imgimg
Phân tích thị trường

เฟด Jackson Hole 2026: วอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

Sirawit · 73.4K Lượt xem

เฟด Jackson Hole 2026: เมื่อประธานเฟดคนใหม่เลือกเดินเกมแข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาด

ภาพบรรยากาศการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจ Jackson Hole ท่ามกลางภูเขาในรัฐไวโอมิง

ทุกปีในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เมืองเล็ก ๆ ในรัฐไวโอมิงที่ชื่อ Jackson Hole จะกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก เพราะนี่คือสถานที่จัดงานสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแคนซัสซิตี ที่รวบรวมผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายการเงิน และปีนี้ก็ไม่ต่างจากทุกปี เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ เฟด Jackson Hole 2026 กลายเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือการปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐของ เควิน วอร์ช ผู้ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งร้อยวัน

การกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานของวอร์ชเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมตามธรรมเนียมของผู้นำคนใหม่ แต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินต้องคิดใหม่เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพราะแทนที่จะใช้โอกาสนี้สร้างความมั่นใจให้ตลาดด้วยท่าทีประนีประนอม วอร์ชกลับเลือกที่จะพูดตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ

สุนทรพจน์แรกที่ไม่มีการประนีประนอม

สิ่งที่ทำให้เวที เฟด Jackson Hole ปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ๆ คือน้ำเสียงของประธานเฟดคนใหม่ที่ฟังดูจริงจังกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ วอร์ชกล่าวในสุนทรพจน์ว่า "เราต้องมั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่เป้าหมายของเราอย่างชัดเจนและด้วยความเร็วที่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นเรายังมีงานต้องทำ" ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติมันคือสัญญาณที่ตลาดตีความทันทีว่าเฟดยังไม่พร้อมที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วเกินไป

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือคำกล่าวของวอร์ชที่ระบุว่า

"ความรับผิดชอบต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่องมาถึง 65 เดือน ตกอยู่ที่ธนาคารกลางโดยตรง"

คำพูดนี้ถือเป็นการยอมรับความผิดพลาดของเฟดในอดีตอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นบ่อยนักจากผู้นำธนาคารกลางที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน และยังสะท้อนให้เห็นว่าวอร์ชต้องการวางรากฐานความน่าเชื่อถือใหม่ให้กับองค์กรที่เขาเพิ่งเข้ามาบริหาร

 

วอร์ชยังยืนยันว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ตามดัชนี PCE ยังคงเป็นเป้าหมายที่ตายตัวและไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ตัวเลขจริงในปัจจุบันจะยังห่างไกลจากเป้าหมายนี้มากก็ตาม โดยข้อมูลล่าสุดที่ถูกอ้างอิงในการประชุม เฟด Jackson Hole ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อ PCE อยู่ที่ 3.7% ในรอบ 12 เดือน และสูงถึง 4.1% เมื่อวัดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเหล่านี้คือหลักฐานชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลงอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

เงินเฟ้อที่ "กว้างและดื้อยา" ตามคำนิยามของวอร์ช

ในการอธิบายสถานการณ์เงินเฟ้อ วอร์ชใช้คำว่า "broad and stubborn" หรือ "กว้างและดื้อยา" เพื่อสื่อว่าปัญหานี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะสินค้าบางประเภทเท่านั้น แต่แผ่ขยายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเขาระบุว่าสินค้าและบริการที่ถูกติดตามมากกว่าครึ่งหนึ่งมีราคาปรับขึ้นมากกว่า 3% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลนี้สำคัญมากสำหรับการทำความเข้าใจทิศทางของ เฟด Jackson Hole เพราะมันหมายความว่าเงินเฟ้อจะไม่มีทางกลับสู่เป้าหมาย 2% ได้เองตามธรรมชาติ หากไม่มีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเพิ่มเติม นี่คือจุดที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มปรับมุมมองใหม่ว่าเฟดภายใต้การนำของวอร์ชอาจมีแนวทางที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้

ทำไมตลาดถึงตีความว่านี่คือสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

แม้วอร์ชจะไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน แต่ท่าทีโดยรวมของเขาในเวที เฟด Jackson Hole ทำให้ตลาดปรับมุมมองไปในทิศทางนั้น รายงานจากสำนักข่าวหลายแห่งระบุตรงกันว่าคำพูดของวอร์ชสร้างแรงกดดันให้เฟดต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 กันยายน โดยตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคที่จะประกาศในวันที่ 11 กันยายน จะเป็นข้อมูลชี้ขาดสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้

อดัม โพเซน ประธานสถาบันปีเตอร์สัน ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า

"คุณกำลังตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า หากคุณไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน คนอาจตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น"

คำเตือนนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือที่วอร์ชกำลังเผชิญอยู่ เพราะเมื่อเขาส่งสัญญาณแข็งกร้าวออกไปแล้ว หากเฟดไม่ทำตามที่ตลาดคาดหวัง อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวประธานคนใหม่ได้ทันที

 

อย่างไรก็ตาม วอร์ชเองก็ยืนยันในสุนทรพจน์ว่า "ผมยืนอยู่ที่นี่วันนี้ด้วยความมุ่งมั่นต่อวินัย ไม่ใช่ต่อการตัดสินใจ" ประโยคนี้บ่งบอกถึงแนวทางที่เขาต้องการวางไว้ นั่นคือการไม่ผูกมัดตัวเองล่วงหน้ากับการตัดสินใจใด ๆ แต่จะรอดูข้อมูลใหม่ ๆ ก่อนตัดสินใจ ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างจากรูปแบบการสื่อสารของเฟดในยุคก่อนหน้าที่มักจะให้แนวทางล่วงหน้า (forward guidance) อย่างชัดเจนกว่านี้มาก

ปฏิรูปวิธีสื่อสารของเฟด: ยุคใหม่ที่ไม่พูดมากเกินไป

หนึ่งในประเด็นที่โดดเด่นที่สุดจากเวที เฟด Jackson Hole ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือแนวคิดใหม่ของวอร์ชในการปฏิรูปวิธีที่เฟดสื่อสารกับสาธารณะ เขากล่าวว่า

"การเปิดเผยกระบวนการพิจารณานโยบายมากเกินไป และการผูกมัดกับการตัดสินใจในอนาคตมากเกินไป อาจทำให้ตลาด ภาคธุรกิจ และครัวเรือนหลงทางได้"

 

แนวคิดนี้สะท้อนถึงมุมมองของวอร์ชที่ต้องการลดการให้ forward guidance ในภาวะปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เขาเรียกว่าปรากฏการณ์ "hall of mirrors" หรือภาวะที่การสื่อสารของเฟดสร้างภาพสะท้อนที่บิดเบือนจนตลาดตีความผิดพลาดไปจากความเป็นจริง วอร์ชเชื่อว่าความยืดหยุ่นในการตัดสินใจตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นประโยชน์มากกว่าการให้คำมั่นสัญญาล่วงหน้าที่อาจต้องเปลี่ยนแปลงภายหลัง

นอกจากนี้ วอร์ชยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของปริมาณเงินในระบบ (money supply) ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในยุคของประธานเฟดคนก่อน ๆ การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอาจบ่งบอกว่าวอร์ชกำลังพยายามนำกรอบความคิดใหม่เข้ามาปรับใช้ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจของเฟด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะยาวได้เช่นกัน

มุมมองจากธนาคารกลางยุโรปและอังกฤษ: เสียงที่ไม่ตรงกัน

ความน่าสนใจของเวที เฟด Jackson Hole ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำพูดของประธานเฟดสหรัฐเท่านั้น เพราะผู้นำธนาคารกลางจากยุโรปก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน ปรีมอช โดเลนซ์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสโลวีเนีย กล่าวว่าเงินเฟ้อ "ไม่ได้คลี่คลายไปเอง" พร้อมสนับสนุนแนวทางขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนของธนาคารกลางยุโรปเช่นกัน ขณะที่มาร์ติน โคเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรีย เน้นย้ำถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและความจำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังเงินเฟ้อที่ใกล้ระดับ 3.3%

ในทางตรงกันข้าม แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษกลับแสดงท่าทีที่ระมัดระวังกว่ามาก โดยชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันด้านค่าจ้างที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนตัวลง ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ความแตกต่างของมุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อคล้ายกัน แต่แต่ละธนาคารกลางก็ประเมินสถานการณ์ในประเทศของตนเองแตกต่างกันออกไป และนี่คือสีสันสำคัญอีกด้านหนึ่งของงาน เฟด Jackson Hole ที่ทำให้การประชุมนี้ไม่ใช่แค่เวทีของสหรัฐเพียงประเทศเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของนโยบายการเงินทั่วโลก

ผู้ที่ขาดหายไปจากเวทีปีนี้

สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งของ เฟด Jackson Hole 2026 คือรายชื่อผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงาน โดยประธานธนาคารกลางยุโรป คริสติน ลาการ์ด และผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คาซูโอะ อุเอดะ ต่างไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากต้องเข้าร่วมการประชุม G-20 ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนอดีตประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ก็ไม่ได้ปรากฏตัวในงานนี้เช่นกัน การขาดหายไปของบุคคลสำคัญเหล่านี้ทำให้เวทีปีนี้กลายเป็นพื้นที่ที่วอร์ชสามารถแสดงวิสัยทัศน์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีเงาของผู้นำคนก่อนมาบดบัง

ความอ่อนไหวทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

ประเด็นหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือจังหวะเวลาของการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองสูง โดยเฉพาะเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เคยกล่าวหาเฟดในอดีตว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจด้านนโยบาย อย่างไรก็ตาม ออสตัน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโก ออกมายืนยันว่าเฟดให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงปฏิทินการเลือกตั้งแต่อย่างใด

คำชี้แจงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ เพราะหากประชาชนเริ่มมองว่าการตัดสินใจของเฟดถูกครอบงำด้วยปัจจัยทางการเมือง ความน่าเชื่อถือของสถาบันแห่งนี้อาจถูกสั่นคลอนได้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่วอร์ชต้องบริหารจัดการควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจจริง

ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวและตลาดสินเชื่อบ้าน

สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับนักวิเคราะห์หลายคนคือ แม้คำพูดของวอร์ชจะฟังดูแข็งกร้าว แต่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวกลับแทบไม่ขยับขึ้นมากนักหลังจากสุนทรพจน์จบลง ซึ่งนักวิเคราะห์ตีความว่าเป็นสัญญาณว่านักลงทุนยังคงเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ในระยะยาว นั่นหมายความว่าแม้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกันยายนจริง ก็อาจไม่ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับตัวสูงขึ้นตามไปโดยอัตโนมัติ โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 6.66%

ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไป เพราะหากตลาดพันธบัตรระยะยาวไม่ตอบสนองต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากนัก อาจหมายความว่ากลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินของเฟดกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายจะต้องศึกษาและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปในอนาคต

ปัญญาประดิษฐ์: ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจสหรัฐ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากเวที เฟด Jackson Hole คือมุมมองของวอร์ชต่อบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเขาแสดงความหวังว่า AI จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจได้โดยไม่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม ซึ่งหากเป็นจริงตามที่วอร์ชคาดหวัง นี่อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้เฟดสามารถประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการควบคุมเงินเฟ้อได้ในเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ เคนเนธ โรกอฟฟ์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ออกมาเตือนว่าไม่ควรขายฝันเกี่ยวกับศักยภาพของ AI มากเกินไป เพราะผลกระทบเชิงเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนี้ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป ความเห็นที่แตกต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ระดับแนวหน้า ก็ยังไม่มีความเห็นตรงกันว่า AI จะเป็นตัวแปรบวกหรือความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ตลาดแรงงานสหรัฐ: ยังทรงตัวแต่ต้องจับตา

ในด้านตลาดแรงงาน วอร์ชระบุว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับภาวะการจ้างงานเต็มที่ โดยอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.1% แม้การเติบโตของค่าจ้างจะยังอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลนี้มีความสำคัญเพราะหากตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง เฟดก็จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยไม่ต้องกังวลมากนักว่าจะกระทบต่อการจ้างงานในวงกว้าง

แต่ในขณะเดียวกัน หากตัวเลขตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดต้องทบทวนแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาในช่วงก่อนการประชุมเดือนกันยายน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการตัดสินใจของ เฟด Jackson Hole ในรอบนี้

บทวิเคราะห์: วอร์ชกำลังเล่นเกมความน่าเชื่อถือ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจากเวที เฟด Jackson Hole ปีนี้ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเควิน วอร์ชกำลังพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับตำแหน่งประธานเฟด นั่นคือความเป็นผู้นำที่จริงจังกับเงินเฟ้อ ไม่ยอมประนีประนอมง่าย ๆ แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองและตลาดในระยะสั้น การยอมรับความผิดพลาดของเฟดในอดีตอย่างตรงไปตรงมา ควบคู่กับการวางกรอบการสื่อสารใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นมากกว่าคำมั่นสัญญาล่วงหน้า สะท้อนให้เห็นว่าเขาต้องการเปลี่ยนวิธีที่ตลาดมองธนาคารกลางสหรัฐ

แต่กลยุทธ์นี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เพราะเมื่อวอร์ชส่งสัญญาณแข็งกร้าวออกไปแล้ว หากตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในวันที่ 11 กันยายนออกมาดีกว่าที่คาด และเฟดตัดสินใจไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดหวัง ก็อาจสร้างความสับสนและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะผู้นำคนใหม่ได้ทันที ในทางกลับกัน หากเฟดเลือกขึ้นดอกเบี้ยจริงในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ก็อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเวที เฟด Jackson Hole ปี 2026 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าที่เคย และคำตอบที่แท้จริงจะปรากฏชัดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันที่ 15-16 กันยายนที่จะถึงนี้

สรุป: จับตาเดือนกันยายนอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว เวที เฟด Jackson Hole 2026 ได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้มากกว่าคำตอบ สุนทรพจน์ของเควิน วอร์ชในฐานะประธานเฟดคนใหม่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังคงดื้อยา พร้อมกับการวางกรอบการสื่อสารแบบใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นมากกว่าคำมั่นสัญญาที่ตายตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ ความคาดหวังของตลาด และบรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

สำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคที่จะประกาศในวันที่ 11 กันยายน และผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 15-16 กันยายน ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าคำพูดที่แข็งกร้าวของวอร์ชในเวที เฟด Jackson Hole ครั้งนี้ จะนำไปสู่การตัดสินใจที่สอดคล้องกันจริงหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในทิศทางใดต่อไป

Cần hỗ trợ?
Liên hệ tại đây