imgimg
Phân tích thị trường

Bitcoin Debasement Trade: บทใหม่หลัง Bessent เคลื่อนไหว

Sirawit · 2.7K Lượt xem

Bitcoin Debasement Trade ร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ Bessent เขย่ากระดานการเงินโลก

Bitcoin Debasement Trade

สัปดาห์ของวันที่ 21 สิงหาคม 2026 อาจถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อราคา บิทคอยน์ พุ่งขึ้นเกือบ 23% ภายในเวลาไม่ถึงเจ็ดวัน ทำสถิติสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบกว่าสามปี ท่ามกลางสภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังพูดถึงคำเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ Bitcoin Debasement Trade แนวคิดที่มองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเสื่อมค่าของสกุลเงินหลักของโลก และครั้งนี้ตัวจุดชนวนไม่ใช่ใครอื่น แต่คือรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ที่เพิ่งประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าวสั้น ๆ ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันกำลังเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนสถาบันมองบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงมหภาค บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของเรื่องนี้ ตั้งแต่สิ่งที่เบสเซนต์ทำจริง ๆ ไปจนถึงตัวเลขที่นักวิเคราะห์นำมาเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ตลาดย้อนหลังกว่าทศวรรษ

เบสเซนต์ทำอะไร และทำไมตลาดถึงสั่นสะเทือน

จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในวันพุธ เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของสก็อตต์ เบสเซนต์ ประกาศว่าจะ เพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นอย่างน้อยสองเท่า จากเดิมราว 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีร่วงลงทันที 9 basis point ในวันเดียว

ในทางเทคนิค การซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นเครื่องมือที่ทำให้รัฐบาลสามารถกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลงได้ โดยไม่ต้องขยายปริมาณเงินในระบบโดยตรงเหมือนการทำ QE แบบดั้งเดิม แต่ตลาดกลับตีความสัญญาณนี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ รัฐบาลกำลังพยายามควบคุมต้นทุนการกู้ยืมของตัวเองในภาวะที่หนี้สาธารณะพองตัวขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดพันธบัตรมากขึ้น เงินทุนก็เริ่มไหลไปหาสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดอย่างทองคำและบิทคอยน์ นี่คือจุดที่คำว่า Bitcoin Debasement Trade ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในวงกว้าง

"เมื่อคุณพูดถึงการที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมสิ่งต่าง ๆ แบบนี้ สุดท้ายเงินก็จะไหลไปหาสินทรัพย์อย่างบิทคอยน์" — Zack Guzman ผู้ก่อตั้ง Coinage

คำพูดของ Guzman สะท้อนมุมมองที่นักลงทุนสาย crypto ยึดถือมานาน นั่นคือทุกครั้งที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อจัดการปัญหาหนี้หรือสภาพคล่อง จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่มองว่านั่นคือสัญญาณของการลดค่าเงินในระยะยาว และเลือกที่จะย้ายความมั่งคั่งบางส่วนไปไว้ในสินทรัพย์ที่ไม่มีใครพิมพ์เพิ่มได้ตามใจชอบ

ทำไมสัปดาห์นี้ถึงแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์ตื่นเต้นไม่ใช่แค่ตัวเลข 23% ที่บิทคอยน์ทำได้ แต่คือบริบทที่มันเกิดขึ้น เพราะในสัปดาห์เดียวกันนั้น ดัชนี S&P 500 กลับปรับตัวลดลง 1.4% ทองคำพุ่งขึ้น 5.2% ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง 0.8% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1 basis point

นักวิเคราะห์ได้ย้อนดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา และพบสัปดาห์ที่มีเงื่อนไขคล้ายกันนี้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือทุกครั้งก่อนหน้านี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวลดลงเสมอเมื่อบิทคอยน์ทำผลงานได้ดีในลักษณะนี้ แต่สัปดาห์นี้กลับเป็นครั้งแรกที่บิทคอยน์พุ่งขึ้นแรงท่ามกลางอัตราผลตอบแทนที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งค่ามัธยฐาน (median) ของผลตอบแทนในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอดีตอยู่ที่เพียง 2% เท่านั้น เทียบกับ 23% ในครั้งนี้

อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือค่าสหสัมพันธ์ (correlation) ระหว่างบิทคอยน์กับหุ้นในรอบ 20 วัน ที่ร่วงจาก 0.43 ลงมาเกือบเป็นศูนย์ ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างบิทคอยน์กับทองคำกลับไต่ขึ้นไปเกิน 0.5 นั่นหมายความว่าในช่วงเวลานี้ บิทคอยน์กำลังทำตัวเหมือน "ทองคำดิจิทัล" มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นตามปกติ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หนุนเรื่องเล่าของ Bitcoin Debasement Trade ได้อย่างชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี

Short Squeeze ที่ทำให้ราคาพุ่งแรงกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากปัจจัยเชิงมหภาคแล้ว กลไกตลาดในระดับจุลภาคก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นรุนแรงกว่าปกติ ก่อนหน้านี้ราคาบิทคอยน์เคลื่อนไหวติดอยู่ในกรอบ 62,000-67,000 ดอลลาร์มานานหลายสัปดาห์ นักเทรดจำนวนมากจึงเปิดสถานะขาย (short) โดยเชื่อว่าราคาจะไม่ทะลุแนวต้านนี้ไปได้ง่าย ๆ

แต่เมื่อกระทรวงการคลังประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตรในวันพุธ ราคาบิทคอยน์ก็ทะลุกรอบ 67,000 ดอลลาร์ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว บังคับให้นักเทรดที่ถือสถานะขายต้องรีบปิดสถานะด้วยการซื้อกลับ ซึ่งยิ่งเป็นการเติมแรงซื้อเข้าไปในตลาดซ้ำอีกชั้นหนึ่ง ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่ามีการ liquidation ของสถานะขาลงมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยในบางช่วงมีการปิดสถานะมูลค่ากว่า 700 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที

  • ราคาบิทคอยน์ไต่จากระดับต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ขึ้นไปแตะกว่า 77,000 ดอลลาร์ภายในวันศุกร์
  • สถานะขาย (short) รวมมูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิดในสัปดาห์เดียว
  • ETF สปอตบิทคอยน์ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิราว 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม

ปรากฏการณ์ short squeeze ในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่มักเกิดร่วมกับกระแส Bitcoin Debasement Trade เสมอ เพราะเมื่อความเชื่อเรื่องการลดค่าเงินแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว นักเทรดที่ตั้งรับผิดทางจะกลายเป็นแรงส่งเสริมให้แนวโน้มขาขึ้นยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก

เสียงจากนักวิเคราะห์: ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

เฟลิกซ์ ฌอแวง (Felix Jauvin) จาก Blockworks ให้ความเห็นว่าสัญญาณเชิงผ่อนคลาย (dovish) จากฝั่งนโยบายการคลังกำลังทยอยปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเขาชี้ว่าภาระการก่อหนี้ของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ทางการต้องพยายามควบคุมระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ให้สูงเกินไป

ขณะที่ แมตต์ เมนา (Matt Mena) นักกลยุทธ์จาก 21Shares มองว่าความคาดหวังของตลาดที่เชื่อว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนตัวลงในระยะข้างหน้า เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดอย่างบิทคอยน์มากขึ้น เขาย้ำว่าจุดแข็งของบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ที่มีเพดานอุปทานตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ กำลังกลายเป็นจุดขายที่ทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่นโยบายการคลังทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัว

ปัจจัยการเมือง: ทรัมป์และกฎหมายคริปโทที่รออยู่

อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามในสมการนี้คือบทบาทของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งผ่านกฎหมายที่เป็นมิตรต่อคริปโทเคอร์เรนซีมาโดยตลอด และตัวเขาเองก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ไม่น้อย เนื่องจากมีรายงานว่าเขาทำรายได้จากธุรกิจคริปโทของตัวเองไปแล้วเกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

การผสมผสานระหว่างนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายลง แรงสนับสนุนทางการเมืองต่อคริปโทเคอร์เรนซี และกระแส Bitcoin Debasement Trade ที่กำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าเรากำลังเข้าสู่วัฏจักรใหม่ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกโยงกับนโยบายรัฐมากกว่าที่เคยเป็นมาหรือไม่

มองต่างมุม: ความเสี่ยงที่ยังต้องระวัง

แม้เรื่องเล่าของ Bitcoin Debasement Trade จะฟังดูน่าสนใจและมีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แต่นักลงทุนก็ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความผันผวนระดับนี้ การพุ่งขึ้นของราคาที่ขับเคลื่อนด้วย short squeeze บางส่วนนั้นมีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลไกมากกว่าการไหลเข้าของเงินทุนระยะยาวล้วน ๆ ซึ่งหมายความว่าเมื่อแรงบีบสถานะขายหมดลง ความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างบิทคอยน์กับทองคำที่เพิ่งเพิ่มขึ้นอาจเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวร
  2. นโยบายการซื้อคืนพันธบัตรอาจถูกปรับเปลี่ยนหรือชะลอได้ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งจะกระทบต่อเรื่องเล่านี้โดยตรง
  3. ตลาดคริปโทยังคงมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิมมาก การใช้ Bitcoin Debasement Trade เป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจลงทุนจึงมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

นักลงทุนที่สนใจติดตามกระแสนี้ควรแยกแยะระหว่าง "เรื่องเล่าที่น่าสนใจ" กับ "ปัจจัยพื้นฐานที่ยั่งยืน" ให้ชัดเจน เพราะตลาดการเงินมักมีช่วงเวลาที่เรื่องเล่าวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานอยู่เสมอ

ความหมายต่อนักลงทุนไทยและทิศทางที่ควรจับตา

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดคริปโทเคอร์เรนซี เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านโยบายการคลังของสหรัฐฯ มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด การเข้าใจกลไกเบื้องหลัง Bitcoin Debasement Trade จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการทำความเข้าใจภาพใหญ่ของระบบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือทิศทางการดำเนินนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ว่าจะยังคงเดินหน้าซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวในระดับนี้ต่อไปหรือไม่ รวมถึงตัวเลขเงินไหลเข้า ETF บิทคอยน์ในสัปดาห์ถัดไปว่าจะยังคงแข็งแกร่งอยู่หรือเริ่มชะลอตัวลง เพราะทั้งสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากระแส Bitcoin Debasement Trade ครั้งนี้จะกลายเป็นแนวโน้มระยะยาว หรือเป็นเพียงพลุที่จุดติดแล้วก็ดับลงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือสัปดาห์นี้ได้เขียนบทใหม่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และคำว่า Bitcoin Debasement Trade ก็กลายเป็นวลีที่นักลงทุนทั่วโลกจะต้องจดจำและติดตามต่อไปในอีกหลายเดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน

Cần hỗ trợ?
Liên hệ tại đây