


ประโยคเดียวที่หลุดออกมาจากปากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวฟ็อกซ์นิวส์ เทรย์ ยิงสต์ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะเทือนไปทั่ววงการการทูตตะวันออกกลางภายในไม่กี่ชั่วโมง เหตุการณ์ ทรัมป์ขู่โอมาน ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะโอมานคือพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจาในภูมิภาคมาหลายทศวรรษ แต่ตอนนี้กลับถูกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่งว่า "ถ้าโอมานขวางทาง เราจะถล่มพวกเขาจนราบ"
คำพูดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นผลพวงจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดมานานหลายเดือน ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำสงครามกันมาต่อเนื่องกว่าห้าเดือนแล้ว และล่าสุดโอมานถูกรายงานว่ากำลังเดินหน้าเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บทความนี้จะพาไปสำรวจทุกมุมของเหตุการณ์ ทรัมป์ขู่โอมาน อย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาที่ไป ปฏิกิริยาของทุกฝ่าย ไปจนถึงผลกระทบที่อาจตามมาต่อเศรษฐกิจโลกและการเมืองภายในสหรัฐฯ เอง
ย้อนกลับไปดูบริบทให้ชัดเจนก่อนว่าทำไมเรื่อง ทรัมป์ขู่โอมาน ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ในชั่วข้ามคืน สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำสงครามกับอิหร่านมาตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง ช่องแคบแห่งนี้เคยเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของโลกต้องผ่าน ก่อนสงครามจะปะทุขึ้น แต่ปัจจุบันปริมาณเรือที่ผ่านเส้นทางนี้ลดลงอย่างมาก จากที่เคยมีเรือผ่านมากกว่า 120 ลำต่อวัน เหลือไม่ถึง 100 ลำต่อสัปดาห์เท่านั้น
ทั้งสองฝ่ายเคยมีข้อตกลงชั่วคราวหรือบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระยะเวลา 60 วัน ที่ลงนามกันเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ข้อตกลงนี้หมดอายุลงพอดีในวันที่ 17 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทรัมป์ออกมาขู่โอมาน สถานการณ์จึงยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีกขั้น เพราะไม่มีกรอบการเจรจาอย่างเป็นทางการเหลืออยู่แล้ว ขณะเดียวกันทรัมป์ก็เรียกร้องให้อิหร่าน "ชูธงขาวยอมแพ้" ในการให้สัมภาษณ์ครั้งเดียวกัน พร้อมยืนยันว่าฝ่ายบริหารของเขาได้ติดต่อสื่อสารโดยตรงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านแล้ว โดยกล่าวถึงอิหร่านว่า "พวกเขาเล่นโป๊กเกอร์เก่ง แต่กำลังจะตาย"
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือบทบาทของโอมานเอง ประเทศเล็กๆ ในคาบสมุทรอาระเบียแห่งนี้มีสถานะพิเศษในภูมิภาคมาตลอด เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านไปพร้อมกัน โอมานเคยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจาในหลายวิกฤตการณ์ของภูมิภาคมาก่อน รวมถึงการเจรจานิวเคลียร์อิหร่านในอดีต แต่ล่าสุดมีรายงานว่าโอมานกำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อจัดทำปฏิญญาทางทะเลร่วมกัน โดยมีแนวคิดเรื่องการเก็บค่าผ่านทางเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นทางออกที่ทำให้การเดินเรือกลับมาเป็นปกติได้บางส่วน โดยไม่ต้องรอให้สงครามยุติอย่างเป็นทางการ
สำหรับสหรัฐฯ แนวทางนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะเท่ากับว่าอิหร่านจะมีอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือในทางปฏิบัติ แม้จะอยู่ภายใต้การปิดล้อมของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดกรณี ทรัมป์ขู่โอมาน ขึ้นมา เพราะในมุมมองของทำเนียบขาว การที่พันธมิตรอย่างโอมานเอนเอียงไปเจรจากับอิหร่านโดยตรง ไม่ต่างจากการทรยศหลักการที่สหรัฐฯ ยืนกรานมาตลอดว่าต้องควบคุมช่องแคบนี้ไว้ให้ได้ ทรัมป์ถึงกับเคยประกาศเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่าจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านตอบโต้ทันทีว่าน่านน้ำแห่งนี้ "จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป"
"ถ้าโอมานขวางทาง เราจะถล่มพวกเขาจนราบ" — โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ วันที่ 17 สิงหาคม 2026
ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่โอมานในลักษณะนี้ ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทรัมป์เคยกล่าวไว้แล้วว่า "โอมานต้องทำตัวเหมือนคนอื่นๆ ไม่งั้นเราจะต้องระเบิดพวกเขา" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้สะสมมานานพอสมควร และไม่ได้เพิ่งปะทุขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่การย้ำคำขู่ครั้งล่าสุดในช่วงที่ MoU หมดอายุพอดี ยิ่งทำให้สถานการณ์ ทรัมป์ขู่โอมาน กลายเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ฝั่งอิหร่านตอบโต้ผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ อิสมาอิล บาเกอี ที่ระบุว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต่างสรุปตรงกันแล้วว่า "สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่ไม่น่าเชื่อถือและไว้วางใจไม่ได้" ถ้อยแถลงนี้สะท้อนความรู้สึกของหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่มองว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ขาดความสม่ำเสมอ และพร้อมจะใช้ท่าทีข่มขู่กับพันธมิตรของตัวเองเมื่อไม่พอใจ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ก็ออกมาระบุอย่างระมัดระวังว่า "เรายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะกลับมาเจรจาอีกครั้ง" ซึ่งเป็นการทิ้งท้ายให้เห็นว่าอิหร่านเองก็ยังไม่รีบร้อนที่จะยอมตามข้อเรียกร้องของทรัมป์
ด้านโอมานเองยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างเป็นทางการต่อคำขู่ครั้งนี้โดยตรง แต่แหล่งข่าวทางการทูตในภูมิภาคระบุว่ารัฐบาลโอมานรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย ทั้งจากสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ และจากอิหร่านที่เป็นเพื่อนบ้านซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้าและวัฒนธรรมใกล้ชิดกันมานาน การที่ ทรัมป์ขู่โอมาน อย่างเปิดเผยเช่นนี้ อาจทำให้โอมานต้องทบทวนบทบาทของตัวเองในฐานะคนกลางของภูมิภาคอีกครั้ง เพราะการถูกขู่โดยพันธมิตรที่ตัวเองพยายามช่วยประสานงานให้ ย่อมเป็นเรื่องที่ยากจะรับได้ในทางการทูต
หากจะเข้าใจว่าทำไมเรื่อง ทรัมป์ขู่โอมาน ถึงส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงตลาดพลังงานโลก ต้องเข้าใจความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซก่อน ช่องแคบแห่งนี้เป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนสงครามจะปะทุขึ้น น้ำมันดิบเกือบหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวในพื้นที่นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและความมั่นคงทางพลังงานของหลายประเทศ
เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณเรือขนส่งที่ผ่านเส้นทางนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยมีเรือผ่านมากกว่า 120 ลำต่อวันในช่วงก่อนสงคราม เหลือเพียงไม่ถึง 100 ลำต่อสัปดาห์ในปัจจุบัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการค้าพลังงานในภูมิภาคได้รับผลกระทบหนักเพียงใด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างพยายามช่วงชิงการควบคุมเส้นทางนี้อย่างเต็มที่ ฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงรักษาการปิดล้อมทางทหารเอาไว้ ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ก็ออกมาขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ "รุนแรง" ต่อโอมาน และมาตรการคว่ำบาตรแบบ "ไม่เคยมีมาก่อน" ต่ออิหร่านเพิ่มเติม หากทั้งสองประเทศเดินหน้าทำข้อตกลงกันจริง
ในทางกลับกัน หากข้อเสนอเรื่องการเก็บค่าผ่านทางเรือระหว่างอิหร่านกับโอมานเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกติกาครั้งใหญ่ในภูมิภาค เพราะเท่ากับว่าอิหร่านสามารถหารายได้จากช่องแคบที่ตัวเองปิดล้อมอยู่ได้ทางอ้อม ในขณะที่การเดินเรือพาณิชย์ก็จะกลับมาดำเนินการได้บางส่วน ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม แต่กลับเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์และอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ในสายตาของทรัมป์ นี่คือจุดที่ทำให้กรณี ทรัมป์ขู่โอมาน ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ใครมาแทรกแซงเกมอำนาจของตัวเองในภูมิภาคนี้
อีกมุมหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือบริบททางการเมืองภายในของสหรัฐฯ เอง เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้ามาในเดือนพฤศจิกายน นักวิเคราะห์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อทั้งอิหร่านและโอมานอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเมือง เพื่อแสดงภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาดและไม่ยอมอ่อนข้อให้ศัตรู ท่ามกลางความกดดันจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าห้าเดือนโดยยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ
แต่ที่น่าสนใจคือทรัมป์เองกลับปฏิเสธว่าไม่ได้รีบร้อนเรื่องกรอบเวลา โดยกล่าวในบทสัมภาษณ์เดียวกันว่า "ผมไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน ... ผมไม่ได้รีบ" ซึ่งดูจะขัดแย้งกับน้ำเสียงที่ดุดันของคำขู่ต่อโอมาน นี่อาจเป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการแสดงพลังกับการเปิดช่องให้มีการเจรจาต่อไปได้ในอนาคต แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คำขู่ที่ชัดเจนขนาดนี้ต่อพันธมิตรอย่างโอมาน ย่อมสร้างความไม่แน่นอนให้กับพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคด้วยเช่นกัน ว่าพวกเขาจะเป็นรายต่อไปที่ถูกขู่เช่นนี้หรือไม่ หากมีท่าทีที่ไม่ตรงกับความต้องการของทำเนียบขาว
เมื่อพิจารณาจากมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรณี ทรัมป์ขู่โอมาน ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ภาษาทางการทูตแบบ "ไม่มีการทูต" ซึ่งเป็นสไตล์ที่ทรัมป์ใช้มาตลอดในการบริหารนโยบายต่างประเทศ การขู่จะ "ถล่มจนราบ" พันธมิตรที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจามานานหลายทศวรรษ ไม่เพียงแต่จะทำลายความไว้วางใจระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณไปถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วยว่าการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ไม่ได้รับประกันความปลอดภัยจากแรงกดดันทางการทหารเสมอไป
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือปฏิกิริยาของโอมานเองว่าจะยอมถอยจากการเจรจากับอิหร่านหรือไม่ หรือจะยืนหยัดเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจคำขู่จากวอชิงตัน หากโอมานเลือกที่จะเดินหน้าทำข้อตกลงกับอิหร่านต่อไป สถานการณ์ในภูมิภาคอาจตึงเครียดขึ้นอีกขั้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่ไม่มีใครต้องการ ในทางกลับกัน หากโอมานยอมถอยเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็อาจทำให้บทบาทคนกลางที่โอมานสั่งสมมานานเสียหาย เพราะจะถูกมองว่าไม่มีความเป็นอิสระทางการทูตอย่างแท้จริง
ในระยะสั้น ประเด็น ทรัมป์ขู่โอมาน จะยังคงเป็นข่าวที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ตลาดพลังงานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทุกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซล้วนมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากสถานการณ์บานปลายจนเกิดการเผชิญหน้าทางทหารจริง ราคาพลังงานอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง
ในระยะยาว คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากเหตุการณ์นี้ หากท่าทีข่มขู่กลายเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อไป ประเทศพันธมิตรขนาดเล็กอย่างโอมานอาจต้องเริ่มมองหาทางเลือกอื่นในการรักษาความมั่นคงของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เหตุการณ์ ทรัมป์ขู่โอมาน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่ได้มีเพียงมิติทางทหารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองภายในของสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางการทูตที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ คำขู่ที่ดูเหมือนเป็นเพียงถ้อยแถลงในรายการโทรทัศน์ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำหนดทิศทางของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ต่อไปอีกหลายปี ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือโลกกำลังจับตาดูว่าโอมานจะตอบสนองต่อแรงกดดันครั้งนี้อย่างไร และสหรัฐฯ จะเดินหน้านโยบายต่อช่องแคบฮอร์มุซในทิศทางใดต่อจากนี้