imgimg
Phân tích thị trường

Nasdaq ร่วง นักลงทุนหวั่นทุ่มเงินมหาศาลไปกับ AI

Sirawit · 124.9K Lượt xem

Nasdaq ร่วง หวั่นการทุ่ม AI Spending มหาศาลก่อนประกาศงบไตรมาส 2 ของกลุ่มเทคยักษ์ใหญ่

ดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับตัวลงในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2026 หลังนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มชิปเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับAI Spending หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ในสัปดาห์ถัดไป ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters โดยผู้สื่อข่าว Sinéad Carew และ Ragini Mathur

ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในวันเดียวกัน โดยตัวถ่วงหลักมาจากดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีในตะกร้า S&P 500 ซึ่งปรับตัวลงถึง 0.88% และเป็นกลุ่มที่ทำผลงานแย่กว่าตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนในวอลล์สตรีทไว้ได้บ้าง แม้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังดำเนินต่อไป

Alphabet จุดชนวนความกังวลเรื่อง AI Spending

ต้นตอสำคัญของความผันผวนครั้งนี้มาจากการประกาศของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เมื่อคืนวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งเปิดเผยแผนปรับเพิ่มงบลงทุน หรือ capital expenditure สำหรับปี 2026 ครั้งใหญ่ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับขึ้นเป็นช่วง 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ที่ราว 188,000 ล้านดอลลาร์

ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา Alphabet มีการลงทุนด้านAI Spendingสูงถึง 44,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 101% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทยังระบุด้วยว่างบลงทุนในปี 2027 จะ "เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ต่อไปอีก ผลจากการลงทุนระดับนี้ทำให้กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ของ Alphabet ในไตรมาสดังกล่าวติดลบถึง 5,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพลิกกลับจากสถานะที่บริษัทมักสร้างกระแสเงินสดเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ

แม้รายได้รวมของ Alphabet ในไตรมาส 2 จะสูงถึง 119,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนและสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 117,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับธุรกิจคลาวด์ที่เติบโตถึง 82% แต่ราคาหุ้น Alphabet กลับร่วงลงในตลาดซื้อขายนอกเวลาเกือบ 5% เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับตัวเลขงบลงทุนมากกว่าผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

Bloomberg รายงานว่าแนวทางการให้ข้อมูลของ Alphabet ครั้งนี้ "จุดประกายความกังวลว่าบริษัทอาจละทิ้งวินัยทางการเงิน"

ทำไมนักลงทุนถึงอ่อนไหวกับตัวเลข AI Spending

หลังจากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นต่อเนื่องหลายปีจากความหวังเรื่องการเติบโตที่มาจาก AI นักลงทุนเริ่มกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความจำเป็นที่บริษัทเทคโนโลยีต้องทุ่มงบลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีทีท่าจะหยุด Peter Andersen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Andersen Capital Management ให้ความเห็นว่าความกังวลดังกล่าวสะท้อนคำถามพื้นฐานที่ตลาดยังไม่มีคำตอบชัดเจน นั่นคือผลตอบแทนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะคุ้มค่ากับเงินที่ทุ่มลงไปหรือไม่ และจะเห็นผลตอบแทนนั้นเมื่อใด

ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Alphabet เท่านั้น เพราะ Microsoft, Amazon และ Meta ต่างก็ปรับเพิ่มแนวทางการลงทุนด้าน AI ของตัวเองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยหากนำงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั้งสี่แห่งมารวมกัน คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 725,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 77% จากปี 2025 สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อครองความเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการลงทุนระดับนี้เป็นการเดิมพันที่จำเป็นเพื่อรักษาความได้เปรียบในสมรภูมิ AI แต่หลายฝ่ายก็เตือนว่าอาจสร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินสดและอัตรากำไรของบริษัทในระยะสั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นตอบสนองในทางลบทันทีที่มีการเปิดเผยตัวเลขงบลงทุนที่สูงกว่าคาด แม้ผลประกอบการโดยรวมจะออกมาดีก็ตาม

หุ้นกลุ่มชิปรับแรงกดดันหนักสุด

ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความกังวลเรื่องAI Spending เนื่องจากบริษัทผลิตชิปเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เมื่อนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนดังกล่าว หุ้นกลุ่มนี้จึงถูกเทขายออกมาอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ระบุว่าจำนวนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมีมากกว่าหุ้นที่ปรับตัวลงในสัดส่วน 1.32 ต่อ 1 โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์จำนวน 161 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 198 ตัว ส่วนที่ตลาด Nasdaq มีหุ้นปรับตัวขึ้น 2,174 ตัว และปรับตัวลง 2,718 ตัว โดยหุ้นที่ปรับตัวลงมีสัดส่วนมากกว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นที่ 1.25 ต่อ 1 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ทำจุดสูงสุดใหม่ 78 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 205 ตัว สะท้อนความกว้างของแรงเทขายที่ครอบคลุมหุ้นเทคโนโลยีในหลายกลุ่ม

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันดังกล่าวอยู่ที่ 15,030 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันที่ 18,220 ล้านหุ้น ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนบางส่วนยังคงรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจซื้อขายเพิ่มเติม โดยเฉพาะก่อนที่จะมีการรับรู้ผลประกอบการจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสัปดาห์ถัดไป

ปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันและภาคบริการ

ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขาย ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงกลับเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมไว้ได้บางส่วน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าคลี่คลาย

ข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยในวันศุกร์เดียวกันแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมในภาคบริการของสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup และวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้าม ภาคการผลิตกลับขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจนแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างภาคบริการและภาคการผลิต

ในด้านหุ้นรายตัว หุ้นของ SLB บริษัทให้บริการด้านแหล่งน้ำมัน ปรับตัวขึ้นกว่า 11% หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ นับเป็นหนึ่งในจุดสว่างของตลาดในวันที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีส่วนใหญ่ปรับตัวลง

สัปดาห์ชี้ชะตา งบไตรมาส 2 ของ Big Tech

สิ่งที่ตลาดจับตามองต่อจากนี้คือผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อีก 4 แห่ง ได้แก่ Microsoft, Amazon, Meta และ Apple ซึ่งมีกำหนดประกาศในสัปดาห์ถัดไป หลังจากที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถูกสั่นคลอนไปแล้วจากตัวเลขงบลงทุนของ Alphabet

นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับตัวเลขงบลงทุนด้านAI Spendingของแต่ละบริษัทไม่น้อยกว่าตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิ เนื่องจากตลาดต้องการประเมินว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะเดินหน้าลงทุนต่อในระดับเดียวกับ Alphabet หรือไม่ และจะสามารถควบคุมผลกระทบต่อกระแสเงินสดได้ดีเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันด้านการแข่งขันที่ทำให้ทุกบริษัทไม่สามารถชะลอการลงทุนได้ง่ายๆ

มุมมองต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับ Nasdaq ในครั้งนี้สะท้อนภาวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องAI Spending จากเดิมที่นักลงทุนมองว่าการลงทุนด้าน AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในเชิงบวกโดยตรง มาสู่ช่วงที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนของระดับการลงทุนดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขงบลงทุนแต่ละไตรมาสสูงขึ้นต่อเนื่องแบบไม่มีเพดานที่ชัดเจน

ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงยืนยันว่าความต้องการใช้บริการคลาวด์และประมวลผล AI ยังอยู่ในภาวะที่อุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังคงเร่งลงทุนต่อไปแม้จะต้องแบกรับภาระด้านกระแสเงินสดในระยะสั้น สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดหุ้นเทคโนโลยีในช่วงถัดไปมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวผันผวนตามข่าวสารเกี่ยวกับงบลงทุนของแต่ละบริษัทมากกว่าตัวเลขรายได้หรือกำไรตามปกติ

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนทางตรงหรือกองทุนที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ประเด็นเรื่อง AI Spending จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์ที่มีการประกาศผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech เนื่องจากความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มนี้มีน้ำหนักสูงต่อทิศทางโดยรวมของดัชนี Nasdaq และ S&P 500

Cần hỗ trợ?
Liên hệ tại đây