imgimg
市场分析

วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ: สัญญาณเตือนจาก Moody's

Sirawit · 69.3K 阅读

วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ใกล้เข้ามาจริงหรือ เมื่อ Mark Zandi แห่ง Moody's ออกมาเตือน "วันแห่งการชำระบัญชี"

วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ นักลงทุนจับตาตลาดพันธบัตร

ในแวดวงเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ไม่บ่อยนักที่จะได้ยินนักเศรษฐศาสตร์ระดับแนวหน้าออกมาพูดตรงไปตรงมาว่าตัวเลขทุกตัวที่เขาติดตามกำลัง "กรีดร้อง" บอกว่ามีปัญหา แต่นั่นคือสิ่งที่ Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody's Analytics เพิ่งพูดออกมา และคำเตือนของเขาก็จุดประเด็น วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้งทั่วโลก รวมถึงในไทยที่ตลาดการเงินและนักลงทุนต่างจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เคยจำกัดอยู่แค่ในประเทศเดียว

Mark Zandi คือใคร และทำไมคำเตือนของเขาถึงสำคัญ

Mark Zandi ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หน้าใหม่ที่พูดอะไรเกินจริงเพื่อเรียกความสนใจ เขาคือหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody's Analytics ที่คร่ำหวอดในวงการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคมานานกว่า 35 ปี ผ่านทั้งวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ฟองสบู่ดอทคอม และวิกฤตโควิด-19 มาแล้ว การที่คนระดับนี้ออกมาบอกว่า "ไม่เคยเห็นช่วงเวลาไหนที่ตัวชี้วัดทุกตัวกำลังส่งสัญญาณเตือนพร้อมกันขนาดนี้" จึงไม่ใช่คำพูดที่ควรมองข้าม

สิ่งที่ทำให้คำเตือนเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของ Zandi น่าสนใจเป็นพิเศษคือ เขาไม่ได้บอกว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นแน่นอน หรือระบุวันเวลาที่ชัดเจน แต่เขาเลือกใช้คำว่า "เงื่อนไขทั้งหมดสำหรับสิ่งนั้นกำลังก่อตัวขึ้น" ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบนักเศรษฐศาสตร์มืออาชีพที่ระมัดระวังไม่ฟันธงเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ปิดบังความกังวลที่มีอยู่จริง

"ผมไม่เคยเห็นช่วงเวลาไหนที่ตัวชี้วัดทุกตัวกำลังส่งสัญญาณว่าเรามีปัญหา" — Mark Zandi, หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Moody's Analytics

ตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งทะลุทุกสถิติ

หัวใจสำคัญของความกังวลเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งนี้อยู่ที่ตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติที่น่าตกใจเฉยๆ แต่มันสะท้อนถึงทิศทางการคลังของประเทศมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่กำลังเดินไปในเส้นทางที่หลายฝ่ายมองว่าไม่ยั่งยืน

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (debt-to-GDP ratio) ของสหรัฐฯ ที่ทะลุระดับ 100% ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ตัวเลขนี้เคยขึ้นไปแตะระดับ 106% ในตอนนั้น การที่สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงหลังสงครามอีกครั้ง โดยที่ไม่มีสงครามใหญ่มาเป็นเหตุผลรองรับ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะบริหารจัดการภาระหนี้ก้อนนี้อย่างไรในระยะยาว

นอกจากนี้ ตัวเลขขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในรอบปีที่ผ่านมายังพุ่งไปแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะสงคราม การขาดดุลในระดับนี้อย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่ทำให้ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Zandi ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน

อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ Zandi ใช้ประกอบการวิเคราะห์คือความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.3% ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์เพียงไม่นาน และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนดังกล่าวยังคงยืนอยู่ที่ระดับ 5.17% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือครองหนี้สหรัฐฯ ระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกของความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลัง Zandi ระบุว่าสาเหตุที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งความสงสัยของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ความกังวลเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน และที่สำคัญที่สุดคือภาวะการคลังที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนโครงการซื้อคืนพันธบัตร (bond buyback) ที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงต้นเดือนกันยายน โดยมีเป้าหมายเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้ลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดในวงการการเงิน เพราะนักลงทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังอย่าง Stanley Druckenmiller ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์ของ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น "การบิดเบือนกลไกตลาด" (market manipulation) ซึ่งสะท้อนความเห็นที่แตกแยกกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวิธีจัดการกับ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังก่อตัว

เศรษฐกิจที่พึ่งพากลุ่มคนรวยมากเกินไป

สิ่งที่ทำให้ภาพรวมของ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก คือโครงสร้างการบริโภคภายในประเทศที่พึ่งพากลุ่มผู้มีรายได้สูงมากเกินไป Zandi เคยชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 20% แรกของประเทศ ปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้จ่ายส่วนบุคคลสูงถึง 60% ของการบริโภคทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากระดับ 50% ในช่วงยุคฟองสบู่ดอทคอม

ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ในรอบปีที่สิ้นสุดไตรมาสแรกของปี 2026 กลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 20% แรกมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 6.5% หรือประมาณ 4% เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ 80% ที่เหลือของประเทศแทบไม่มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเลยเมื่อคำนึงถึงเงินเฟ้อ นั่นหมายความว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อของคนกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น เกือบ 90% ของหุ้นบริษัทและกองทุนรวมในตลาดสหรัฐฯ ถูกถือครองโดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 20% แรกเท่านั้น ทำให้ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ผูกติดอยู่กับผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยตรง Zandi เตือนว่าระดับมูลค่าหุ้นในปัจจุบันเริ่ม "overvalued ไปจนถึงขอบเขตของการเก็งกำไร" โดยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio) อยู่ที่ระดับ 19 เท่า ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณเตือนสีเหลืองไปจนถึงสีแดง

ทำไมคำว่า "วันแห่งการชำระบัญชี" ถึงน่ากลัว

คำว่า "day of reckoning" หรือ "วันแห่งการชำระบัญชี" ที่ Zandi ใช้ ไม่ใช่คำที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันพร่ำเพรื่อ มันสื่อถึงช่วงเวลาที่ปัญหาสะสมทั้งหมดที่ถูกเก็บกดไว้จะปะทุออกมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่พอกพูน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ความเปราะบางของภาคการบริโภคที่พึ่งพาคนกลุ่มเดียว และมูลค่าสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐานที่แท้จริง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ต่างจากวิกฤตในอดีตคือ ครั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงทุกตัวกำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน แทนที่จะเป็นปัญหาเดี่ยวๆ ที่แก้ไขได้ง่ายกว่า นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในลักษณะนี้ หากเกิดขึ้นจริง อาจไม่ได้ระเบิดออกมาในทันทีแบบวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 แต่อาจค่อยๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นของตลาดไปทีละน้อยจนกว่าจะถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้

ผลกระทบที่อาจส่งต่อมาถึงเศรษฐกิจโลกและไทย

แม้ว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ โดยตรง แต่ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทยหรือภูมิภาคเอเชียแต่อย่างใด ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอันดับหนึ่งที่นักลงทุนทั่วโลกใช้อ้างอิง หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกก็มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามไปด้วย

สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะความผันผวนของตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท และดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในที่สุด นอกจากนี้ ภาคการส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนสำคัญ ก็อาจได้รับผลกระทบหากผู้บริโภคอเมริกันเริ่มลดการใช้จ่ายลงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

  • ต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกอาจปรับสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ
  • ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทย
  • ภาคส่งออกไทยอาจเผชิญแรงกดดันหากกำลังซื้อในสหรัฐฯ ชะลอตัว
  • นักลงทุนอาจปรับพอร์ตหันหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในภาวะไม่แน่นอน

มุมมองที่แตกต่างและเสียงคัดค้าน

แม้ Zandi จะเป็นเสียงที่ดังและมีน้ำหนักในวงการ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับมุมมองเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในลักษณะนี้ หลายฝ่ายยังคงเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นสูงและเคยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้หลายครั้งด้วยการปรับนโยบายที่ทันท่วงทีของธนาคารกลางและรัฐบาล การที่กระทรวงการคลังเดินหน้าแผนซื้อคืนพันธบัตรก็ถือเป็นความพยายามหนึ่งในการควบคุมสถานการณ์ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย

ในขณะเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์จาก Druckenmiller ก็สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับสูงเอง ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับวิธีที่ถูกต้องในการรับมือกับปัญหาหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น บางคนมองว่าการแทรกแซงตลาดพันธบัตรเป็นการซื้อเวลาที่จำเป็น ในขณะที่บางคนมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกราคาที่แท้จริงและอาจสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าในระยะยาว

สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้

สำหรับผู้ที่ติดตามประเด็น วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด มีตัวชี้วัดสำคัญหลายตัวที่ควรจับตาต่อจากนี้ ทั้งทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีว่าจะยังคงยืนเหนือระดับ 5% ต่อไปหรือไม่ ผลของโครงการซื้อคืนพันธบัตรที่จะเริ่มในเดือนกันยายนว่าจะช่วยลดแรงกดดันได้จริงหรือเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว รวมถึงทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ว่าจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อไป หรือเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐานตามที่ Zandi เป็นห่วง

  1. ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวในไตรมาสถัดไป
  2. ผลลัพธ์ของโครงการซื้อคืนพันธบัตรที่เริ่มในเดือนกันยายน
  3. พฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้สูงหากตลาดหุ้นผันผวน
  4. ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
  5. ทิศทางนโยบายการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในการควบคุมยอดขาดดุล

บทสรุป: เตือนไว้ก่อนดีกว่าประมาท

สุดท้ายแล้ว คำเตือนของ Mark Zandi เรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นการฟันธงว่าหายนะทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแน่นอนในเร็ววันนี้ แต่เป็นการเตือนด้วยน้ำเสียงของผู้มีประสบการณ์ที่เคยเห็นวัฏจักรเศรษฐกิจขึ้นลงมาแล้วหลายรอบ ว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่เคยนำไปสู่วิกฤตในอดีต กำลังทยอยปรากฏขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่สูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี หรือเศรษฐกิจที่พึ่งพากำลังซื้อของคนเพียงกลุ่มเดียวมากเกินไป

ไม่ว่าวิกฤตครั้งนี้จะมาถึงจริงหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าย่อมดีกว่าการประมาทเสมอ ทั้งในระดับนโยบายของรัฐบาล ระดับองค์กรธุรกิจ และระดับบุคคลที่ควรบริหารความเสี่ยงทางการเงินของตนเองอย่างรอบคอบมากขึ้นในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้

需要帮助?
点击此处