imgimg
市场分析

Microsoft หุ้นพุ่ง 16% ดันตลาดสหรัฐฯ ฟื้นตัว

Sirawit · 112.8K 阅读

Microsoft หุ้นพุ่ง 16% นำตลาดสหรัฐฯ ฟื้นตัว ท่ามกลางบอนด์ยีลด์พุ่งและความตึงเครียดในอิหร่าน

Trading floor at the New York Stock Exchange

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2026 หลังจากที่ปรับตัวลงอย่างหนักในช่วงก่อนหน้าจากความกังวลเรื่องนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยแรงหนุนหลักมาจากหุ้น Microsoft ที่พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัวกลับมาได้ในวันเดียว แม้ว่านักลงทุนยังคงต้องจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

Microsoft หุ้นพุ่งแรงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

จุดสนใจหลักของตลาดในวันนี้อยู่ที่ผลประกอบการของ Microsoft ซึ่งประกาศออกมาหลังตลาดปิดทำการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และนักลงทุนอย่างมาก โดยMicrosoft หุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 16% ทันทีหลังเปิดตลาด ซึ่งนับเป็นวันที่หุ้นบริษัทปรับตัวขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ Microsoft หุ้นพุ่ง ขึ้นอย่างรุนแรงคือรายได้จากธุรกิจคลาวด์ Azure ที่ทะลุระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Microsoft เริ่มส่งผลตอบแทนที่จับต้องได้ในเชิงรายได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสความกังวลของตลาดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป

ความสำเร็จของ Microsoft ในครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาสทั่วไป เพราะเป็นเหมือนหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าโมเดลธุรกิจ AI ระดับองค์กรสามารถสร้างรายได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเก็งกำไรจากกระแสเทคโนโลยีเท่านั้น

Meta สวนทาง หุ้นร่วงต่อเนื่องหลังผลประกอบการพลาดเป้า

ในขณะที่ Microsoft สร้างเซอร์ไพรส์เชิงบวก ความเคลื่อนไหวของหุ้น Meta Platforms กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยหุ้น Meta ปรับตัวลดลงประมาณ 9% ต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง หลังบริษัทรายงานผลประกอบการที่พลาดเป้าประมาณการของนักวิเคราะห์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความสามารถของ Meta ในการสร้างผลตอบแทนคุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ที่ทุ่มลงไปจำนวนมหาศาล

ความแตกต่างระหว่างชะตากรรมของ Microsoft และ Meta ในวันเดียวกันนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในปัจจุบันเริ่มแยกแยะอย่างละเอียดมากขึ้นระหว่างบริษัทเทคโนโลยีที่สามารถแปลงการลงทุน AI ให้กลายเป็นรายได้จริง กับบริษัทที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการลงทุนโดยยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน

ภาพรวมดัชนีหลัก ฟื้นตัวทั่วกระดาน

ด้วยแรงหนุนจาก Microsoft หุ้นพุ่ง ขึ้นอย่างโดดเด่น ทำให้ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก ปรับตัวขึ้นนำตลาดถึง 2.4% ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง หลังจากที่ดัชนี Nasdaq-100 เพิ่งเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (correction) ในวันพุธที่ผ่านมา อันเป็นผลจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก

  • ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นประมาณ 1.2% สะท้อนการฟื้นตัวในวงกว้างมากกว่าแค่กลุ่มเทคโนโลยี
  • ดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้นประมาณ 0.8-0.9%
  • ดัชนีความผันผวน VIX ร่วงลงแรงกว่า 12% สะท้อนความกังวลของตลาดที่ลดลงในระยะสั้น
  • ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 1.7% สู่ระดับใกล้ 4,169 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สวนทางกับบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงในตลาดหุ้น ซึ่งอาจสะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

การที่ตลาดโดยรวมฟื้นตัวได้ในวันเดียวหลังจากเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในวันก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดในการกำหนดทิศทางตลาดช่วงนี้ มากกว่าปัจจัยมหภาคอื่น ๆ ที่กำลังกดดันอยู่พร้อมกัน

บอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี

แม้ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวได้ดี แต่ตลาดพันธบัตรกลับเผชิญแรงกดดันในทิศทางตรงกันข้าม โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับประมาณ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือในรอบเกือบ 19 ปี สะท้อนความกังวลของนักลงทุนตราสารหนี้เกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องออกเพิ่มเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณ

การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธ โดยมติดังกล่าวไม่ได้เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากมีกรรมการเฟด 3 ท่านที่ลงมติไม่เห็นด้วย โดยต้องการให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้

ประธานเฟด Kevin Warsh ระบุในการแถลงข่าวว่าคณะกรรมการจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการ หากมีความจำเป็นและเหมาะสมในอนาคต

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นในระดับนี้มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากบอนด์ยีลด์ระยะยาวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง (mortgage rates) ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ และการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโตสูงที่มักได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษเมื่อต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้น

ความตึงเครียดในอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพิ่มเติมอีกกว่าสิบจุดในช่วงคืนที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะบานปลายไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและจุดชนวนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อรอบใหม่ได้ในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดียังคงทรงตัว แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันจะเคยปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากความกังวลด้านความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งตอกย้ำว่าตลาดพลังงานยังคงมีความอ่อนไหวสูงต่อพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ และนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และ GDP ส่งสัญญาณผสม

ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังได้เปิดเผยข้อมูลดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยตัวเลขแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ถือเป็นข่าวดีในสายตาของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายโดยไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไตรมาสที่สองแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณผสมที่ทำให้เฟดต้องเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินช่วงครึ่งหลังของปี ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

จับตาผลประกอบการ Amazon และ Apple ต่อ

ตลาดยังคงมีวาระสำคัญรออยู่ข้างหน้า โดย Amazon มีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังตลาดปิดทำการในวันเดียวกันนี้ ซึ่งนักลงทุนจะจับตาเป็นพิเศษที่การเติบโตของธุรกิจคลาวด์ AWS และแนวโน้มการใช้จ่ายด้านทุน (capital expenditure) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในทิศทางเดียวกับ Microsoft หรือไม่

เช่นเดียวกัน Apple ก็มีกำหนดรายงานผลประกอบการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยประเด็นที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือแนวโน้มอัตรากำไร (margins) ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัทในช่วงที่เหลือของปี

สรุปภาพรวมและสิ่งที่นักลงทุนควรจับตา

โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2026 ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนหลักจากปรากฏการณ์ Microsoft หุ้นพุ่ง ขึ้นกว่า 16% หลังรายได้ธุรกิจคลาวด์ Azure ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังคงเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่พุ่งสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน และความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงต่อเนื่อง

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดสหรัฐฯ ปัจจัยที่ควรจับตาต่อไปในระยะสั้นคือผลประกอบการของ Amazon และ Apple ที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวม นอกจากนี้ พัฒนาการด้านความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกได้ตลอดเวลา

需要帮助?
点击此处