imgimg
市場分析

ทองคำทะลุแนวต้าน ทำผลงานดีที่สุดตั้งแต่กุมภาพันธ์

Sirawit · 58.3K 閱讀

ทองคำทะลุแนวต้าน สัปดาห์ดีที่สุดตั้งแต่กุมภาพันธ์ นักลงทุนที่หายไปอาจกำลังจะกลับมา

แท่งทองคำ

สัญญาทองคำล่วงหน้า (Gold Futures, GC=F) ปิดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยผลตอบแทนใกล้ 7% ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของราคาทองคำตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ตามรายงานของ Jared Blikre บรรณาธิการตลาดของ Yahoo Finance การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ทำให้ราคาทองคำกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day moving average) และทะลุแนวต้านของเทรนด์ขาลงที่ครอบงำราคาทองคำมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ประเด็นสำคัญคือ การที่ทองคำทะลุแนวต้านครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนักลงทุนกลุ่มที่เคยแห่เข้าซื้อทองคำในช่วงต้นปีได้ทยอยออกจากตลาดไปเกือบทั้งหมดแล้ว

วันพุธที่ผ่านมาคือวันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 4% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และดันราคาทองคำล่วงหน้าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ข้อมูลราคาล่าสุดจาก Yahoo Finance ระบุว่าทองคำซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4,399.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 100.10 ดอลลาร์ หรือ 2.33% ซึ่งสะท้อนว่าโมเมนตัมขาขึ้นยังคงดำเนินต่อเนื่อง

เงินทุน ETF ทองคำ ไหลออกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

สิ่งที่ทำให้การทะลุแนวต้านของทองคำครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ มันเกิดขึ้นหลังจากการถอนตัวของนักลงทุนครั้งใหญ่ ข้อมูลจาก Baird Strategas ระบุว่า ยอดรวมกระแสเงินทุนเข้า-ออกกองทุน ETF โลหะมีค่าแบบสะสม 125 วัน (rolling 125-day total) เคยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ราว 40,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่เมื่อถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวกลับพลิกลงมาอยู่ที่ระดับติดลบราว 20,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าเกิดการกลับตัวของกระแสเงินทุนมากกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึง 6 เดือน และเป็นระดับต่ำที่สุดเท่าที่มีการเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2015

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กระแสความนิยมในทองคำที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมกราคมไม่ได้เพียงแค่ชะลอตัวลง แต่เป็นการไหลออกจนเกือบหมดพอร์ตของนักลงทุนระยะสั้นกลุ่มนั้น ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จาก Standard Chartered อย่าง Suki Cooper เคยประเมินไว้ในเดือนมิถุนายนว่า มีทองคำในกองทุน ETF ราว 298 ตันที่ถือครองด้วยราคาต้นทุนสูงกว่าราคาตลาด ณ ขณะนั้นที่ระดับใกล้ 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันเพดานการฟื้นตัวของราคาทองคำในระยะสั้น เนื่องจากผู้ถือครองกลุ่มนี้ไม่ใช่นักลงทุนระยะยาว แต่เป็นนักเทรดที่รอจังหวะขายทำกำไรหรือลดขาดทุน

ใครกำลังกลับมาซื้อทองคำ หลังทองคำทะลุแนวต้าน

ขณะที่นักลงทุนฝั่งตะวันตกบางส่วนยังลังเล แต่มีสัญญาณว่าผู้ซื้อกลุ่มแรกกำลังไหลกลับเข้าตลาด กองทุน ETF ทองคำของจีนรายงานว่ามีเงินไหลเข้าต่อเนื่องถึง 14 วันซื้อขายติดต่อกัน โดยดูดซับเงินทุนรวมประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ในช่วงดังกล่าว สะท้อนความสนใจของนักลงทุนเอเชียที่กลับมาอีกครั้ง

ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงซื้อที่มั่นคงมาโดยตลอด ไม่ว่าราคาทองคำจะทะลุแนวต้านหรือปรับฐานลงก็ตาม จากผลสำรวจล่าสุดของสภาทองคำโลก (World Gold Council) พบว่า 89% ของผู้จัดการสำรองทุนคาดว่าปริมาณทองคำสำรองของทางการทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า และมีสัดส่วนที่เป็นสถิติใหม่ถึง 45% ที่ระบุว่าสถาบันของตนเองมีแผนจะซื้อทองคำเพิ่ม ตัวเลขนี้ตอกย้ำแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี คือธนาคารกลางในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์

โครงสร้างตลาดทองคำในปัจจุบันจึงอยู่ในจุดที่ค่อนข้างแตกต่างจากรอบขึ้นก่อนหน้า นั่นคือ ผู้ซื้อระยะยาวอย่างธนาคารกลางไม่ได้หายไปจากตลาดเลย ขณะที่กลุ่มเงินเร็ว (fast money) และนักลงทุน ETF ระยะสั้นเป็นกลุ่มที่ถอนตัวออกไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดแรงซื้อกลับเข้ามาได้ง่ายขึ้นหากทองคำทะลุแนวต้านและยืนราคาได้อย่างต่อเนื่อง

กองทุน CTA ยัง Short ทองคำอยู่ 9,000 ล้านดอลลาร์

อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเร่งให้ทองคำทะลุแนวต้านขึ้นไปได้อีก คือฝั่งของกองทุนเทรนด์ตามระบบ หรือ Commodity Trading Advisers (CTA) ซึ่งจากการประเมินของ Goldman Sachs ระบุว่ากองทุนกลุ่มนี้ยังคง Short ทองคำอยู่ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน หากราคาทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องตามสถานการณ์ที่ Goldman Sachs ระบุว่าเป็นภาพขาขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุด (strongest upside scenario) กองทุน CTA เหล่านี้อาจต้องพลิกสถานะจาก Short ไปเป็น Long มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ภายในเดือนข้างหน้า ซึ่งเท่ากับการกลับตัวของแรงซื้อ-ขายรวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นการยืนยันว่าจะมีแรงซื้อเกิดขึ้นจริงตามที่ประเมินไว้ แต่สื่อถึง "เชื้อเพลิง" ที่พร้อมจุดชนวนหากทองคำทะลุแนวต้านและราคายังคงไต่ระดับสูงขึ้นต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากโมเมนตัมขาขึ้นยังคงดำเนินต่อ กองทุนกลุ่มนี้อาจถูกบีบให้ต้องปิดสถานะ Short และซื้อกลับ (short covering) ซึ่งจะเป็นแรงหนุนราคาเพิ่มเติมนอกเหนือจากแรงซื้อของนักลงทุนทั่วไป

อุปสรรคสำคัญ: ตลาดพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง

แม้ภาพรวมของทองคำที่ทะลุแนวต้านจะดูสดใส แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญที่ต้องจับตา นั่นคือตลาดพันธบัตร เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนใด ๆ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับด้วยเงินเฟ้อ (inflation-adjusted yields) ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมเพิ่มความน่าสนใจของตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (Treasurys) และเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแบบไม่ปรับเงินเฟ้อ (nominal yields) สามารถปรับตัวสูงขึ้นไปพร้อม ๆ กับราคาทองคำได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ การก่อหนี้ของรัฐบาลที่สูงขึ้น หรือความไม่มั่นใจต่อค่าเงิน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดพันธบัตรยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าทองคำจะทะลุแนวต้านต่อไปได้อีกหรือไม่

โลหะเงินและทองแดงปรับตัวขึ้นพร้อมกัน

ทองคำไม่ได้เป็นโลหะมีค่าเพียงชนิดเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงนี้ ทั้งเงิน (Silver) และทองแดง (Copper) ก็ปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน โดยมีปัจจัยหนุนที่แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ทั้งแรงซื้อของนักลงทุน ข้อจำกัดด้านอุปทาน และการใช้จ่ายด้านอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความสนใจในกลุ่มโลหะโดยรวมกำลังฟื้นตัวขึ้นในภาพกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทองคำเพียงอย่างเดียว

ระดับราคาที่ต้องจับตา หลังทองคำทะลุแนวต้าน

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ทองคำจำเป็นต้องยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ และรักษาการทะลุแนวต้านของเทรนด์ขาลงที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้านแนวต้านถัดไปที่สำคัญคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day moving average) ซึ่งอยู่ที่ระดับใกล้ 4,500 ดอลลาร์ และถือเป็นระดับที่นักวิเคราะห์มองว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อทิศทางในระยะต่อไป

Todd Sohn นักกลยุทธ์ด้าน ETF จาก Baird Strategas ให้ความเห็นว่า กระแสเงินทุน ETF ที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะนี้ สื่อถึงระดับเกณฑ์ที่ต่ำสำหรับการเข้าถือสถานะซื้อทองคำในลักษณะทางเทคนิคระยะสั้น

คำกล่าวของ Todd Sohn สอดคล้องกับข้อมูลกระแสเงินทุนที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ นั่นคือ เมื่อกระแสเงินทุนไหลออกจนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ก็มีความเป็นไปได้สูงที่แรงขายจะเริ่มหมดลง และเปิดพื้นที่ให้ราคาทองคำตอบสนองต่อปัจจัยบวกอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น

ย้อนดูที่มา: ทำไมทองคำเคยหลุด 4,000 ดอลลาร์มาก่อน

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นว่าทำไมการที่ทองคำทะลุแนวต้านครั้งนี้จึงมีความหมาย จำเป็นต้องย้อนไปดูสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ราคาทองคำเคยหลุดลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 โดยสาเหตุหลักมาจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ภายใต้การนำของประธาน Kevin Warsh ที่ปรับมาใช้นโยบายแบบตึงตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านก็เป็นอีกปัจจัยที่จุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยไปในทิศทางที่ตึงตัวขึ้น และกดดันราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยให้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งทองคำและเงินปรับตัวลดลงราว 29% จากระดับสูงสุดในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนกรกฎาคม สถานการณ์เริ่มพลิกกลับ โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่ากองทุน ETF ทองคำทั่วโลกมีปริมาณทองคำเพิ่มขึ้น 23.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,965 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยุติสถานะไหลออกที่ต่อเนื่องมา 2 เดือน โดยกองทุนในยุโรปเป็นแรงหนุนหลักของการไหลเข้าครั้งนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ปูทางไปสู่การที่ทองคำทะลุแนวต้านในสัปดาห์นี้ เนื่องจากแรงขายจากกลุ่มที่ถือทองคำด้วยต้นทุนสูงเริ่มลดน้อยลง ประกอบกับแรงซื้อใหม่จากยุโรปและเอเชียที่ทยอยไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมาบรรจบกับแรงซื้อทางเทคนิคในสัปดาห์นี้ที่ผลักให้ราคาทองคำทะลุแนวต้านของเทรนด์ขาลงได้สำเร็จ

สรุปภาพรวมสถานการณ์ทองคำในขณะนี้

  • ทองคำทะลุแนวต้านของเทรนด์ขาลงที่ครอบงำราคามาตั้งแต่เดือนมีนาคม และกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน
  • เงินทุน ETF โลหะมีค่าไหลออกสุทธิมากกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ Baird Strategas
  • กองทุน ETF ทองคำของจีนมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 14 วันซื้อขาย รวมประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์
  • ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงซื้อระยะยาวที่มั่นคง โดย 45% ของผู้จัดการสำรองทุนวางแผนซื้อทองคำเพิ่มตามผลสำรวจของ World Gold Council
  • กองทุน CTA ยัง Short ทองคำอยู่ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของ Goldman Sachs ซึ่งอาจกลายเป็นแรงซื้อเพิ่มเติมหากราคายังคงปรับตัวขึ้น
  • ระดับที่ต้องจับตาคือ 4,000 ดอลลาร์ (แนวรับ) และ 4,500 ดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งเป็นแนวต้านถัดไป)

โดยสรุป การที่ทองคำทะลุแนวต้านในสัปดาห์นี้เกิดขึ้นจากปัจจัยสองด้านที่มาบรรจบกันในเวลาใกล้เคียง คือการที่แรงขายจากนักลงทุน ETF ระยะสั้นเริ่มหมดลงหลังไหลออกไปมากถึงระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ในขณะที่แรงซื้อระยะยาวจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความเป็นไปได้ที่กองทุน CTA อาจต้องปิดสถานะ Short ในอนาคต ทั้งหมดนี้ทำให้ทองคำทะลุแนวต้านกลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ ส่วนตลาดพันธบัตรและทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าโมเมนตัมขาขึ้นครั้งนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด

需要幫助?
點擊此處