


เช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2026 เครื่องบินพิเศษของประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง แตะรันเวย์สนามบินนานาชาติเปียงยาง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่ยากจะเห็นในดินแดนแห่งนี้ — กองทหารเกียรติยศ, ฝูงชนหลายพันคนโบกธงสองชาติ และเสียงปืนสลุต 21 นัด เหล่านี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการทูต แต่คือการประกาศต่อโลกว่า สีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้มีน้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าที่ตัวเลขวันที่จะบ่งบอก
นับเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของสีจิ้นผิงในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่การเยือนครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2019 และที่สำคัญกว่านั้น คือนี่คือการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของเขาในปี 2026 ทั้งๆ ที่ปีนี้เพิ่งผ่านกลางมา ข้อเท็จจริงนี้เพียงอย่างเดียวก็บอกว่าปักกิ่งให้ความสำคัญกับเปียงยางในระดับใด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกาหลีเหนือภายใต้การนำของ คิม จองอึน ได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2024 ทั้งสองประเทศลงนามใน สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน และเปียงยางส่งทหารเข้าร่วมสงครามในยูเครน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนขั้วการพึ่งพาที่ปักกิ่งมองด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
William Yang นักวิเคราะห์อาวุโสของ Crisis Group สรุปประเด็นนี้ได้ตรงที่สุดว่า
"การที่สีจิ้นผิงตัดสินใจเดินทางไปเปียงยาง สะท้อนระดับความสำคัญที่ปักกิ่งให้กับความพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์ครั้งนี้"
เวลาเลือกมาอีกด้วย — ก่อนหน้าการเยือนเพียงไม่กี่วัน เกาหลีเหนือเปิดตัวโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ และคิมประกาศแผนขยายกองกำลังนิวเคลียร์ "ในอัตราเอกซ์โปเนนเชียล" การประกาศนี้เป็นทั้งการแสดงกล้ามกับสหรัฐฯ และเป็นไพ่ต่อรองกับจีนในคราวเดียวกัน
ฝ่ายปักกิ่งเดินทางมาพร้อมวาระที่ชัดเจน นักวิเคราะห์ระบุว่าจีนมีเป้าหมายหลักอย่างน้อยสามประการ
ผลของการประชุมสุดยอดตอบสนองวาระเหล่านี้ได้บางส่วน — KCNA รายงานว่าคิมประกาศสนับสนุน "หลักการจีนเดียว" อย่างเต็มที่ "ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม" ขณะที่ทั้งสองฝ่ายตกลงขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า เกษตรกรรม สาธารณสุข และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ฝั่งเปียงยางไม่ได้มาเพื่อรับฝ่ายเดียว Rachel Minyoung Lee ชี้ว่า "เกาหลีเหนือมีอำนาจต่อรองกับจีนมากกว่าปี 2019 มาก" เนื่องจากความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับรัสเซีย ความก้าวหน้าของโครงการนิวเคลียร์ และเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเปียงยางอาจกดดันจีนใน สองประเด็นหลัก ได้แก่ สัมปทานทางเศรษฐกิจและความช่วยเหลือทางการเงิน รวมถึงการยอมรับโดยปริยายถึงสถานะมหาอำนาจนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งรัสเซียเชื่อว่าได้ยอมรับสิ่งนี้ในการเจรจาลับไปแล้ว
นี่คือจุดที่การเยือนครั้งนี้แตกต่างจากปี 2019 อย่างสิ้นเชิง — ในปี 2019 สีจิ้นผิงเดินทางในฐานะมหาอำนาจที่เหนือกว่าเพื่อให้คำแนะนำ แต่ในปี 2026 เขาเดินทางในฐานะผู้ที่จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับประเทศที่มีทางเลือกอื่นแล้ว
การเยือนครั้งนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่ลงนามในปี 1961 ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารเป็นทางการเพียงข้อตกลงเดียวของจีน สนธิสัญญานี้ถูกต่ออายุในปี 2021 เป็นระยะเวลาอีก 20 ปี และกำหนดให้จีนต้องปกป้องเกาหลีเหนือหากถูกโจมตี
การที่ สีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือ ในวาระครบรอบนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — มันเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าจีนยังยืนหยัดในพันธกิจของตน แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดในช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา
สิ่งที่ทำให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือนัยที่เกี่ยวกับสหรัฐฯ ก่อนการเยือน มีรายงานว่านักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสีจิ้นผิงอาจนำสารจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแสดงความสนใจจะกลับมาเจรจากับคิมอีกครั้ง มายังเปียงยางด้วย
อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยืนยันมาตลอดว่าวอชิงตันต้องถอนเงื่อนไขการปลดนิวเคลียร์ออกจากโต๊ะเจรจาก่อน ซึ่งสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมทำ ทำให้การกลับมาเจรจา Kim-Trump ยังเป็นเรื่องในอนาคตอันไม่แน่นอน
สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ สีจิ้นผิงต้องการวางตัวเองเป็นตัวกลางที่ขาดไม่ได้ในสมการนี้ การที่เขาพบทรัมป์และปูตินในกรุงปักกิ่งต่อเนื่องกันในเดือนพฤษภาคม แล้วบินตรงมาเปียงยางในมิถุนายน สะท้อนว่าจีนกำลังเล่นบทบาท "ผู้เชื่อมโยง" ในภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแข็งขัน
สำหรับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเยือนครั้งนี้ถูกจับตามองด้วยความวิตกกังวล ทั้งสองประเทศกังวลว่าความใกล้ชิดจีน-เกาหลีเหนือที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านการปลดนิวเคลียร์จากนานาชาติอ่อนแอลง และอาจทำให้เกาหลีเหนือมีพื้นที่ดำเนินโครงการอาวุธต่อไปอย่างอิสระมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน สำหรับรัสเซีย การที่จีนกลับมาดูแลเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิดก็ไม่ได้หมายความว่ามอสโกจะเสียพันธมิตรไป แต่อาจหมายความว่าเปียงยางจะเล่นทั้งสองไพ่ได้คล่องตัวขึ้น — กลยุทธ์สมดุลอำนาจที่เกาหลีเหนือพิสูจน์แล้วว่าทำได้อย่างชาญฉลาด
การวิเคราะห์ สีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งนี้ไม่สมบูรณ์หากมองเฉพาะมิติทวิภาคี ต้องอ่านควบคู่กับภาพรวมที่ปักกิ่งกำลังสร้าง — จีนพยายามวางตัวเองเป็นมหาอำนาจที่สามารถ "คุยกับทุกคน" ในขณะที่สหรัฐฯ เผชิญกับความแตกแยกกับพันธมิตรของตนเอง
ในหกเดือนแรกของปี 2026 เพียงอย่างเดียว สีจิ้นผิงได้พบกับทรัมป์, ปูติน และคิม — สามผู้นำที่ล้วนอยู่ในวงโคจรที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามในระดับแตกต่างกัน ไม่มีผู้นำโลกคนใดสามารถพูดเช่นนี้ได้ในเวลาเดียวกัน
นั่นคือสิ่งที่การเยือนครั้งนี้บอกเล่าอย่างแท้จริง — ไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศในคาบสมุทรเกาหลี แต่คือการประกาศของจีนว่าตนกำลังเป็นแกนกลางของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนรูป
การเยือนสองวันของสีจิ้นผิงในเกาหลีเหนืออาจไม่ได้ผลิตข้อตกลงระเบิดโลกที่เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่มันทำได้คือการส่งสัญญาณอย่างหนักแน่นต่อทุกผู้เล่นในเกมนี้ — ต่อวอชิงตันว่าปักกิ่งยังมีบทบาทนำในคาบสมุทรเกาหลี ต่อโตเกียวและโซลว่าจีนจะปกป้องพันธมิตรของตน และต่อเปียงยางว่าปักกิ่งพร้อมลงทุนในความสัมพันธ์นี้อีกครั้ง
ในโลกที่ขั้วอำนาจกำลังจัดเรียงตัวใหม่ สีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งนี้คือหมากหนึ่งในกระดานที่ใหญ่กว่ามาก และผลกระทบที่แท้จริงจะชัดเจนขึ้นในเดือนและปีที่ตามมา ไม่ใช่ในวันรุ่งขึ้นหลังการเยือน