี้

ตรงนี้สะท้อนความจริงที่น่าสนใจมาก สหรัฐฯ ต้องการควบคุมเทคโนโลยีสำคัญไม่ให้หลุดไปเสริมศักยภาพคู่แข่ง แต่บริษัทอเมริกันเองก็ต้องการรายได้จากตลาดขนาดใหญ่ของ จีน นี่คือความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา และ โดนัลด์ทรัมป์ กำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความมั่นคงของชาติ กับผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ

รายชื่อ CEO สะท้อนดีลหลายชั้น

รายชื่อที่ โดนัลด์ทรัมป์ กล่าวถึงในโพสต์มีความหมายมากกว่าการโชว์พลังของภาคเอกชน Elon Musk เชื่อมโยงกับ Tesla และ SpaceX ซึ่งมีทั้งธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ดาวเทียม และเทคโนโลยีอวกาศ Tim Cook จาก Apple คือสัญลักษณ์ของห่วงโซ่อุปทานที่ผูกพันกับ จีน อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ Larry Fink จาก BlackRock และ David Solomon จาก Goldman Sachs สื่อถึงตลาดทุน การลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามประเทศ

Anadolu Agency รายงานว่า โดนัลด์ทรัมป์ ระบุชื่อผู้บริหารหลายคนที่ร่วมเดินทางไป จีน รวมถึง Tim Cook, Larry Fink, Stephen Schwarzman, Kelly Ortberg, Brian Sikes, Jane Fraser, Larry Culp, David Solomon, Sanjay Mehrotra และ Cristiano Amon พร้อมบอกว่าเขาจะขอให้ประธานาธิบดี Xi Jinping “เปิดจีน” ให้ธุรกิจอเมริกันมากขึ้น

ถ้ามองเป็นรายอุตสาหกรรม ภาพจะยิ่งชัดขึ้น Boeing ต้องการตลาดเครื่องบินและการบินพาณิชย์ Cargill เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหาร Citigroup และ Goldman Sachs ต้องการบทบาทในตลาดการเงิน Micron และ Qualcomm อยู่ในสงครามเซมิคอนดักเตอร์ ส่วน Apple และ Tesla คือบริษัทที่มีทั้งฐานผลิต ตลาดผู้บริโภค และความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับ จีน ทริปนี้จึงไม่ใช่ดีลเดียว แต่เป็นแพ็กเกจของดีลหลายชั้นที่ถูกผูกเข้ากับการเมืองระดับมหาอำนาจ

“เปิดจีน” คือคำขอทางเศรษฐกิจหรือแรงกดดันทางการเมือง

คำว่า “เปิดจีน” ที่ โดนัลด์ทรัมป์ ใช้ในโพสต์ เป็นคำที่มีน้ำหนักมาก เพราะมันสามารถตีความได้หลายทาง ในมุมหนึ่งคือการเรียกร้องให้ จีน เปิดตลาดให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงได้มากขึ้น ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และเอื้อให้ภาคธุรกิจทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม แต่อีกมุมหนึ่ง คำนี้คือแรงกดดันทางการเมืองที่บอกว่า หากจีนต้องการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ราบรื่นขึ้น ก็ต้องให้พื้นที่แก่ทุนอเมริกันมากขึ้น

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สหรัฐฯ และ จีน มีข้อพิพาทเรื่องการเข้าถึงตลาด การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การอุดหนุนอุตสาหกรรม และมาตรการควบคุมเทคโนโลยีมายาวนาน แต่สิ่งที่ต่างออกไปในรอบนี้คือ โดนัลด์ทรัมป์ ไม่ได้เดินทางไปพร้อมนักการทูตเพียงอย่างเดียว เขาพาบริษัทที่มีผลประโยชน์โดยตรงเข้าไปในสมการด้วย

ในทางปฏิบัติ การ “เปิดจีน” อาจหมายถึงหลายเรื่อง เช่น การอนุมัติสินค้าเทคโนโลยี การลดอุปสรรคสำหรับบริษัทการเงิน การอนุมัติคำสั่งซื้อเครื่องบิน การปลดล็อกดีลเกษตร หรือการผ่อนคลายข้อจำกัดทางธุรกิจบางส่วน แต่ทุกข้อแลกเปลี่ยนย่อมมีต้นทุนทางการเมือง เพราะ จีน เองก็ไม่ต้องการถูกมองว่าเปิดตลาดภายใต้แรงกดดันจากวอชิงตัน

ดังนั้น คำขอของ โดนัลด์ทรัมป์ ต่อ Xi Jinping จึงเป็นทั้งข้อเสนอและการทดสอบในเวลาเดียวกัน หาก จีน ยอมขยับบางส่วน ตลาดอาจตีความว่าเป็นสัญญาณบวกต่อหุ้นเทคโนโลยี หุ้นอุตสาหกรรม และสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากการเจรจาไม่คืบหน้า ความคาดหวังที่ถูกสร้างขึ้นก่อนเดินทางก็อาจย้อนกลับมากดดันตลาดได้เช่นกัน

จีนยังเป็นตลาดที่บริษัทอเมริกันมองข้ามไม่ได้

แม้การเมืองสหรัฐฯ จะพูดถึงการลดการพึ่งพา จีน มาหลายปี แต่ความจริงคือบริษัทอเมริกันจำนวนมากยังมีรายได้ ฐานผลิต ซัพพลายเชน หรือโอกาสเติบโตที่เชื่อมกับ จีน โดยตรง Apple ยังผูกพันกับระบบการผลิตในเอเชีย Tesla มีโรงงานสำคัญในเซี่ยงไฮ้ Nvidia ต้องการตลาดสำหรับชิป AI และบริษัทการเงินก็ต้องการโอกาสจากตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

นี่คือเหตุผลที่การเดินทางของ โดนัลด์ทรัมป์ ครั้งนี้มีความย้อนแย้งแต่สมจริง สหรัฐฯ อาจต้องการจำกัดอิทธิพลของ จีน ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ธุรกิจอเมริกันจำนวนมากยังต้องการทำเงินจากตลาดจีนอยู่ดี ในโลกความจริง การเมืองกับธุรกิจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ บางครั้งการเมืองอยากแยก แต่ธุรกิจอยากเชื่อม

The Guardian รายงานก่อนหน้านี้ว่า การเดินทางของ โดนัลด์ทรัมป์ ไป จีน ถูกจับตาในบริบทของเทคโนโลยีและ AI โดยมีผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีระดับสูงร่วมคณะ และสะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันอำนาจทางเทคโนโลยีของตัวเองบนเวทีโลก

อย่างไรก็ตาม การมี Jensen Huang เข้าร่วมในภายหลังทำให้ภาพของทริปนี้เปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่ตลาดอาจมองว่าประเด็น Nvidia ไม่ได้อยู่ในศูนย์กลาง กลายเป็นว่าชิป AI อาจกลับมาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับนักลงทุน นี่คือจุดที่ต้องระวัง เพราะข่าวลักษณะนี้สามารถขับเคลื่อนหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ได้รวดเร็วมาก ทั้งในทางบวกและทางลบ

ตลาดทุนอ่านเกมนี้อย่างไร

ในมุมตลาดทุน การเดินทางของ โดนัลด์ทรัมป์ ไป จีน พร้อม CEO ระดับโลกสามารถสร้างผลกระทบได้หลายชั้น ชั้นแรกคือความคาดหวังต่อดีลการค้า หากมีสัญญาณว่าจีนจะเปิดตลาดให้สินค้าหรือบริการของสหรัฐฯ มากขึ้น หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องอาจได้รับแรงหนุนทันที โดยเฉพาะเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ การบิน เกษตร และการเงิน

ชั้นที่สองคือความเสี่ยงด้านนโยบาย หากการเจรจาเรื่องชิปหรือ AI มีความคืบหน้า นักลงทุนอาจมองว่า Nvidia, Micron และ Qualcomm ได้ประโยชน์ แต่ถ้าการเมืองในวอชิงตันมองว่าการผ่อนคลายมากเกินไปเป็นภัยต่อความมั่นคง หุ้นกลุ่มเดียวกันก็อาจเผชิญแรงขายจากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบได้เช่นกัน กล่าวอีกแบบคือ ตลาดไม่ได้ต้องการแค่ข่าวดี แต่ต้องการข่าวดีที่ไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ตามมา

ชั้นที่สามคือค่าเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ หากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน ดูผ่อนคลายลง ตลาดอาจเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลต่อดอลลาร์ ทองคำ น้ำมัน และตลาดหุ้นเอเชีย แต่ถ้าการเจรจาไม่เป็นไปตามคาด หรือมีถ้อยคำแข็งกร้าวหลังการพบปะ สินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมาได้รับแรงซื้อได้ทันที

สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงดูว่า โดนัลด์ทรัมป์ พูดอะไร แต่ต้องดูว่า จีน ตอบสนองอย่างไร และหลังจากภาพถ่ายกับคำแถลงจบลง จะมีรายละเอียดเชิงนโยบายอะไรตามมาหรือไม่ เพราะตลาดมักตื่นเต้นกับพาดหัวข่าวก่อน แล้วค่อยกลับมาตรวจบิลในรายละเอียดทีหลัง ซึ่งหลายครั้งรายละเอียดนี่แหละที่ทำให้กราฟกลับทิศแบบไม่เกรงใจสายไล่ราคา

การเมืองแบบทรัมป์: พาดหัวข่าวคือเครื่องมือต่อรอง

สไตล์ของ โดนัลด์ทรัมป์ คือการใช้พาดหัวข่าวเป็นพื้นที่ต่อรอง เขาไม่ได้สื่อสารเพียงกับประชาชนในประเทศ แต่สื่อสารกับตลาด คู่เจรจา และฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองไปพร้อมกัน การออกมาโต้ CNBC เรื่อง Jensen Huang จึงไม่ใช่แค่การแก้ข่าว แต่เป็นการย้ำว่าคณะเดินทางของเขามีผู้เล่นระดับสูงครบ และการเจรจากับ จีน ครั้งนี้มีน้ำหนักมากพอที่โลกธุรกิจต้องให้ความสำคัญ

ในทางหนึ่ง นี่คือการสร้างภาพความแข็งแกร่งว่าเขาสามารถพาผู้บริหารระดับโลกขึ้นเครื่องไปเจรจากับ จีน ได้ ในอีกทางหนึ่ง มันคือการสร้างแรงกดดันต่อ Xi Jinping เพราะเมื่อคณะเดินทางเต็มไปด้วย CEO ที่มีชื่อเสียงระดับโลก การปฏิเสธหรือไม่ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ก็อาจถูกตีความว่า จีน ไม่ต้องการเปิดตลาดหรือไม่ต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากพอ

แต่แน่นอนว่า จีน เองก็มีเกมของตัวเอง ปักกิ่งไม่ใช่ผู้เล่นที่ถูกกดดันง่าย ๆ และมักใช้เวลา ความนิ่ง และโครงสร้างนโยบายระยะยาวเป็นเครื่องมือต่อรอง หากสหรัฐฯ ใช้ CEO เป็นแรงกดดัน จีนก็สามารถใช้ขนาดตลาด กฎระเบียบ และความจำเป็นของบริษัทอเมริกันเป็นแต้มต่อได้เช่นกัน เกมนี้จึงไม่ใช่หมากรุกที่เดินฝ่ายเดียว แต่เป็นการต่อรองที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

ความหมายต่อสงครามเทคโนโลยีโลก

ประเด็นสำคัญที่สุดของทริปนี้อาจไม่ใช่จำนวนผู้บริหารที่ร่วมเดินทาง แต่คือทิศทางของสงครามเทคโนโลยีหลังจากนี้ หาก โดนัลด์ทรัมป์ และ จีน สามารถหาจุดสมดุลระหว่างการค้าและความมั่นคงได้ โลกอาจเห็นการผ่อนคลายบางส่วนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี แต่หากการเจรจาล้มเหลว ความตึงเครียดด้านชิป AI อาจยกระดับขึ้นอีกครั้ง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญคือ AI ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การเงิน การแพทย์ การผลิต การป้องกันประเทศ ไปจนถึงระบบข้อมูลของรัฐ การควบคุมชิป AI จึงเท่ากับการควบคุมความเร็วของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และนั่นทำให้ Nvidia, Micron และ Qualcomm ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทจดทะเบียน แต่เป็นหมากสำคัญในเกมอำนาจโลก

สำหรับ จีน การพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ มากเกินไปเป็นความเสี่ยงระยะยาว ดังนั้น แม้จะมีการเปิดตลาดหรือเจรจาซื้อขายบางส่วน ปักกิ่งก็ยังมีแรงจูงใจสูงที่จะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ส่วนสหรัฐฯ แม้ต้องการรักษาความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี แต่ก็ต้องระวังไม่ให้บริษัทของตัวเองเสียตลาดใหญ่จนกระทบรายได้และนวัตกรรมในระยะยาว

ทริปจีนของโดนัลด์ทรัมป์คือดีลเศรษฐกิจที่ซ่อนเกมอำนาจ

การเดินทางของ โดนัลด์ทรัมป์ ไป จีน พร้อมคณะ CEO ระดับโลกไม่ใช่เหตุการณ์ที่ควรมองเป็นเพียงข่าวการเมืองต่างประเทศ เพราะนี่คือจุดตัดของหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการค้า เทคโนโลยี ตลาดทุน ห่วงโซ่อุปทาน AI และความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ การมี Jensen Huang อยู่บน Air Force One ทำให้ประเด็นชิป AI กลายเป็นแกนสำคัญที่ตลาดต้องจับตา ขณะที่รายชื่อผู้บริหารจาก Apple, Tesla, BlackRock, Boeing, Goldman Sachs, Micron และ Qualcomm ทำให้ทริปนี้กลายเป็นเวทีรวมผลประโยชน์ของธุรกิจอเมริกันใน จีน

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ โดนัลด์ทรัมป์ จะสามารถเปลี่ยนภาพการเดินทางที่ดูยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงนโยบายได้หรือไม่ และ จีน จะยอม “เปิด” มากน้อยแค่ไหนในบริบทที่ตัวเองก็ต้องรักษาอำนาจต่อรองเช่นกัน หากมีความคืบหน้า ตลาดอาจตอบรับเชิงบวก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ การบิน และการเงิน แต่หากดีลไม่ชัดเจน ความคาดหวังที่สูงอาจกลายเป็นแรงกดดันย้อนกลับ

ในภาพใหญ่ ทริปนี้สะท้อนความจริงของโลกยุคใหม่ว่า การเมืองและธุรกิจแยกจากกันได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้นำประเทศไม่ได้เจรจาเพียงเรื่องพรมแดนหรือความมั่นคง แต่เจรจาเรื่องชิป ข้อมูล ตลาดทุน และโอกาสทางธุรกิจไปพร้อมกัน ขณะที่บริษัทเอกชนก็ไม่ได้เป็นแค่ผู้ตามนโยบายรัฐ แต่กลายเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทต่อการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น

ดังนั้น ข่าวโพสต์เดียวของ โดนัลด์ทรัมป์ ที่โต้ CNBC เรื่อง Jensen Huang อาจดูเหมือนดราม่าสื่อการเมือง แต่เบื้องหลังคือสัญญาณว่าการเดินทางไป จีน ครั้งนี้มีเดิมพันใหญ่กว่านั้นมาก มันคือการวัดกำลังระหว่างตลาดกับรัฐ ระหว่างผลประโยชน์ธุรกิจกับความมั่นคง และระหว่างความต้องการของสหรัฐฯ กับอำนาจต่อรองของจีน บนเวทีที่ทั้งโลกกำลังดูอยู่แบบไม่กะพริบตา

需要幫助?
點擊此處