imgimg
시장 분석

S&P 500 ทำสถิติใหม่ หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัว

Sirawit · 45.1K 견해

S&P 500 ทำสถิติใหม่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คึกคักรับข่าวเงินเฟ้อชะลอตัว

S&P 500 ทำสถิติใหม่ กราฟหุ้นปรับตัวขึ้นหลังเงินเฟ้อชะลอตัว

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อดัชนี S&P 500 ทำสถิติใหม่ อีกครั้ง โดยปรับตัวขึ้นแตะระดับเหนือ 7,800 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปิดบวกราว 0.7% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นแรงถึง 0.9% ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ทรงตัวใกล้เคียงระดับเดิม ปิดบวกเพียงเล็กน้อยที่ 0.03% สะท้อนว่าแรงซื้อในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหุ้นเติบโตและเทคโนโลยีมากกว่าหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม

สิ่งที่จุดประกายให้ตลาดปรับตัวขึ้นแรงในวันนี้คือรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ Producer Price Index (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคมที่ออกมา "ทรงตัว" ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.2% ซึ่งเป็นการตอกย้ำสัญญาณบวกที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันพุธ เมื่อดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index (CPI) รายงานตัวเลขเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ต่อเดือน ตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้พอดี การที่ตัวเลขเงินเฟ้อทั้งสองตัวออกมาในทิศทางที่ผ่อนคลายลง ทำให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

เงินเฟ้อชะลอตัว ปัจจัยหนุนหลัก S&P 500 ทำสถิติใหม่

นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America อย่าง Stephen Juneau ให้ความเห็นว่าตัวเลข CPI เดือนกรกฎาคม "ชี้ให้เห็นแนวโน้มการชะลอตัวของเงินเฟ้อ" อย่างชัดเจน แม้ว่าการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงเป็นแรงกดดันด้านราคาอยู่บ้าง โดยเฉพาะราคาสินค้ากลุ่มไอทีที่ปรับขึ้น 1.4% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน ซึ่งสะท้อนว่าดีมานด์ด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง แม้ภาพรวมเงินเฟ้อจะเย็นลงก็ตาม

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้นักลงทุนในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปรับลดการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเดือนกันยายนลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้ติดตามนโยบายการเงินยังคงเชื่อว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปีนี้ เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงส่งสัญญาณผสมผสาน โดยตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (initial jobless claims) ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการต่อเนื่อง (continuing claims) กลับปรับตัวลดลง ต่อเนื่องจากรายงานการจ้างงานที่อ่อนแอเกินคาดในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

"ตัวเลข CPI เดือนกรกฎาคมชี้ให้เห็นแนวโน้มการชะลอตัวของเงินเฟ้ออย่างชัดเจน แม้การลงทุนด้าน AI จะยังคงผลักดันราคาสินค้าบางกลุ่มให้สูงขึ้นต่อไป" — Stephen Juneau นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America

ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าการที่ S&P 500 ทำสถิติใหม่ ในรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไร้เหตุผล แต่มีพื้นฐานมาจากข้อมูลเศรษฐกิจจริงที่ค่อยๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ตลาดต้องการ นั่นคือเงินเฟ้อที่เย็นลงโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงจนเกินไป ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักลงทุนมักเรียกกันว่า "Goldilocks scenario" หรือภาวะที่กำลังดีไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป

หุ้นรายตัวผันผวนหนัก ท่ามกลางฤดูกาลประกาศผลประกอบการ

แม้ภาพรวมดัชนีหลักจะปรับตัวขึ้น แต่ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวในวันนี้กลับมีความผันผวนสูงมาก สะท้อนถึงฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองที่ยังดำเนินอยู่ โดยหุ้นที่ปรับตัวลงแรงที่สุดตัวหนึ่งคือ Cisco Systems (CSCO) ซึ่งราคาหุ้น "ทรุดตัว" ลงอย่างหนักหลังประกาศผลประกอบการที่สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน เช่นเดียวกับ Cerebras (CBRS) บริษัทด้าน AI ที่หุ้นดิ่งลงถึง 15.3% หลังรายงานรายได้ไตรมาสสองต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อย่างมาก

นอกจากนี้ StubHub (STUB) แพลตฟอร์มขายตั๋วออนไลน์ ยังปรับตัวลงหนักถึง 20.42% หลังผลประกอบการรายไตรมาสพลาดเป้าอย่างชัดเจน ส่วน Tapestry (TPR) เจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง แม้จะรายงานกำไรที่ดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงถึง 8.8% เนื่องจากคำแนะนำแนวโน้มธุรกิจ (guidance) ในอนาคตที่สร้างความผิดหวังให้กับตลาด สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทิศทางในอนาคตมากกว่าผลงานที่ผ่านมาแล้ว

ในทางกลับกัน ก็มีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงสวนตลาดเช่นกัน โดย Birkenstock (BIRK) แบรนด์รองเท้าสัญชาติเยอรมัน พุ่งขึ้นถึง 11.3% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสสามที่ดีกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ส่วน Ardagh Metal Packaging (AMBP) ปรับตัวขึ้น 11.24% หลังผู้ถือหุ้นใหญ่สั่งการให้ที่ปรึกษาทางการเงินเตรียมความพร้อมสำหรับการขายกิจการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่หุ้น SpaceX (SPCX) ที่เพิ่งเข้าตลาดไปไม่นานปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.30% มาอยู่ที่ 146.59 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์แล้ว

จับตา Applied Materials และสัญญาณจากภาคเทคโนโลยี

หลังตลาดปิดทำการในวันนี้ นักลงทุนต่างจับตาดูการประกาศผลประกอบการของ Applied Materials (AMAT) ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 190% ในรอบปีที่ผ่านมา จากกระแสการลงทุนด้าน AI และชิปประมวลผลขั้นสูง ผลประกอบการของบริษัทนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่ากระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ยังคงมีแรงส่งต่อเนื่องหรือเริ่มแผ่วลงแล้วหรือไม่

ต้องยอมรับว่าการที่ S&P 500 ทำสถิติใหม่ ในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีคำถามจากนักวิเคราะห์บางส่วนเกี่ยวกับความยั่งยืนของการเติบโตในระดับนี้ก็ตาม ราคาสินค้ากลุ่มไอทีที่ปรับขึ้น 1.4% ต่อเดือนตามที่กล่าวไปข้างต้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงร้อนแรง และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อในบางหมวดสินค้ายังไม่ชะลอตัวลงเท่าที่ควร

ราคาน้ำมันร่วง ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นเพิ่มเติม

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในวันนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 1.84% มาอยู่ที่ 81.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 1.80% มาอยู่ที่ 87.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวลงของราคาพลังงานในครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนแนวทางไปใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานปรับตัวตอบสนองอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันที่ลดลงถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อโดยรวม นอกจากนี้ ราคาโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยราคาทองคำล่วงหน้าลดลง 0.48% มาอยู่ที่ 4,446.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาเงินล่วงหน้าลดลง 0.93% มาอยู่ที่ 65.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมากขึ้น เมื่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง

ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะออกมาในทิศทางที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้น แต่สถานการณ์ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากรายงานการจ้างงานในสัปดาห์ก่อนหน้าออกมาอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการชะลอตัวในตลาดแรงงานที่นักลงทุนต้องติดตามต่อไป เพราะหากตลาดแรงงานอ่อนแอลงเร็วเกินไป อาจทำให้เฟดต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้าม หากตลาดแรงงานอ่อนตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่ไปกับเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่เอื้อให้เฟดสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมสำหรับตลาดหุ้น เพราะต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงมักจะหนุนให้บริษัทต่างๆ สามารถลงทุนขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความน่าดึงดูดของการถือครองหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ

ความหมายของ S&P 500 ทำสถิติใหม่ ต่อนักลงทุนรายย่อย

สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด การที่ S&P 500 ทำสถิติใหม่ ครั้งนี้มีนัยสำคัญหลายประการ ประการแรก มันสะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง ประการที่สอง มันแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในธีม AI และเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ไม่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดแรงงาน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ หรือแม้แต่คำถามเรื่องระดับราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าอาจเข้าสู่ภาวะที่ตีมูลค่าสูงเกินปัจจัยพื้นฐานหรือไม่ การที่ดัชนีทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องนั้น แม้จะเป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะสั้น แต่ก็มักมาพร้อมกับคำเตือนจากนักวิเคราะห์บางส่วนให้ระมัดระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

มองไปข้างหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะไปทางไหนต่อ

คำถามสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังตั้งขึ้นในตอนนี้คือ แนวโน้มของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากที่ S&P 500 ทำสถิติใหม่ ต่อเนื่องหลายครั้งในปีนี้ จะยังคงเดินหน้าต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะถัดไปมีทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ยังทยอยประกาศออกมา ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมครั้งถัดไป รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ที่จะทยอยรายงานออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับนักลงทุนที่ติดตามข่าวสารตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญคือการไม่ตื่นตระหนกไปกับความเคลื่อนไหวระยะสั้น แต่ควรมองภาพรวมของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป ทั้งเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และทิศทางนโยบายการเงิน เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ การที่ดัชนีหลักทำสถิติสูงสุดใหม่ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะไม่มีการปรับฐานเลย แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงเวลาปัจจุบันมากกว่า และนักลงทุนที่รอบคอบควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม

โดยสรุปแล้ว การที่ S&P 500 ทำสถิติใหม่ในสัปดาห์นี้เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่มาบรรจบกันพอดี ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงกว่าคาด ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง และกระแสการลงทุนในธีม AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีความเสี่ยงจากตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณผสมผสานอยู่บ้างก็ตาม นักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลกที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ควรใช้โอกาสนี้ในการทบทวนพอร์ตการลงทุนของตนเอง และเตรียมพร้อมรับมือกับความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปอย่างมีสติและมีข้อมูลรอบด้าน

도움이 필요하다?
여기를 클릭하세요