imgimg
시장 분석

เฟดคงอัตราดอกเบี้ย ขณะ 3 กรรมการเสียงแตกหนุนขึ้นดอกเบี้ย

Sirawit · 108.2K 견해

เฟดคงอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางเสียงแตกในกรรมการที่หนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย

ภาพอาคารธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Federal Reserve) มีมติ เฟดคงอัตราดอกเบี้ย ไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2026 นับเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ของปีนี้ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นอีกครั้งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม มติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ เพราะมีกรรมการถึง 3 คนที่ลงคะแนนคัดค้าน โดยต้องการให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทน

การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งนี้จบลงด้วยมติ 9 ต่อ 3 เสียง โดยกรรมการที่คัดค้านทั้งสามคนล้วนเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ประจำภูมิภาค ได้แก่ นีล แคชแครี (Neel Kashkari) ประธานเฟดสาขามินนีแอโพลิส, ลอรี โลแกน (Lorie Logan) ประธานเฟดสาขาดัลลัส และเบธ แฮมแมค (Beth Hammack) ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ทั้งสามต้องการให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 เปอร์เซ็นต์ในการประชุมครั้งนี้

เสียงแตกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือการที่มีกรรมการถึง 3 คนคัดค้านมติไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2016 ที่มีกรรมการเฟดจำนวนมากขนาดนี้เห็นต่างไปในทิศทางเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือสัญญาณว่าคณะกรรมการเฟดชุดปัจจุบันมี "สายเหยี่ยว" ที่ส่งเสียงดังกว่าที่เคยเป็นมา

เอียน ลิงเก็น (Ian Lyngen) หัวหน้าฝ่ายอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ BMO Capital Markets ให้ความเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้กำลังแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียงข้างมากยังคงเลือกเดินตามแนวทางของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) โดยรอดูข้อมูลเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมก่อนตัดสินใจอีกครั้งในการประชุมเดือนกันยายน

ทั้งสามคนที่คัดค้านมีจุดยืนต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องการเห็นเฟดคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น โลแกนเคยกล่าวในสุนทรพจน์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมว่า เงินเฟ้อสูงเกินไปมานานเกินไป และยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับไปสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด เธอระบุว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเล็กน้อยน่าจะเหมาะสมกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่แฮมแมคก็แสดงความกังวลในทำนองเดียวกัน โดยระบุว่าเธอเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้าง และภาคธุรกิจต่างบอกกับเธอว่าธนาคารกลางจำเป็นต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ที่น่าสนใจคือ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) หนึ่งในผู้ว่าการเฟด ซึ่งเคยออกมาแสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในที่สาธารณะเช่นกัน และเคยเตือนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจมีความจำเป็นหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น กลับเลือกลงคะแนนเสียงข้างมากในการประชุมครั้งนี้ สะท้อนว่าภายในคณะกรรมการยังมีความเห็นที่หลากหลายแม้แต่ในกลุ่มที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อเหมือนกัน

เอียน ลิงเก็น จาก BMO Capital Markets มองว่านี่คือคณะกรรมการที่มีสายเหยี่ยวส่งเสียงดังขึ้น แต่เสียงข้างมากยังคงเลือกเดินตามแนวทางของวอร์ชจนกว่าจะถึงเดือนกันยายน

ท่าทีของประธานเฟด เควิน วอร์ช ต่อการคงอัตราดอกเบี้ย

ในการแถลงข่าวหลังการประชุม วอร์ชยืนยันว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยระบุว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง การลงทุนและผลิตภาพเติบโตดี ตลาดแรงงานยังคงมั่นคง อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดยังคงอยู่ที่ 2% เท่านั้น ไม่มีเป้าหมายแฝงที่สูงกว่านั้นตามที่หลายฝ่ายเข้าใจผิดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

วอร์ชกล่าวว่า "มีเพียงเป้าหมายเดียว และนั่นคือ 2%" พร้อมอธิบายว่าห้าปีของเงินเฟ้อสูงได้สร้างความเข้าใจผิดว่าเป้าหมายโดยนัยของเฟดอยู่สูงกว่า 2% ซึ่งเขาต้องการยืนยันชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง

วอร์ชยังอธิบายแนวทางการบริหารนโยบายของเขาว่าอยู่ในช่วง "การคิดอย่างระมัดระวัง" มากกว่า "การรอคอยอย่างระมัดระวัง" ซึ่งสะท้อนแนวทางที่แตกต่างจากประธานเฟดคนก่อนหน้าอย่างเจอโรม พาวเวลล์ โดยวอร์ชเลือกที่จะไม่ให้สัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) ที่ชัดเจนต่อตลาด แถลงการณ์หลังการประชุมของเฟดจึงสั้นกระชับ และแทบไม่ต่างจากแถลงการณ์เดือนมิถุนายนมากนัก ทำให้นักลงทุนแทบไม่ได้เบาะแสใหม่เกี่ยวกับทิศทางนโยบายในอนาคต

เมื่อถูกถามว่าข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดบ่งชี้หรือไม่ว่าเฟดควรจะคุมเข้มนโยบายมากขึ้น วอร์ชตอบว่าคณะกรรมการชุดนี้เพิ่งทำหน้าที่มาได้เพียงแปดสัปดาห์ครึ่งเท่านั้น และยังคงมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจพลวัตของเงินเฟ้อที่แท้จริงท่ามกลางแรงกระแทกด้านอุปทานหลายระลอกที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เขาย้ำว่าคณะกรรมการไม่ได้มองข้ามแรงกระแทกเหล่านี้ แต่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าผลกระทบเหล่านี้กำลังขยายวงกว้างไปยังราคาสินค้าที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่

ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด: สัญญาณดีที่ยังไม่มั่นคง

ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นสัญญาณผ่อนคลายบางส่วน โดยดัชนี "core CPI" ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ลดลงมาอยู่ที่ 2.6% จาก 2.9% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปลดลงมาอยู่ที่ 3.5% จาก 4.2% โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลงเกือบ 10% ในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดเตือนว่านี่เป็นเพียงข้อมูลของเดือนเดียว และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นอีกรอบ ทำให้กรรมการเฟดต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) หรือไม่ เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่แท้จริงที่ดีกว่าเงินเฟ้อทั่วไป

ก่อนหน้าการประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าการเฟดหลายคน รวมถึงลิซา คุก (Lisa Cook), คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และฟิลิป เจฟเฟอร์สัน (Philip Jefferson) ได้ส่งสัญญาณว่าพวกเขาพอใจกับการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ แม้ว่าพวกเขาจะยังคงเปิดทางไว้ว่า หากเงินเฟ้อไม่เริ่มชะลอตัวลงในเร็วๆ นี้ การพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ยังเป็นตัวเลือกที่เปิดกว้างอยู่

  • Core CPI เดือนมิถุนายน: 2.6% ลดลงจาก 2.9% ในเดือนก่อนหน้า
  • เงินเฟ้อทั่วไป: 3.5% ลดลงจาก 4.2%
  • ราคาน้ำมันเบนซิน: ลดลงเกือบ 10% ก่อนที่จะดีดตัวกลับจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง

ราคาพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ปัจจัยหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการประชุมครั้งนี้คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เคยผ่อนคลายลงในช่วงเดือนก่อนหน้า แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง แม้จะมีความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งดังกล่าว

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาที่ยืดเยื้อในสหรัฐฯ เป็นผลมาจากปัจจัยที่ผสมผสานกันระหว่างมาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ทำให้การคาดการณ์ทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เฟดคงอัตราดอกเบี้ย แบบระมัดระวัง แทนที่จะรีบปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว

เฟดคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ สะท้อนอะไรต่อทิศทางเดือนกันยายน

แม้ผลการประชุมครั้งนี้จะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นส่วนใหญ่ แต่การมีกรรมการถึง 3 คนคัดค้านมติในทิศทางเดียวกันได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความคาดหวังของตลาดไม่น้อย ข้อมูลจาก CME Group ระบุว่าก่อนการประชุม ตลาดได้กำหนดราคาความน่าจะเป็นไว้ที่ประมาณ 1 ใน 3 ที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่ทันตั้งตัวในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเฟดได้เคยระบุไว้ในการประชุมเดือนมิถุนายนแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปี 2026 นี้ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองไปที่การประชุมเดือนกันยายนว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะหากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมยังคงแสดงแรงกดดันที่สูงต่อเนื่อง

เคย์ ไฮก์ (Kay Haigh) หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และสภาพคล่องระดับโลกของ Goldman Sachs Asset Management ให้ความเห็นว่าเฟดดูเหมือนจะเริ่มหมดความอดทนกับเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย แม้ว่าข้อมูลล่าสุดจะออกมาค่อนข้างเย็นลงก็ตาม สะท้อนมุมมองของฝั่งตลาดที่เริ่มเชื่อว่าเฟดอาจไม่สามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันไปได้ตลอดหากราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อนักลงทุนและผู้บริโภค

การที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันหมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ จะยังคงทรงตัวในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากเสียงแตกภายในคณะกรรมการเฟด ประกอบกับการที่ประธานเฟดคนใหม่เลือกจะไม่ให้สัญญาณล่วงหน้าที่ชัดเจน ทำให้ตลาดการเงินและนักลงทุนต้องเผชิญกับความผันผวนที่สูงขึ้นในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ การจับตาข้อมูลเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม รวมถึงพัฒนาการของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการประเมินว่าเฟดจะปรับเปลี่ยนท่าทีในการประชุมเดือนกันยายนหรือไม่ ขณะเดียวกันสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจต่อเนื่องหากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไป

  1. จับตาตัวเลข CPI เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมอย่างใกล้ชิด
  2. ติดตามพัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
  3. เตรียมรับมือความผันผวนที่อาจสูงขึ้นก่อนการประชุมเฟดเดือนกันยายน

ปฏิกิริยาของตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์

นอกเหนือจากตลาดหุ้นและทองคำแล้ว ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดหลังการประกาศมติของเฟดครั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อความคาดหวังเรื่องทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเป็นพิเศษ เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินใหม่ว่าน้ำหนักของกรรมการสายเหยี่ยวภายในคณะกรรมการเฟดจะมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายในระยะถัดไปมากน้อยเพียงใด

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อยู่ในสถานะที่ต้องจับตาเช่นกัน เนื่องจากการที่กรรมการเฟดเสียงแตกไปในทิศทางที่หนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนปรับมุมมองต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในระยะกลาง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากตลาดเชื่อว่าเฟดมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ค่าเงินดอลลาร์มักจะได้รับแรงหนุนตามไปด้วย เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักดึงดูดเงินทุนไหลเข้า

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางและนักลงทุนในหลายประเทศทั่วโลกก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อกระแสเงินทุนโลก ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดเกิดใหม่ และเสถียรภาพของค่าเงินในหลายภูมิภาค การที่คณะกรรมการเฟดเริ่มแสดงความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจนมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางในประเทศอื่นๆ จำเป็นต้องนำไปประกอบการพิจารณานโยบายการเงินของตนเองด้วยเช่นกัน

บทสรุป

การที่ เฟดคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้ อาจดูเหมือนเป็นผลลัพธ์ที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ความเห็นต่างของกรรมการ 3 คนที่หนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันในทิศทางเดียว ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความตึงเครียดภายในคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายมานานกว่า 5 ปี และราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่เฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่กรรมการสายเหยี่ยวเรียกร้องมาตลอดหรือไม่

도움이 필요하다?
여기를 클릭하세요