imgimg
Análisis de mercado

ราคาอุปกรณ์ Amazon พุ่ง 60% จุดจบยุคฮาร์ดแวร์ราคาถูก

Sirawit · 57.1K Vistas

ราคาอุปกรณ์ Amazon พุ่งสูงสุด 60% เมื่อยุคฮาร์ดแวร์ราคาถูกกำลังจะจบลง

ราคาอุปกรณ์ Amazon Kindle และ Fire TV ปรับราคาสูงขึ้น

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของ Amazon จำนวนมากต้องอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อพบว่า ราคาอุปกรณ์ Amazon ในหลายหมวดหมู่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า บางรุ่นราคาพุ่งขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ภายในคืนเดียว สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งผู้บริโภคทั่วไปและนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพราะ Amazon เป็นบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการขายฮาร์ดแวร์ในราคาที่แทบไม่ทำกำไร หรือบางครั้งถึงขั้นขาดทุน เพื่อดึงดูดผู้ใช้เข้าสู่ระบบนิเวศบริการของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขราคา แต่สะท้อนถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังเขย่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ทั่วโลก

บทความนี้จะพาไปสำรวจรายละเอียดทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ราคาอุปกรณ์ Amazon จริงๆ สินค้ารุ่นไหนได้รับผลกระทบมากที่สุด สาเหตุเบื้องลึกที่มาจากวิกฤตชิปหน่วยความจำที่เกี่ยวโยงกับกระแส AI และสิ่งที่ผู้บริโภคควรเตรียมรับมือในอนาคตอันใกล้

เกิดอะไรขึ้นกับราคาอุปกรณ์ Amazon

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามราคาอย่าง CamelCamelCamel และรายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว Fortune ระบุตรงกันว่า Amazon ได้ปรับขึ้นราคาสินค้าฮาร์ดแวร์หลายรายการอย่างเงียบๆ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 โดยไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ผู้บริโภคหลายคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเมื่อเข้าไปเช็กราคาสินค้าที่เคยตั้งใจจะซื้อ แล้วพบว่าราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Echo Dot ลำโพงอัจฉริยะยอดนิยม ซึ่งเคยขายในราคา 49.99 ดอลลาร์ ปรับขึ้นเป็น 79.99 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นการปรับขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในบรรดาอุปกรณ์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ ที่ปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

  • Echo Dot: จาก 49.99 ดอลลาร์ เป็น 79.99 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นประมาณ 60%)
  • Echo Show 11: จาก 219.99 ดอลลาร์ เป็น 249.99 ดอลลาร์
  • Kindle รุ่นมาตรฐาน (16GB): จาก 109.99 ดอลลาร์ เป็น 149.99 ดอลลาร์
  • Kindle Paperwhite (16GB): จาก 159.99 ดอลลาร์ เป็น 199.99 ดอลลาร์
  • Fire TV Stick HD: จาก 34.99 ดอลลาร์ เป็น 39.99 ดอลลาร์
  • Fire TV Stick 4K Max: จาก 59.99 ดอลลาร์ เป็น 84.99 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นประมาณ 42%)
  • Fire TV Cube: จาก 139.99 ดอลลาร์ เป็น 199.99 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นประมาณ 43%)
  • eero 7: จาก 349.99 ดอลลาร์ เป็น 399.99 ดอลลาร์
  • eero Pro 7: จาก 699.99 ดอลลาร์ เป็น 799.99 ดอลลาร์

สิ่งที่น่าสนใจคือ อุปกรณ์ในกลุ่ม Ring ซึ่งเป็นสินค้าด้านความปลอดภัยภายในบ้านของ Amazon กลับไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับ ราคาอุปกรณ์ Amazon รอบนี้เลย โดย Amazon ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงยกเว้นสินค้ากลุ่มนี้ ทำให้เกิดการคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะ Ring ใช้ชิ้นส่วนหน่วยความจำในสัดส่วนที่น้อยกว่าสินค้ากลุ่มอื่น หรืออาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้ากลุ่มความปลอดภัยเอาไว้

คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก Amazon

เมื่อสื่อหลายสำนักสอบถามไปยัง Amazon เกี่ยวกับสาเหตุของการปรับ ราคาอุปกรณ์ Amazon ในครั้งนี้ ทางบริษัทได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการผ่านโฆษกเพื่อยืนยันว่าการปรับราคาเป็นเรื่องจริง พร้อมอธิบายเหตุผลเบื้องหลังไว้อย่างตรงไปตรงมา

"อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนชิ้นส่วนหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูล หลังจากที่เราแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งเท่าที่จะทำได้ เราจึงจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเราเมื่อไม่นานมานี้"

โฆษกของ Amazon ยังระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทจะยังคงจัดโปรโมชันลดราคาเป็นครั้งคราวตลอดทั้งปีต่อจากนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้บริโภค แม้ราคาตั้งต้นจะสูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม คำแถลงนี้ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าราคาจะกลับสู่ระดับเดิมเมื่อใด หรือแม้แต่จะกลับสู่ระดับเดิมได้หรือไม่ในอนาคต

ต้นตอของปัญหา วิกฤตชิปหน่วยความจำที่มาพร้อมกระแส AI

การปรับขึ้น ราคาอุปกรณ์ Amazon ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากวิกฤตการขาดแคลนชิปหน่วยความจำระดับโลก ซึ่งบางฝ่ายในอุตสาหกรรมเริ่มเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "RAMmageddon" สาเหตุหลักมาจากความต้องการหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก

ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิต DRAM รวมกันมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ได้ทยอยเปลี่ยนกำลังการผลิตไปทุ่มให้กับหน่วยความจำแบบ High-Bandwidth Memory หรือ HBM ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับชิปเร่งความเร็วด้าน AI โดยเฉพาะ หน่วยความจำประเภทนี้ใช้พื้นที่เวเฟอร์ในกระบวนการผลิตมากกว่าหน่วยความจำสำหรับผู้บริโภคทั่วไปถึง 3-4 เท่า ส่งผลให้กำลังการผลิตหน่วยความจำสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของวิกฤตนี้ก็คือ สัญญาซื้อขายชิป NAND ปรับตัวสูงขึ้นถึง 55-75 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี 2026 ขณะที่บริษัทวิจัยตลาด Gartner คาดการณ์ว่าราคาหน่วยความจำโดยรวมอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 130 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า SK Hynix ได้ทำสัญญากวาดซื้อกำลังการผลิต HBM เกือบทั้งหมดสำหรับปี 2026 ไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 แล้ว ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภครายอื่นเหลือทางเลือกไม่มากนัก

Amazon ไม่ใช่รายเดียวที่ต้องขึ้นราคา

สิ่งที่ทำให้กรณีการขึ้น ราคาอุปกรณ์ Amazon ครั้งนี้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นว่าเป็นปัญหาระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่การตัดสินใจเฉพาะของบริษัทเดียว ก็คือการที่ผู้ผลิตเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นๆ ต่างทยอยปรับราคาสินค้าของตนขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

Apple เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่ประกาศปรับขึ้นราคาสินค้ากลุ่ม Mac และ iPad ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดย Tim Cook ซีอีโอของ Apple ได้ให้สัมภาษณ์เปรียบเทียบสถานการณ์ราคาหน่วยความจำในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน "น้ำท่วมรอบร้อยปี" ของอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ

ในฝั่งของ Microsoft ก็ปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกม Xbox สูงขึ้นระหว่าง 100 ถึง 150 ดอลลาร์ พร้อมทั้งยกเลิกการจำหน่ายรุ่นที่มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาด 2TB ไปโดยสิ้นเชิง ขณะที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่อย่าง Dell, HP, Lenovo และ Asus ต่างก็ปรับขึ้นราคาสินค้าหรือลดสเปกหน่วยความจำที่ให้มาในราคาเดิมเช่นกัน เพื่อรักษาอัตรากำไรเอาไว้ท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกรายกำลังเผชิญแรงกดดันเดียวกัน และเลือกที่จะส่งต่อภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคโดยตรง แทนที่จะแบกรับต้นทุนไว้เองเหมือนที่เคยทำในอดีต

จุดจบของโมเดลฮาร์ดแวร์ราคาถูกที่ Amazon สร้างมา 19 ปี

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ Amazon คือ บริษัทแห่งนี้เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจแบบ loss-leader hardware มาอย่างยาวนานกว่า 19 ปี นั่นคือการขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในราคาต่ำกว่าต้นทุนหรือใกล้เคียงต้นทุนมากที่สุด เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้าสู่ระบบนิเวศบริการของ Amazon ในระยะยาว มีรายงานว่าตลอดช่วงปี 2017 ถึง 2021 Amazon ขาดทุนจากธุรกิจอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์รวมแล้วสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลยุทธ์เบื้องหลังความขาดทุนมหาศาลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนอย่างรอบคอบ กล่าวคือ Kindle ราคาถูกทำหน้าที่เป็นประตูสู่การขายอีบุ๊กและบริการ Kindle Unlimited ส่วน Fire TV เป็นช่องทางพาผู้ใช้เข้าสู่บริการสตรีมมิง Prime Video และลำโพง Echo ที่มาพร้อมผู้ช่วยอัจฉริยะ Alexa ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายผ่านการสั่งซื้อสินค้าด้วยเสียง

การปรับขึ้น ราคาอุปกรณ์ Amazon ในครั้งนี้จึงถือเป็นการพลิกกลับครั้งสำคัญที่สุดของโมเดลธุรกิจดังกล่าวนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทรัพยากรมหาศาลอย่าง Amazon ก็ไม่สามารถแบกรับต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นได้อีกต่อไป โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลายทาง

ความย้อนแย้งเชิงกลยุทธ์ภายในอาณาจักร Amazon เอง

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเดียวกัน เพราะขณะที่ธุรกิจฮาร์ดแวร์ผู้บริโภคของ Amazon กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนหน่วยความจำจนต้องปรับ ราคาอุปกรณ์ Amazon ขึ้น อีกด้านหนึ่งของบริษัทคือ Amazon Web Services หรือ AWS กลับเป็นหนึ่งในผู้บริโภคหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกสำหรับการสร้างศูนย์ข้อมูล AI

Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon ได้เปิดเผยว่าบริษัทวางแผนใช้งบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 220,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้ที่ 200,000 ล้านดอลลาร์ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกทุ่มไปกับการสร้างศูนย์ข้อมูลสำหรับรองรับปัญญาประดิษฐ์ นั่นหมายความว่า AWS ซึ่งเป็นเครื่องจักรทำกำไรหลักของ Amazon กำลังแข่งขันแย่งชิงอุปทานหน่วยความจำเดียวกันกับที่ทำให้ราคาสินค้าอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคของบริษัทตัวเองพุ่งสูงขึ้นจนเกินเกณฑ์การซื้อแบบฉับพลันของผู้บริโภคทั่วไป

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนภาพความซับซ้อนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุคที่ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก บริษัทเดียวกันอาจได้ประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับผลกระทบทางลบในอีกธุรกิจหนึ่งพร้อมกัน

ผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วไป

สำหรับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการซื้ออุปกรณ์ของ Amazon ในราคาย่อมเยา การปรับ ราคาอุปกรณ์ Amazon ครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่เคยเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะในราคาประหยัด เช่น Echo Dot ที่ราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

ผู้บริโภคหลายรายเริ่มแสดงความไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดีย โดยชี้ว่าจุดขายสำคัญที่สุดของอุปกรณ์ Amazon มาโดยตลอดคือความคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ เมื่อราคาสูงขึ้นจนใกล้เคียงหรือแซงหน้าคู่แข่งในบางกรณี จุดแข็งดังกล่าวก็เริ่มสั่นคลอน และอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปพิจารณาทางเลือกอื่นในตลาดแทน

นอกจากนี้ ยังมีคำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งขึ้นว่า หากราคาอุปกรณ์เพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพหรือฟีเจอร์ของสินค้าจะยังคงเดิมหรือไม่ หรือ Amazon จะเริ่มลดสเปกบางอย่างลงเพื่อควบคุมต้นทุนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์บางรายเริ่มทำไปแล้วในกรณีของการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ให้มา

แนวโน้มในอนาคตของราคาอุปกรณ์ Amazon

คำถามที่หลายฝ่ายอยากรู้คำตอบมากที่สุดในตอนนี้คือ ราคาอุปกรณ์ Amazon จะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรต่อไปในระยะกลางถึงระยะยาว จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสถานการณ์ราคาหน่วยความจำยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังการผลิตของผู้ผลิตชิปรายใหญ่ถูกจองล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้ว

  1. ในระยะสั้น คาดว่า Amazon จะยังคงจัดโปรโมชันเป็นครั้งคราวตามที่บริษัทได้ให้คำมั่นไว้ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลสำคัญ
  2. ในระยะกลาง หากสถานการณ์อุปทานหน่วยความจำไม่ดีขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตรายอื่นจะทยอยปรับราคาตามในลักษณะเดียวกัน
  3. ในระยะยาว ตลาดอาจเริ่มเห็นเสถียรภาพด้านราคามากขึ้นก็ต่อเมื่อกำลังการผลิตหน่วยความจำใหม่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาด ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นก่อนช่วงปลายปี 2027 เป็นอย่างเร็ว

สำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้ออุปกรณ์ Amazon ในช่วงนี้ การติดตามช่วงโปรโมชันหรือเทศกาลลดราคาใหญ่ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการซื้อในราคาปกติ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าราคาเต็มจะไม่ปรับลดลงสู่ระดับเดิมในเร็ววันนี้

บทวิเคราะห์ ความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังตัวเลข

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การปรับขึ้น ราคาอุปกรณ์ Amazon ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขราคาที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งระบบ ยุคที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการได้ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะราคาถูกเพื่อแลกกับการผูกติดอยู่กับระบบนิเวศของบริษัทเทคโนโลยีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

ความต้องการด้านการประมวลผล AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดกำลังส่งผลกระทบย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภคทั่วไปในรูปแบบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือการทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานที่เคยเข้าถึงได้ง่ายในราคาย่อมเยากลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีผู้บริโภคโดยรวม

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ Amazon และบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นจะปรับกลยุทธ์การตั้งราคาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไรเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว รวมถึงผู้บริโภคเองจะปรับพฤติกรรมการซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างไรในยุคที่ราคาไม่ได้ถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป

สรุป

การปรับขึ้น ราคาอุปกรณ์ Amazon ในผลิตภัณฑ์อย่าง Echo, Kindle, Fire TV และ eero สูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของกลยุทธ์ฮาร์ดแวร์ Amazon ในรอบเกือบสองทศวรรษ สาเหตุหลักมาจากวิกฤตชิปหน่วยความจำระดับโลกที่เกิดจากความต้องการด้าน AI ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของ Amazon แต่เป็นปัญหาระดับอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเทคโนโลยีรายใหญ่แทบทุกราย ตั้งแต่ Apple ไปจนถึง Microsoft และผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ

สำหรับผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงการต้องปรับความคาดหวังใหม่เกี่ยวกับราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต และอาจต้องวางแผนการซื้อให้รอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตามช่วงโปรโมชันพิเศษที่ Amazon ยืนยันว่าจะยังคงมีอยู่ตลอดทั้งปี ท่ามกลางวิกฤตหน่วยความจำที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววันนี้

¿Necesitas ayuda?
Haga clic aquí