KVB Logo
首页
产品
交易
市场洞察
活动
关于我们
imgimg
市场分析

ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่เมษายน 2025 หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ทุบทุกสถิติคาดการณ์

Sirawit · 199.5K 阅读

ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่เมษายน 2025 หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ทุบทุกสถิติคาดการณ์

ภาพ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ในพื้นหลังอาคาร Federal Reserve

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2026 กลายเป็นวันที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจดจำ เมื่อตลาดหุ้น Nasdaq ร่วงอย่างรุนแรง 4.18% ปิดที่ระดับ 25,709.43 จุด ซึ่งเป็นการร่วงในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ช่วงวิกฤตภาษีนำเข้า ตัวเลขที่ออกมาไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเทคนิค แต่เป็นสัญญาณที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งตลาด เพราะตัวเร่งที่แท้จริงไม่ใช่ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นข่าวดีที่ "ดีเกินไป" นั่นคือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคมที่ทุบทุกประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์อย่างไม่เป็นท่า

ตัวเลขที่ไม่มีใครคาดถึง: จ้างงาน 172,000 ตำแหน่งในเดือนเดียว

สำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่าตัวเลข Nonfarm Payrolls เดือนพฤษภาคม 2026 เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ราว 80,000–85,000 ตำแหน่งเกือบสองเท่า ตัวเลขนี้ยังมาพร้อมกับการปรับแก้ขึ้นของเดือนก่อนหน้า โดยเดือนมีนาคมถูกปรับขึ้นจาก 185,000 เป็น 214,000 ตำแหน่ง และเดือนเมษายนจาก 115,000 เป็น 179,000 ตำแหน่ง รวมการปรับแก้ขึ้นสุทธิ 93,000 ตำแหน่ง

เมื่อรวมสามเดือนเข้าด้วยกัน ถือเป็นช่วงที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าสองปี อัตราการว่างงานยืนที่ 4.3% ทรงตัวจากเดือนก่อน ขณะที่ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.3% ต่อเดือน หรือ 3.4% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาด

ทำไมข่าวดีถึงทำให้หุ้นร่วง: ความย้อนแย้งของ "Good News is Bad News"

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับตรรกะของตลาดทุน อาจรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดการจ้างงานที่แข็งแกร่งจึงทำให้ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วงอย่างหนัก คำตอบอยู่ที่กรอบความคิดเรื่องดอกเบี้ย เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรง ธนาคารกลาง Fed ไม่มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ย และในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่เงินเฟ้อยังคงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดในอิหร่าน ความเสี่ยงที่ Fed จะ "ขึ้นดอกเบี้ย" กลับมีน้ำหนักอีกครั้ง

ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool หลังรายงานการจ้างงานออกมา แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปี 2026 พุ่งขึ้นเป็น 72.7% จาก 50.5% ในวันก่อน ขณะที่โอกาสที่ Fed จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%–3.75% ร่วงลงเหลือเพียง 26.9% จาก 47.4% ส่วนโอกาสที่จะ "ลดดอกเบี้ย" เหลือแทบเป็นศูนย์

"ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งและอัตราการว่างงานที่ทรงตัว เพิ่มความเสี่ยงที่ Fed จะหยุดนิ่งนานขึ้น แม้เราจะยังมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยไม่น่าจะเกิดขึ้น" — นักเศรษฐศาสตร์ Goldman Sachs

หุ้นเทคโนโลยีและชิปได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ในบรรดาหุ้นทั้งหมด กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ร่วงมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ส่วนกลุ่มเทคโนโลยี (XLK) ร่วงกว่า 5% โดยรวมทั้ง Big Tech, บริษัทซอฟต์แวร์ และผู้ผลิตชิปทั้งหมดต่างพากันร่วง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วง หนักในสัปดาห์นี้เป็นพิเศษ เริ่มมาจากก่อนหน้านี้เมื่อ Broadcom ไม่ได้ปรับขึ้นมูลค่าแนวโน้มชิป AI ตามที่ตลาดคาดหวัง ส่งผลให้มีการขายทำกำไรในกลุ่มนี้มาตั้งแต่วันพฤหัสบดี และเมื่อรายงานการจ้างงานออกมาวันศุกร์ แรงขายก็เข้มข้นขึ้นอย่างมาก

ในตลาด Nasdaq วันนั้น มีหุ้นที่ขึ้นเพียง 1,074 ตัว ขณะที่หุ้นที่ร่วงมีถึง 3,737 ตัว ปริมาณการซื้อขายรวมบนตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ อยู่ที่ 22.89 พันล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20.29 พันล้านหุ้นในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา

ผลกระทบลุกลามสู่ทองคำ Bitcoin และพันธบัตร

การเทขายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้น สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทพากันร่วงลงพร้อมกัน Bitcoin ดิ่งลงกว่า 5% หลุดต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทองคำร่วงกว่า 3.5% เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าและ Yield พันธบัตรปรับตัวขึ้น

ในตลาดพันธบัตร Yield ของ 10-year Treasury พุ่งขึ้น 5.5 basis points ในทันทีหลังรายงานออกมา ขณะที่ Yield ของ 5-year Treasury ปรับขึ้น 7.6 basis points และ 30-year Treasury ปรับขึ้น 4 basis points การเพิ่มขึ้นของ Yield สะท้อนว่าตลาดพันธบัตรกำลังกำหนดราคาความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยอาจสูงกว่าที่คิดไว้เมื่อต้นปี

ดัชนีความกลัว VIX พุ่งขึ้น 40% แตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือน สะท้อนถึงความผันผวนและความกังวลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่นักลงทุน

บริบทที่ทำให้ตัวเลขนี้อันตรายยิ่งกว่าปกติ: สงครามอิหร่านและเงินเฟ้อพลังงาน

สิ่งที่ทำให้ ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วง ครั้งนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือมันไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่อยู่ในบริบทที่ซับซ้อนกว่ามาก ต้นปี 2026 ตลาดเคยมีความหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงได้ทำให้เงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน นี่คือช่วงก่อนการประชุม FOMC ครั้งแรกของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed คนใหม่ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคม การประชุมวันที่ 16–17 มิถุนายน 2026 จึงกลายเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะตลาดยังไม่รู้ว่า Warsh จะวางแนวนโยบายการเงินในทิศทางใด

นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งในครั้งนี้อาจมีส่วนหนึ่งมาจาก "การจ้างงานล่วงหน้า" เพื่อเตรียมรับ FIFA World Cup 2026 ที่สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพร่วม โดย 11 ใน 16 เมืองจัดแข่งอยู่ในอเมริกา หากเป็นเช่นนั้น ตัวเลขอาจไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนของตลาดแรงงานก็ได้

มุมมองนักเศรษฐศาสตร์: ขึ้นดอกเบี้ยหรือคง?

นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs เขียนในบันทึกวิเคราะห์ว่าตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเพิ่มความเสี่ยงที่ Fed จะหยุดนิ่งนานขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ย ด้าน Preston Caldwell นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Morningstar ให้ความเห็นว่าตัวเลข Payrolls แสดงให้เห็นตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง แต่การเติบโตของค่าจ้างที่ค่อนข้างเงียบและอัตราการว่างงานที่ไม่เปลี่ยนแปลง บ่งชี้ว่าตลาดแรงงาน "หยุดอ่อนแอ" มากกว่าจะ "กลับมาร้อนแรง"

สิ่งที่แน่ชัดคือตลาดการเงินกำลังทำหน้าที่ประเมินความน่าจะเป็นใหม่ทั้งหมด โดย CME FedWatch ณ ปิดตลาดวันศุกร์แสดงว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงกว่าระดับปัจจุบัน (3.50%–3.75%) ภายในสิ้นปีนี้มีถึง 72.7% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากในเชิงสถิติ

สัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายเดือนสำหรับ S&P 500

การร่วงวันศุกร์ไม่เพียงทำให้ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วงหนัก แต่ยังส่งผลให้ S&P 500 ลบสำหรับทั้งสัปดาห์ ทำลายสถิติการขึ้น 9 สัปดาห์ติดต่อกัน นับเป็นแนวโน้มที่ยาวนานที่สุดในปีนี้ S&P 500 ร่วง 2.64% เป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ขณะที่ Dow Jones ร่วง 695 จุด หรือ 1.35% ซึ่งเป็นการร่วงในวันเดียวที่หนักที่สุดในรอบสามเดือน

กลุ่ม Russell 2000 ที่ติดตามหุ้นขนาดเล็กร่วงด้วยเช่นกัน สะท้อนความกังวลว่าดอกเบี้ยที่สูงและนาน (Higher for Longer) จะกระทบบริษัทขนาดเล็กที่พึ่งพาการกู้ยืมมากกว่าบริษัทใหญ่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุน: นักลงทุนควรทำอะไรตอนนี้?

สำหรับนักลงทุนระยะยาว เหตุการณ์นี้เตือนให้ระลึกถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง เมื่อหุ้นเทคโนโลยีที่มักถูกมองว่าเป็น "ตัวนำ" ของพอร์ตร่วงพร้อมกับ Bitcoin และทองคำในวันเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงได้เมื่อแรงขายเข้าถล่มพร้อมกัน

การที่ ตลาดหุ้น Nasdaq ร่วง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจดีเกินคาดสอนให้เราเข้าใจว่า ในตลาดที่ราคาสินทรัพย์สะท้อนความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยอยู่มาก ข้อมูลที่ดีสำหรับเศรษฐกิจอาจไม่ได้ดีสำหรับพอร์ตเสมอไปในระยะสั้น

ในระยะสั้น นักลงทุนควรจับตาตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคมที่จะออกมาก่อนการประชุม FOMC และควรติดตามแถลงการณ์ของ Kevin Warsh อย่างใกล้ชิด เพราะนั่นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

需要帮助?
点击此处