

ราคาทองคำร่วงต่ำกว่า $4,000 ครั้งแรกในรอบ 7 เดือน
ราคาทองคำร่วง ทะลุ $4,000 ลงมาครั้งแรกในรอบ 7 เดือน — เกิดอะไรขึ้นกับ Safe Haven ที่โลกเคยไว้ใจ?

วันที่ 24–25 มิถุนายน 2026 จะถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดโลหะมีค่า เมื่อราคาทองคำร่วงทะลุผ่านแนวรับทางจิตวิทยาที่ $4,000 ต่อออนซ์ลงมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 นักลงทุนทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่า นี่คือสัญญาณเตือนหรือเพียงแค่การปรับฐานชั่วคราวในวัฏจักรขาขึ้นที่ยาวนานกว่าสามปี?
ราคาทองคำ Spot ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดที่ $3,960 ต่อออนซ์ในช่วงซื้อขายวันที่ 24 มิถุนายน ก่อนจะทรงตัวในแดนต่ำกว่า $4,000 ต่อมา ปิดที่ $3,990.30 ในเย็นวันเดียวกัน ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ก็ร่วงต่ำกว่า $60 ต่อออนซ์เช่นกัน ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025
บริบท: ทองคำมาจากที่ไหน ก่อนจะร่วงลงมาที่นี่
เพื่อให้เข้าใจขนาดของการปรับตัวนี้ ต้องย้อนดูจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ก่อน ทองคำแตะ All-Time High ที่ $5,608–5,589 ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2026 ขับเคลื่อนโดยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง นับตั้งแต่จุดสูงสุดนั้น ราคาทองคำร่วงสะสมมาแล้วกว่า 29% เมื่อเปรียบเทียบกับราคา ณ ขณะนี้
จุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้ราคาร่วงลงมาเป็นพิเศษคือรายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมที่ออกมาในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งแสดงตัวเลขการจ้างงานใหม่ 172,000 ตำแหน่ง — สูงกว่าประมาณการตลาดกว่าเท่าตัว ข้อมูลนี้ดับความหวังเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยและทำให้ราคาทองคำดิ่งลงกว่า 3.27% ในวันเดียว
ทำไม ราคาทองคำร่วง? สามแรงกดดันหลักที่ทำให้ทองแพ้ตลาด
การที่ราคาทองคำร่วงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลของสามปัจจัยที่มาบรรจบกันพร้อมกันในเวลาเดียว
1. เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย — ตลาดกลัวเฟดมากกว่ากลัวสงคราม
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของประธาน Kevin Warsh คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% แต่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังคงดื้อรั้น ข้อมูล Dot Plot ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสมาชิก FOMC จำนวน 9 ใน 18 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2026
ตลาดฟิวเจอร์สปัจจุบัน (CME FedWatch) กำลังตีราคาความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ราว 68% เพิ่มขึ้นจาก 29% เพียงสัปดาห์ก่อน ทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทน (Non-yielding Asset) ย่อมเสียเปรียบในสภาวะแบบนี้ เพราะต้นทุนเสียโอกาสของการถือทองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน ทรงตัวอยู่ที่บริเวณ 101.52 การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ทองคำซึ่งตีราคาเป็นดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่น ซึ่งกดดันอุปสงค์โดยตรง
2. ข้อตกลง U.S.-อิหร่าน ลด "War Premium" ที่เคยค้ำราคาทองไว้
ตลอดช่วงต้นปี 2026 ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจาก "War Premium" หรือมูลค่าส่วนเพิ่มที่ตลาดให้กับทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัยยามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
แต่เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศบน Truth Social ถึงกรอบข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงการยืนยันว่าจะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบ Hormuz และการปล่อยเงินทุนอิหร่านสำหรับการซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เท่านั้น ความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันลดลงทันที ราคาน้ำมันกลับมาสู่ระดับก่อนความขัดแย้ง และความคาดหวังเงินเฟ้อจากน้ำมันก็ลดลงตาม ซึ่งประเมินกันว่า War Premium ที่หายไปนี้คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของราคาทองที่ร่วงลงมา
3. ETF ไหลออก และอุปสงค์ชายขอบอ่อนแอก่อนที่การร่วงจะเริ่ม
สัญญาณอ่อนแอของอุปสงค์ปรากฏให้เห็นก่อนการร่วงครั้งนี้ กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกบันทึกเงินไหลออกสุทธิ $2 พันล้านในเดือนพฤษภาคม สินทรัพย์รวมลดลงสู่ $604 พันล้าน และปริมาณการถือครองลดลงสู่ 4,121 ตัน ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าผู้ซื้อ Marginal ไม่ยอมเข้ามาซื้อทองในระดับราคาสูงก่อนที่ราคาทองคำร่วงจะรุนแรงขึ้น
CPI สหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้น 4.2% เทียบรายปี โดยพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนมากกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นรายเดือน ตัวเลขนี้สนับสนุนให้ Fed คงนโยบายดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
แนวรับถัดไปอยู่ที่ไหน? ภาพรวมจากนักวิเคราะห์
ภายหลังราคาทองคำร่วงทะลุ $4,000 นักวิเคราะห์จากสถาบันต่างๆ มีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่น่าสนใจว่าแม้แต่ฝ่ายที่ระมัดระวังก็ยังไม่คาดว่าราคาจะต่ำกว่านี้อย่างถาวร
Tai Wong นักเทรดโลหะมีค่าอิสระ ระบุว่าทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ใต้ $3,900 ต่อออนซ์ และแม้การดิ่งลงอย่างรุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ตลาดอาจเผชิญกับช่วง "Consolidation" ยาวนานขณะที่ทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ที่ตลาดหันมาหาอีกต่อไปในระยะสั้น
ในส่วนของนักวิเคราะห์ ING ได้ปรับลดประมาณการลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าทองคำจะเฉลี่ยที่ $4,300 ต่อออนซ์ในไตรมาส 3 และ $4,600 ในไตรมาส 4 ลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ $4,850 และ $5,000 ตามลำดับ ขณะที่ Deutsche Bank ปรับลดเป้าหมายไตรมาส 4 เหลือ $4,800 จากเดิม $6,000
อย่างไรก็ตาม J.P. Morgan ยังคงคาดการณ์ระยะยาวที่ $6,000 ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 และ Wells Fargo ยังยึดมั่นกับเป้าหมาย $6,100–6,300 ที่ประกาศไว้ในเดือนมีนาคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่านี่คือการปรับฐาน ไม่ใช่การเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาว
ปัจจัยระยะยาวที่ยังหนุนทองคำ
แม้ราคาทองคำร่วงในระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำในอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยการซื้อสุทธิรวม 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นจาก 208 ตันในไตรมาส 4 ปี 2025
จีนโดดเด่นเป็นพิเศษ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เพิ่มการซื้อจากประมาณ 1 ตันต่อเดือนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 5 ตันในเดือนมีนาคมและ 8 ตันในเดือนเมษายน และนี่ยังคือตัวเลขที่รายงานอย่างเป็นทางการเท่านั้น ขณะที่การนำเข้าทองคำสุทธิของจีนอยู่ที่ 317 ตันในไตรมาสแรกของ 2026 เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการสร้างสำรองทองคำเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ
กัวเตมาลา อินโดนีเซีย และมาเลเซียก็ขยายการถือครองทองคำในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน บ่งชี้ว่า Trend การ Diversify สำรองออกจากดอลลาร์ยังดำเนินต่อเนื่อง
นักลงทุนไทยควรมองเรื่องนี้อย่างไร?
สำหรับนักลงทุนชาวไทย การที่ราคาทองคำร่วงครั้งนี้มีนัยทางปฏิบัติหลายประการ ประการแรก ราคาทองในประเทศที่อ้างอิงกับทองสากลมีแนวโน้มปรับตัวลงตาม แม้ว่าค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดราคาทองในประเทศ
ในบริบทของการลงทุน นี่คือจุดที่นักลงทุนต้องถามตัวเองว่า "ซื้อเพิ่มในจังหวะปรับฐาน" หรือ "รอดูทิศทางชัดขึ้นก่อน?" Peter Schiff นักลงทุนชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำมองว่าการร่วงครั้งนี้คือโอกาสซื้อก่อนที่เฟดจะเปลี่ยนนโยบาย อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์อีกฝั่งเตือนว่าหาก CPI เดือนมิถุนายน (รายงาน 14 กรกฎาคม) ออกมาร้อนกว่าคาด ราคาอาจดิ่งลงต่อได้อีก
ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาต่อไปคือรายงาน PCE (Personal Consumption Expenditures) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญที่สุด จะออกมาในสิ้นสัปดาห์นี้ ตามด้วยการประชุม FOMC ในวันที่ 28–29 กรกฎาคม ผลของทั้งสองเหตุการณ์นี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาทองคำร่วงหรือฟื้นตัวในระยะถัดไป
สรุป: จุดเปลี่ยนหรือแค่การพักหายใจ?
การที่ราคาทองคำร่วงต่ำกว่า $4,000 ครั้งนี้มีมิติที่ซับซ้อน กล่าวคือ ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวอย่างการซื้อของธนาคารกลาง การกระจายความเสี่ยงสำรองโลก และความกังวลระยะยาวเรื่องความน่าเชื่อถือทางการคลังของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงหนุน แต่ในระยะสั้น กลไกตลาดที่กลัวเฟดมากกว่ากลัวสงครามกำลังกดดันราคา
EBC Financial Group สรุปได้ตรงประเด็นว่า "ทองคำกำลังแพ้ในสมรภูมิ Fear Trade เพราะตลาดกลัวเฟดมากกว่าพาดหัวข่าวใดๆ ในตอนนี้" และนั่นคือแก่นสำคัญที่นักลงทุนต้องจำ — การตัดสินใจของเฟดในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดว่า $4,000 คือพื้นชั่วคราว หรือแค่สถานีแวะพักบนทางลงของราคาทองคำร่วง
